เข้าสู่ระบบโฉมสะคราญเดินหน้าบึ้งตึงเข้าไปในเรือน ภายในใจขุ่นมัวไปหมด ทั้งไม่ชอบใจสตรีผู้นั้นและกำลังหิวจึงให้เสี่ยวฟางไปทำแป้งย่างสูดของเผ่าหลูเค่อเอ้อให้ทุกคนกิน
นางมีเตาต้มยากับน้ำผึ้งที่เตรียมมาพร้อมเผื่อฉุกเฉินส่วนแป้งเสี่ยวหยวนจื่อก็เป็นคนจัดการเอามาให้หนึ่งถุง จากนั้นเสี่ยวฟางกับเสี่ยวเฟิงจึงช่วยกันทำ ส่วนนางกับเสี่ยวหยวนจื่อนั่งรออยู่ในห้อง
“เสี่ยวหยวนจื่อ เจ้าว่าสตรีผู้นั้นสำคัญกับท่านอ๋องหรือไม่” เหรินเล่อสอบถามเอากับบ่าวข้างกาย อยากรู้น้ำหนักของสตรีนางนั้นในใจท่านอ๋องเป็นอย่างไร
“นางเป็นหลานสาวฮุ่ยมามา ท่านอ๋องไม่ได้มีใจแต่ว่าฮุ่ยมามาคิดว่าจะอ้างบุญคุณให้รับนางเป็นชายารองเพคะ” เสี่ยวหยวนจื่อเข้าจวนมาเพียงไม่นานก็จริง แต่ข่าวว่าใครมีนิสัยใจคอเช่นไรในจวนแห่งนี้นางรู้ดีที่สุด นอกจากจะต้องรายงานท่านอ๋องแล้ว นางก็ต้องศึกษานิสัยใจคอสาวใช้เหล่านั้นอีกด้วย และสืบหาคนที่เข้ามาปะปนเพื่อสืบความลับของจวนเป่ยอ๋อง จะได้กำจัดให้สิ้นซาก
นั่งคุยได้เพียงชั่วครู่เสี่ยวฟางกับเสี่ยวเฟิงก็เข้ามา นางสั่งให้ปิดประตูเรือนเสีย ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่านางให้ความสนิทชิดเชื้อกับสาวใช้ในเรือน ประเดี๋ยวจะเข้าหู
ฮุ่ยมามา แล้วจะมาอบรมนางอีกหลายคำ“พวกเจ้านั่งลงไม่ต้องยืนค้ำหัวข้า แล้วนี่แป้งย่างรับรองอร่อยและมีรสชาติกว่าอาหารซีเป่ยของพวกเจ้าเป็นไหน ๆ” หลูเค่อเอ้อเป็นเผ่าที่มีทรัพยากรและธัญพืชมากมาย นั่นจึงทำให้อาหารมีรสชาติจัดจ้านกว่าซีเป่ยที่แผ่นดินกว้างใหญ่ แต่ยังขาดแคลนอาหาร เพราะความเจริญยังกระจุกอยู่แค่เมืองหลวง
เสี่ยวเฟิงตอนแรกก็ไม่กล้านั่ง แต่เมื่อเห็นเสี่ยวหยวนจื่อนั่งลงนางก็นั่งบ้างแล้วก็เอาแป้งย่างทาน้ำผึ้งส่งให้กับพระชายา และพวกนางก็นั่งกินกันคนละแผ่น
“ฮุ่ยหลิงอันหากเป็นชายารองที่ฮุ่ยมามาต้องการให้เป่ยอ๋องรับ เจ้าคิดว่าท่านอ๋องจะรับหรือไม่” เหรินเล่อกัดแป้งย่างอีกคำแล้วก็ถามขึ้น คราวนี้เป็นเสี่ยเฟิงตอบบ้าง
“นางเป็นหลานสาวมามา สาวใช้ในจวนยังต้องเกรงใจนางอยู่สามส่วน สาวใช้ผู้เดียวที่เข้าออกตำหนักของท่านอ๋องได้มีเพียงนาง เพราะเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากมามาเพคะ เหล่าสาวใช้ยังต้องก้มหัวให้นางเวลานางเดินผ่าน นางมีอำนาจมากกว่าสาวใช้ธรรมดา” เสี่ยวเฟิงกล่าวตอบไปตามที่ตัวเองรับรู้มา
