Masuk'ไป๋เสี่ยหรัน' บุตรสาวสกุลไป๋...ไม่ได้ถูกมองด้วยความรักแต่เพราะความจำเป็นทางผลประโยชน์ เมื่อถึงเวลานางถูกใช้เป็นหมากตัวหนึ่งในการต่อรองค่าสินสอดกับตระกูลที่ร่ำรวยเท่านั้น ขอเพียงได้เงินมา นายท่านไป๋ย่อมไม่สนว่านางจะมีสภาพหลังจากนี้เป็นอย่างไร ถึงจะอยู่ในจวนหลังใหญ่ ได้สวมใส่อาภรณ์ราคาแพงแต่กลับไม่มีสิ่งใดเป็นของนางเองเลย...แม้แต่หัวใจของสามี นางไม่ได้แต่งเข้ามาเพราะความรัก…แต่เพราะถูกขายต่างหาก 'ข้า…ข้าเจ็บจังเลย ไม่ไหวแล้ว' 'เซี่ยเว่ยหลง' เพราะคำสั่งเสียสุดท้ายของมารดา...เขาจึงแต่งสตรีผู้หนึ่งมาเป็นภรรยาหาได้รู้สึกรักใคร่ลึกซึ้ง สตรีผู้นั้นเปรียบเสมือนดอกไม้ต่อให้เขาจะจับใส่ในแจกันใบใดก็ต้องอยู่ให้ได้ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องและร้องขอ 'หย่างั้นหรือ' สตรีผู้นั้นกล้าดีอย่างไรกัน! 'เช่นนั้นแล้วข้าจะรั้งนางไว้…ต่อให้ตายลงหลุมถูกฝังกลบดินกลายเป็นวิญญาณ ข้าก็จะตามนางกลับมาไม่มีทางปล่อยไปแน่' อาหยวนหรือเซี่ยเจิ้นหยวน บุตรชายที่ถูกเลี้ยงดูจากมารดาแต่เพียงผู้เดียวแต่ในใจลึกๆ กลับโหยหาและปรารถอยากให้บิดาสนใจบ้าง
Lihat lebih banyakผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่า…เมิ่งหานเฟิ่งผู้เป็นพี่ชายของนางจะตกหลุมรักไป๋เสี่ยวหรันเข้าอย่างจังเมิ่งซือซือทอดสายตาจ้องแผ่นหลังกว้างของเมิ่งหานเฟิ่งอยู่นานครู่หนึ่ง นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงแค่มองเงียบๆ พลันปล่อยให้ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวไปมาอย่างไม่อาจควบคุมแต่ทว่าเมิ่งหานเฟิ่งกลับนิ่งราวกับรูปปั้น มิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยและดูจากท่าทางแล้ว…เขาคงไม่รู้เสียด้วยซ้ำกระมังว่านางกำลังยืนมองอยู่หลายวันแล้วที่บรรยากาศในจวนสกุลเมิ่งเงียบสงบเกินควรและยิ่งไปกว่านั้น เมิ่งหานเฟิ่งกลับมีทีท่าซึมลงในแต่ละวัน เงียบงันจนคนในจวนเริ่มสังเกตเป็นกังวลอยู่มาก“เข้าไปดูอาการพี่ชายเจ้าหน่อยเถอะซือซือ” น้ำเสียงแผ่วเบาของเมิ่งฮูหยินกล่าวขึ้นอย่างหนักใจ นางละสายตาจากบุตรชายก่อนจะปรายหันมามองบุตรสาวข้างกายอย่างวิงวอนนับตั้งแต่ไป๋เสี่ยวหรันและอาหยวนตัดสินใจกลับไป…ไม่ว่าผู้ใดในจวนต่างรู้สึกใจหายทั้งสิ้นทว่าบุตรชายของนางดูเหมือนจะมากไปเสียหน่อย…เมิ่งฮูหยินมองแวบเดียวก็สามารถหยั่งรู้ถึงจิตใจของอีกฝ่ายได้แล้วว่า…มีใจรักใคร่ลึกซึ้งต่อแม่นางไป๋เสี่ยวหรันแน่เมิ่งซือซือพยักหน้าหงึกๆ พลางถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจ
บรรยากาศภายในจวนสกุลเซี่ยเงียบงันอึมครึมไร้ชีวิตชีวานานหลายวันนับตั้งแต่ฮูหยินและคุณชายน้อยได้จากไปพร้อมกับหนังสือหย่า...ภายหลังจากนั้นมาอารมณ์ของนายท่านก็แปรปรวนยิ่งกว่าฟ้าฝนปลายฤดูใบไม้ผลิเสียอีกเหล่าสาวใช้ในจวนต่างอยู่กันหายใจไม่ทั่วท้อง ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกไปแม้แต่สักครึ่งคำราวกับว่าสวรรค์ยังเมตตา...ยามนี้ฮูหยินและคุณชายน้อยปรากฏอยู่ตรงหน้าในจวนอีกครั้ง พวกนางมองเห็นแล้วล้วนแต่ตื่นตระหนกตกใจกันทั้งสิ้นทว่ากลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำใดออกมา นอกเสียต่างพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอกคล้ายก้อนหินที่ทับอยู่ในอกมานานถูกยกออกแท้จริงแล้ว…นายท่านเซี่ยก็หาได้เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งหรือไร้หัวใจไม่รู้สึกอันใด เพียงแต่ไม่รู้จักวิธีถนอมสตรีเท่านั้น…จนกระทั่งสูญเสียไปจึงค่อยรู้ความสำคัญของฮูหยินว่ากันตามตรงแล้ว พวกนางต่างพากันคาดไม่ถึงจริงๆ ว่านายท่านจะตามฮูหยินและคุณชายน้อยกลับมาจนได้ฮูหยินถึงขั้นตัดสินใจหนีออกไปอย่างแน่วแน่เช่นนี้…มองดูแล้วคงไม่ง่ายแน่ทว่าวันนี้…นานท่านเซี่ยพาคนทั้งคู่กลับมาได้แล้วไป๋เสี่ยวหรันหวนกลับมายังจวนสกุลเซี่ยอีกครั้ง ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มจางๆ สา
“ไม่ได้ขอรับ! นายท่านได้โปรดกลับไปเถอะ” น้ำเสียงทุ้มของคนงานชายเอ่ยขึ้นด้วยความหนักใจอยู่มาก แท้จริงแล้วเขาไม่รู้ว่านายท่านเซี่ยผู้นี้มีเรื่องเร่งด่วนอันใดถึงได้เร่งเร้าให้เปิดประตูจวนอยากจะเข้าไปนัก เขาเองก็ลำบากใจอยู่มาก…หากผู้เป็นนายไม่ออกคำสั่ง เขาจะทำอันใดได้ เซี่ยเว่ยหลงยืนนิ่ง สายตาคมกริบเพ่งมองบานประตูจวนที่ยังคงปิดสนิท เขาพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แต่หาใช่เพราะความโกรธทว่ากลับเป็นความเหนื่อยล้าในใจ นึกไม่ถึงว่าหลังจากวันนั้นที่เขาถูกขับไล่ออกมา…ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าพอหวนกลับมาอีกครั้ง จวนสกุลเมิ่งจะปิดประตูสนิทต่อให้มีเรื่องเร่งด่วนเพียงใดก็ให้คุณชายเมิ่งเป็นผู้ตัดสินใจ เหอะ! หากรอให้บุรุษผู้นั้นตัดสินใจ เขาไม่ผมหงอกหัวขาวโพลนไปทั้งหัวหรอกหรือ…!? “ข้ามาตามภรรยา…” เซี่ยเว่ยหลงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ สายตาคมกริบยังคงจ้องมองบานประตูจวนที่ปิดสนิท เขาคิดว่าอย่างไรแล้ว…นางคงอยู่ข้างหลังไม่ยอมออกมาเป็นแน่ “อย่างไรก็ไม่ได้ขอรับ!” ทว่าคนงานผู้นั้นยังคงตอบเสียงหนักแน่นและแน่วแน่ เดิมทีเซี่ยเว่ยหลงไม่ได้มีความอดทนมากนัก หากไม่มีเรื่องสำคัญอันใด เขาก็คงไม่ต้องแบกหน้าอดทนรอคอยอย่างใจเย็