เหรินเล่อพยักหน้าให้กับเสี่ยวเฟิงรับรู้ที่มาที่ไปของสตรีนางนั้นแล้ว และเสี่ยวเฟิงก็ยังเตือนพระชายาต่อ
“ผู้น้อยบังเอิญเตือนพระชายาสักเล็กน้อย อย่าคิดมีเรื่องกับแม่นางฮุ่ยหลิงอันจะดีกว่าเพคะ หากยังอยากอยู่อย่างสงบสุข เพราะฮุ่ยมามานั้นร้ายกาจมาก”
“ข้าก็อยากรู้เสียจริง ว่าข้าแต่งเป็นพระชายาหรือว่านางกันแน่” เหรินเล่อไม่ได้ติดใจเอาความจากเสี่ยวเฟิงรู้ว่านางหวังดี แต่เสี่ยวฟางเอ็ดเสี่ยวเฟิงเสียยกใหญ่
“ท่านหญิงแต่งเข้ามาเป็นพระชายาที่ฝ่าบาทพระราชทานสมรส อีกอย่างฐานะของท่านหญิงก็ไม่ได้ด้อยกว่าสตรีต่ำต้อยผู้นั้น เหตุใดบ่าวแค่คนเดียวยังต้องเกรงใจ” เสียวฟางบ่นเสี่ยวเฟิงจนหน้าเสียแต่แล้วเหรินเล่อก็ปรามนาง
“อย่าว่าเสี่ยวเฟิงเลย นางเพียงหวังดีตักเตือนพวกเรา ฟังนางไว้บ้างก็ย่อมดีเราจะได้ระวังตัว เจ้าก็อย่าอ่อนแอคนพูดนิดหน่อยร้องไห้ เป็นบ่าวในเรือนข้าต้องเข้มแข็ง แต่ไม่ต้องอดทนให้ใครรังแก ข้าอนุญาตให้เจ้ามีเรื่องกับทุกคนได้หากคนเหล่านั้นจะมารังแกเจ้าเมื่อข้าไม่อยู่”
คนเราต้องรู้จักสู้เสียก่อน หากไม่สู้แล้วจะอยู่รอดไปได้อย่างไร นางเป็นคนต่างถิ่นมาที่นี่นอกจากไม่มีอำนาจท่านพ่อหนุนหลัง หนำซ้ำเป็นชายาที่ไม่ต้องการเสียอีก นางจึงต้องสู้กับทุกคน
“พระชายาหลูเค่อเอ้อมีของอร่อยแบบนี้เชียวหรือเพคะ” เสียวหยวนจื่อไม่ได้สนใจที่เสี่ยวเฟิงพูดนัก นางชอบกินแป้งอย่างนี่เสียจริง มันทั้งหอมและหวานมันลงตัวยิ่งนัก
“แน่นอนสิ อาหารหลูเค่อเอ้อไม่มีรสชาติจืดชืดเหมือนใบหน้าเจ้าของจวนอย่างเป่ยอ๋องหรอก หากเจ้าหาเครื่องครัวเล็กน้อยให้ข้าได้ ข้าจะให้เสี่ยวฟางทำของอร่อยให้เจ้ากิน”
“เรื่องนั้นอย่ากังวลใจไปเพคะ หม่อมฉันยินดีรับใช้พระชายา”
เหรินเล่อเลิกสนใจเรื่องของหลานสาวมามาไปในที่สุด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาคุยกับสาวใช้ทั้งสามคนในเรือนไม่ออกไปพบผู้ใดจนเย็นย่ำ
หลังจากพระชายาเข้านอนเสี่ยวหยวนจื่อก็ลอบออกจากเรือนพักของพระชายาไปรายงานท่านอ๋อง
“วันนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่ค่อยเจริญอาหาร บอกว่าอาหารซีเป่ยจืดชืดไร้รสชาติเหมือนเจ้าของจวนเพคะ” เสี่ยวหยวนจื่อปั้นแต่งคำพูดไม่เป็นนางจึงตอบแบบกำปั้นทุบดิน ตรงไปตรงมาแล้วนั่นทำให้อารมณ์ของเป่ยอ๋องขุ่นมัวจนกำหมัดทุบกับโต๊ะดัง ปึง!
“นางกล้านินทาเรางั้นรึ” เสียงคำรามดุจพยัคฆ์หงุดหงิดดังขึ้น ตอนนี้เขาอยากขย้ำนางให้เป็นหมื่นชิ้นแล้วกลืนลงคอทีละคำอย่างไม่รีบร้อน
‘ตอนกลางวันก็หาว่าเขายากจนข้นแค้น ตกเย็นก็บอกอาหารที่จวนข้าจืดชืดเหมือนใบหน้าของข้า นางเอาตาตุ่มมองหรือไง ใบหน้าของข้าออกจากหล่อเหล่าเยี่ยงชายองอาจ’
“เรื่องนี้มัน...” เสี่ยวหยวนจื่อก็ไม่รู้จะพูดเช่นไรดี แต่หากจะให้ชมก็ควรคิดว่าท่านอ๋องเป็นคนที่ใบหน้างดงามผู้หนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่แบบที่นางหลงใหลจึงเห็นด้วยกับพระชายาอยู่เล็กน้อยที่บอกว่าท่านอ๋องจืดชืดเพราะหากไม่ตรากตรำทำศึก ผิวกายของท่านอ๋องก็ขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี แต่ลักษณะนี้นางไม่ชอบเท่าไหร่
“ฝากบอกให้นางเตรียมตัวด้วย พรุ่งนี้จะเข้าเฝ้าฝ่าบาท” เป่ยอ๋องโบกมือให้เสี่ยวหยวนจื่อออกไป แต่เมื่อนางออกมา เห็นแม่นางฮุ่ยหลิงอันยกน้ำแกงสงบจิตเข้าไปให้ท่านอ๋อง ทำให้น่าสงสัยว่าท่านอ๋องคิดกับนางเช่นไรกันแน่
แต่ช่างเถอะล้วนไม่ใช่เรื่องของนาง
“ขออภัยท่านอ๋อง หลิงอันเอาน้ำแกงสงบใจมาให้เพคะ” เสียงเปิดประตูทำให้เป่ยอ๋องเหลือบมองครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหน้าขันทีเหลียงให้จัดการไปรับ แล้วไล่ให้นางกลับไป
“วันนี้ท่านอ๋องอารมณ์ไม่ดีอย่ารบกวน”
ฮุ่ยหลิงอันที่อยากปรนนิบัติท่านอ๋องเสียเต็มประดา ก่อนเข้ามา นางไปอาบน้ำแช่น้ำสมุนไพรและกลีบดอกไม้จนกลิ่นกายหอมกรุ่น แต่กลับทำมาเหนื่อยเปล่าเพราะว่าเป่ย อ๋องไม่ชายตามองนางเลยสักนิดเดียว และชุดของนางเปิดเผยเนินเนื้อมาถึงครึ่งอกแล้วกลับไม่สามารถทำให้ความกำหนัดของบุรุษหนุ่มพลุ่งพล่านได้
“ให้ข้านวดให้หรือไม่เพคะท่านอ๋อง” ฮุ่ยหลิงอันยังไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อเห็นสายตาของขันทีเหลียงเหล่ยก็เป็นอันต้องล่าถอยไปแต่โดยดี นางเจ็บใจแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้จึงได้แต่กลับไปยังเรือนพักของตน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากเหรินเล่อตื่นนอนแล้วก็ได้รับข่าวที่ไม่ค่อยดีทันที เรื่องต้องไปพบกับฝ่าบาทและฮองเฮากับเขาโดยลำพัง นั่นทำให้นางอึดอัดใจที่สุด
“นี่ข้าต้องนั่งรถม้าคันเดียวกับเป่ยอ๋องหรือ”
“ก็ต้องอย่างนั้นสิเพคะ” เสี่ยวฟางตอบ