ยามพลบค่ำ จู่ๆ ฝนกลับตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักโดยไม่ได้บอกกล่าวราวกับว่าพายุห่าใหญ่ได้แผ่ไปทั่วผืนฟ้า ทั้งที่ตลอดวันยังมีแสงแดดยังส่องสาดส่องไปทั่วบริเวณจนอากาศอบอ้าวแทบหายใจไม่ทั่วท้องแต่เพียงชั่วพริบตา…ท้องฟ้ากลับถูกเมฆครึ้มบดบังจนไร้แสงอาทิตย์ สายลมเย็นเฉียบพัดโชยมาพร้อมกลิ่นฝนที่เคล้าโชยมากับหยาดน้ำสีใสนับพันสายไป๋เสี่ยวหรันยืนอยู่ใต้ชายคา เงยหน้ามองหยาดเม็ดฝนที่รินไหลลงเทจากขอบหลังคาอย่างเหม่อลอย นัยน์ตาคู่งามดูราบเรียบแต่กลับแฝงความเศร้าและหม่นหมองเอาไว้อย่างปิดไม่มิดนี่ก็ผ่านมาแล้วสองสามวัน…นับตั้งแต่เซี่ยเว่ยหลงบุกมานางถึงจวนสกุลเมิ่งโดยไม่ทันตั้งตัวแม้ว่านางจะเป็นฝ่ายขับไล่เขาไปแล้วอย่างไร แต่ภายในใจของไป๋เสี่ยวหรันกลับปั่นป่วนเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ยากจะสลัดทิ้งไปได้…น้ำเสียงทุ้มแผ่วเบาแฝงด้วยความอ่อนโยนและเจือไปด้วยความรู้สึกผิดยังคงวนเวียนดังก้องอยู่ในหูของนางซ้ำๆเพื่อนางแล้ว…เซี่ยเว่ยหลงยินยอมทำเพียงนี้เลยหรือ!?“เสี่ยวหรัน…”“…”“ไป๋เสี่ยวหรัน!” น้ำเสียงของเมิ่งซือซือดังขึ้นกว่าเดิมแข่งกับเสียงฝน นางยื่นมือออกไปแตะไหล่ของไป๋เสี่ยวหรันอย่างแผ่วเบาพลันทำให้อีกฝ่าย
ยามค่ำคืน…สายลมเย็นโชยมาแผ่วเบา อวิ๋นเออร์ยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม อาภรณ์บางเบาและเส้นผมยาวดำขลับของนางพลิ้วไหวไปตามแรงลม ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมาในใจทันทีเกรงว่า…ถ้อยคำเมื่อครู่ที่ออกจากปากของบุรุษตรงหน้า อาจเป็นเพียงแค่เสียงลวงลมหรือไม่ก็นางเองที่หูฝาดไปกระมัง“บุตรชายของท่าน…อย่างนั้นหรือ”
คืนจันทราเต็มดวงแรกหลังตรุษจีน แสงนวลจากดวงจันทร์สาดทอไปทั่วฟากฟ้าส่องให้โคมไฟนับหมื่นดวงที่แขวนเรียงรายตามถนนหนทางเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับหมู่ดาวที่ตกลงจากสวรรค์สู่พื้นดินก็ไม่ปานเสียงหัวเราะและรอยยิ้มประดับอยู่เต็มสองข้างทาง ผู้คนหลั่งไหลกันออกมาชมงานเทศกาล เด็กน้อยวิ่งเล่นพลางโบกสะบัดโคมกระดาษ
“เซี่ยเว่ยหลง…”เสียงแหบพร่าของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้นแผ่วเบาราวกับกำลังฝืนลมหายใจเฮือกสุดท้ายเพียงเพื่อเอื้อนเอ่ยคำพูดสุดท้ายของชีวิต นางไอเบาๆ อย่างอ่อนแรงจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือ“ท่านแม่!”เซี่ยเว่ยหลงรีบทรุดตัวลงประคองร่างของมารดาด้วยความร้อนรน ดวงตาคมกริบฉายแววกังวลอย่างเป็นห่วง “หากมีสิ่งใดเ
เมิ่งซือซือรู้สึกได้ทันทีว่า...พี่ชายของนางคล้ายจะควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่กับเรื่องนี้แววตาของเมิ่งหานเฟิ่งยังคงฉายความขุ่นเคืองอย่างชัดเจน ริมฝีปากเม้มแน่น มือข้างหนึ่งกำแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ร่างสูงนั่งนิ่งแต่กลับให้ความรู้สึกดั่งพายุที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อเมิ่งซือซือเห็นท่าทีเช่นนั้นก็อดรู้สึ