“เช่นนั้น เจ้าอยู่กับเสี่ยวเฟิง นางอ่อนแอถูกรังแกง่ายดูแลนางให้ดีเล่า” เมื่อต้องเลือกสาวใช้ไปได้หนึ่งคนนางเลือกเสี่ยวหยวนจื่อจะดีกว่า ดูท่าทางคล่องตัวกว่าทั้งยังรู้จักพูดรู้จักเงียบ
แต่นางกลับต้องเศร้าใจเมื่อรับรู้ว่าเอาสาวใช้เข้าไปไม่ได้สักคน
“ฮะ...พวกเจ้าว่าอันใดนะ ข้าต้องไปกับเขาแค่สองคน” นางอยากจะบ้าตาย แต่เอาเถอะวังหลวงใช่ที่วิ่งเล่นเสียเมื่อไหร่ ให้พวกนางอยู่ในเรือนก็ดี
“เจ้าดูแลทุกคนด้วยเล่า อย่าให้ใครรังแกเอาได้ หากฮุ่ยมามาจัดการพวกเจ้า ต้องสู้ตายเท่านั้นบอกว่าเป็นคำสั่งข้า” นางห่วงหน้าพะวงหลังจริง ๆ ไม่อยากไปแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
“พระชายาเวลาจะตอบสิ่งใดต่อหน้าฮองเฮาและฝ่าบาทดูสีหน้าเป่ยอ๋องนะเพคะ” เสี่ยวหยวนจื่อกำชับกับพระชายาเล็กน้อย และนางรู้ดีว่าศัตรูของเป่ยอ๋องคือฮองเฮา
“ได้ข้าจะจำใส่ใจไว้” เมื่อแต่งตัวเสร็จสาวใช้ของนางก็ไปส่งขึ้นรถม้าที่หน้าจวน วันนี้แต่งตัวเต็มยศเหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเป่ยอ๋อง แต่เมื่อหันมาเห็นสีหน้าของฮุ่ยหลิงอันขณะก้าวจะขึ้นรถนางจึงแกล้งสะดุดขาตัวเอง ทำให้คนที่เคลื่อนไหวว่องไวกระชากตัวนางเอาไว้
อุ้ย....!
นางส่งเสียงตกใจก่อนจะฉีกยิ้มพิมพ์ใจส่งไปให้เป่ยอ๋องแล้วหันไปขยิบตาให้ฮุ่ยหลิงอัน ยิ่งเห็นนางกำมือแน่นแน่นอนว่ายิ่งสะใจลึก ๆ
เป่ยอ๋องรับตัวนางแล้วก็พ่นลมหายใจก่อนจะบ่นออกมา “หัดเดินให้ตรงทาง”
พูดจบแล้วเขาก็จับมือนางให้ขึ้นรถม้าแล้วเขาไปนั่งด้วยกันในนั้น ภาพที่เห็นเหล่าสาวใช้บ่าวชายซุบซิบกันระงมสร้างความไม่พอใจกับฮุ่ยหลิงอันเป็นอย่างยิ่ง
ขณะนั่งในรถม้านางนั่งเชิดหน้าขึ้นไม่ต่างจากเขาเช่นกัน เรียกว่าเลียนแบบก็ว่าได้ แต่คนที่นั่งข้าง ๆ ดันไม่สบอารมณ์จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“หากฝ่าบาททรงซักถามเกี่ยวกับเรื่องในจวนเจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะตอบเช่นไร” เสียงเรียบเอ่ยถามและกำลังรอฟังคำตอบจากนาง อยากรู้ว่านางจะรู้กาลเทศะหรือไม่
“ง่ายมาก อยู่มาสองวันข้ารู้ชัดแจ้งแก่ใจดี”
“อย่างไร” เขาย่นคิ้วถาม นางพูดเหมือนรู้ทุกอย่างในจวนอย่างดีทั้งที่เพิ่งเหยียบเข้าจวนเขานี่นะ
“ตื่นเช้ามาหลังคืนเข้าหอต้องคารวะน้ำชามามา หลานสาวมามามีอำนาจเหนือทุกคนเป็นรองก็แต่เป่ยอ๋อง กินข้าววันละมื้อ แล้วก็...”
“พอ ๆ ” หวังหยางซั่วรู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ จนต้องยกมือห้าม หากนางกล่าวเช่นนี้ออกไปจริง ๆ มีหวังเขาได้เป็นตัวตลกในสายตาฮองเฮากันพอดี
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว”
เหรินเล่อขบขันเขายิ่งนัก ดีให้เขารู้ซะบ้างว่านางเจอกับอะไรในจวนเป่ยอ๋อง
“ก็ข้าพบเจอสิ่งใดก็พูดไปตามตรง หลูเค่อเอ้อของเราเป็นคนตรงไปตรงมา รักก็บอกรักเกลียดก็บอกเกลียดไม่อ้อมค้อม”
“เจ้าห้ามพูดสิ่งใดทำได้แค่ยิ้มก็พอ” นี่คือคำสั่ง แต่นางทำหูทวนลมไม่รู้ไม่ชี้แทน
‘คนเช่นนางหรือจะสั่งได้’
เมื่อถึงวังหลวงเขาก็ให้นางเดินติดตามเขามาติด ๆ เหรินเล่อที่มองซ้ายขวาแล้วก็พบว่าวังหลวงซีเป่ยนี่กว้างใหญ่นัก แค่มีฮ่องเต้อยู่องค์เดียวเหตุใดต้องสร้างให้ใหญ่เพียงนี้ ไม่สู้เอาเงินไปแจกราษฎรไม่ดีกว่ารึ ชาวบ้านจะได้อยู่ดีกินดี
“เป่ยอ๋องเพคะ วังหลวงเหตุใดกว้างใหญ่นักเล่า”
“แสดงความมั่งคั่ง” เขาตอบเสียงไม่ดังนัก
“เห้อ แคว้นพวกท่านนี่ตัดสินกันที่นอนสินะแสดงถึงความมั่งคั่ง สู้แคว้นข้าไม่ได้ประชาชนอยู่ดีกินดี ทุกปีมีส่วนแบ่งทองคำจากเหมือง หากพบเหมืองแร่ใหม่ ๆ ประชาชนทุกคนย่อมมีส่วนได้ด้วย แต่ไม่เห็นต้องสร้างเรือนหลังใหญ่ ทุกคนก็มีความสุขได้”
นั่นคือเอกลักษณ์ของแคว้นนาง ที่ไม่ว่าที่ใดก็เทียบไม่ได้
เป่ยอ๋องคร้านจะพูด หรือที่จริงก็เถียงไม่ได้มากกว่า เขาเคยผ่านแคว้นหลูเค่อเอ้อครั้งหนึ่ง ชาวบ้านไม่ได้พิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว แต่จะพิถีพิถันเรื่องอาหารเสียมากกว่า ทุกบ้านมีผักมีปลามีเนื้อกินไม่ขาด ร่างกายของชาวบ้านแข็งแรงไม่เจ็บป่วย และมีสมุนไพรรักษาโรคเกือบทุกชนิด จนครั้งหนึ่งเคยอิจฉาเผ่าของนางที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
จนเมื่อถึงตำหนักรับรองของฝ่าบาทในอุทยานหลวง ทั้งเป่ยอ๋องและเหรินเล่อทำความเคารพพร้อมเพรียงกัน
“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาทฮองเฮา”
“ถวายบังคมฝ่าบาทฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาเถอะไม่ต้องมากพิธีคนกันเองทั้งนั้น นั่งสิ” หวังเหว่ยกวง เชิญน้องชายและน้องสะใภ้นั่งชมดอกไม้ในสวย วันนี้อากาศแจ่มใสจึงอยากให้มานั่งเล่นดื่มชากันสักหน่อย
“ขอบพระทัยเพคะ” เหรินเล่อย่อตัวก่อนจะนั่งแล้วเป็นฮองเฮาที่เอ่ยขึ้น
“เป็นอย่างไรเล่า ชายาจากหลูเค่อเอ้อดูแลจวนเป่ย อ๋องได้หรือไม่ หรือต้องแต่งชายารองเพิ่มอีกสักคนสองคน
เหรินเล่อส่งยิ้มซ่อนมีดให้หนึ่งสาย แต่ภายในใจนั้นร้อนรุ่ม สงสัยจะเป็นศัตรูของเป่ยอ๋องอีกคน เพราะนั่งยังไม่ทันเย็นก็โยนมีดมาเลื่อยขาเตียงไม่พอ ยังดูแคลนว่านางเป็นคนไม่เอาไหนอีกด้วย
หากเป็นที่อื่นสตรีผู้นี้คงไม่พ้นถูกนางตอกกลับแรง ๆ แต่นี่เป็นถึงแม่ของแผ่นดินซีเป่ย ต้องให้เกียรติ แต่เขาก็ตอบฮองเฮาแทนนาง
“นางเป็นคนที่พี่สะใภ้คัดเลือกเองกับมือ จะไม่ดีได้อย่างไร หากนางไม่ดีแล้วคงกระทบชื่อเสียงบัลลังก์หงส์ของแคว้นกระมัง” วาจาเรียบเรื่อยแต่ก็แฝงด้วยคำค่อนแคะเช่นกัน ‘หากด่าว่านางไม่เอาไหน คนเลือกก็ไม่เอาไหนเช่นกัน’ วาจาลึกล้ำ
นางดูแล้วสามีนางน่าจะเหมาะสมกับฮองเฮาราวกับกิ่งทองใบหยกกระมัง หากนับจากฝีปาก และคิดว่าคงไม่ต้องสนิทสนมกับฮองเฮาเป็นดีที่สุด อย่างไรก็ขึ้นชื่อว่าศัตรูของสามี
“ข้าย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าอยู่แล้วน้องรอง” เหลียนชิงเย่าฉีกยิ้มจอมปลอมส่งให้กับเป่ยอ๋อง แม้ในใจก็เดือดระอุอยู่ก็ตาม
‘หน็อย กล้ามาค่อนแคะนางคอยดูเถอะ!’
สามปีถัดมาเป่ยอ๋องสร้างเรือนใหญ่โตที่ชายแดนสำหรับลูก ๆ ได้วิ่งเล่น เพราะนางไม่ยอมกลับมาซีเป่ย ดังนั้นจึงเป็นข้อตกลงกันว่าอยู่ที่ชายแดนระหว่างเผ่าหลูเค่อ เอ้อ กับซีเป่ยและเมื่อเป่ยอ๋องสร้างเรือนอย่างยิ่งใหญ่ การค้าแถบชายแดนก็คึกคักมากยิ่งขึ้น ขุนนางที่เอาแต่รับส่วยถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหลือเพียงขุนนางซื่อสัตย์สุจริต เพราะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของเป่ยอ๋อง “ท่านแม่...ข้ามีกังหันลมด้วย” หวังเจาผิงบุตรสาวคนแรกของเหรินเล่อกับหวังหยางซั่ววิ่งถือกังหันลมที่ไปซื้อในตลาดกับขันทีเหลียงมาอวดมารดา มันมีสีแดงสดใสทำให้หวังจงผิงชอบนัก “มานี่สิลูก ไหนให้แม่เจ้าดูหน่อย” เหรินเล่อตบที่นั่งข้างตัวเองให้ลูกสาวปีนขึ้นมานั่ง ตอนนี้นางท้องลูกคนที่สองแล้วอายุครรภ์กำลังอ่อนไหวทำให้ไม่อาจยกของหนักได้ แล้วผิงผิงของนางก็ตัวกลมน่ารักยิ่งนัก “ท่านแม่ดูข้า พอเป่าแบบนี้กังหันลมก็จะหมุน” หวังจงผิงเป่าลมออกจากปากทำให้คนที่เห็นรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก “แล้วบิดาเจ้าเล่า” “รั้งอยู่หอนางโลมเจ้าค่ะ” หวังจงผิงตอบโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ขันทีเหลียงปาดเหงื่อที่ผุดซึมตามกรอบหน้าแล้ว
สามวันต่อมา เหรินเล่อเริ่มอยากออกกำลังกายมากขึ้น เพราะเอาแต่นอนจนรู้สึกปวดหัวไปหมด โดยที่หลังจากนางฟื้น อีกคนก็ป้วนเปี้ยนกับนางโผล่มาให้เห็นเช้า กลางวันและเย็น มีบางช่วงที่หายไปนางให้คนไปสืบก็พบว่าเขาไปดูค่ายทหารที่ชายแดน แต่เมื่อนางคิดถึงได้ไม่ทันไร คนหน้าด้านก็โผล่มาให้นางเห็นอีกแล้ว วันนี้นางตั้งใจมาเยี่ยมเสี่ยวหยวนจื่อกับเสี่ยวฟางที่ต้องบาดเจ็บเพราะนาง แต่เมื่อมาถึงได้ยินเสียงทะเลาะกันเสียงดังในกระโจม “โอ๊ย...ซื่อจื่อท่านใช้มือหรือใช้เท้าเขี่ย...เจ็บเป็นบ้า” เสี่ยวหยวนจื่อที่กำลังจะทายาที่แผลแต่ทว่ามีอีกคนเข้ามาวุ่นวาย ทั้งยังไล่เหล่านางกำนัลออกไปจนหมด “ข้าเบามือที่สุดแล้ว เจ้าก็อยู่นิ่ง ๆ” เหรินหลี่เฉียน ขมวดคิ้วแน่น เขาเบามือแล้วเหตุใดนางยังเจ็บอยู่เล่า “ไม่ต้องทาแล้วข้าทาเอง” “ด้านหลังเจ้าจะทางยังไง” “ทาได้แล้วกันกระจกก็มี” “มันเลอะน่ะสิ” “เช็ดได้” เหรินเล่อรู้สึกแปลก ๆ กับสองคนนี้หรือว่ามีใครบางคนที่คิดเกินเลยกันนะ นางจึงไม่เข้าไปรบกวนปล่อยให้ทั้งคู่ช่วยกันทาช่วยกันเช็ดให้พอใจ แล้วไปดูเสี่ยวฟางที่
“นาง...ตั้งครรภ์!” เขาหันกลับมามองเหรินหลี่เฉียนที่เข้ามาด้านใน แล้วก็ยังไม่ทันได้ขวาง จนอีกร่างก็ได้ยินที่นางเพ้อด้วยพิษไข้แล้ว “ใช่...หลานข้าไม่เกี่ยวกับเจ้า” เหรินหลี่เฉียนผลักเป่ยอ๋องให้หลบออกไป “แต่ข้าเป็นบิดากับสามี” “แต่เจ้าทำนางเจ็บปวด จนหัวใจสลาย” คำพูดนี้ไม่เกินจริง เขารับรู้ว่านางใจสลายเมื่อเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ยิ่งตัวเองเป็นต้นเหตุยิ่งโทษว่าเป็นความผิดเขา ดีที่หลานในท้องยังปลอดภัย เลือดที่นางต้องเสียไปมากกับแผลที่ต้นขากับที่แขน คืนนั้นจำได้ว่าทุกคนเกือบตาย หากไม่ได้แม่นางเสี่ยวหยวนจื่อกับทหารชายแดนออกมาสู้รบ เขาไม่คิดว่านักฆ่าจะผุดออกมาร่วมร้อยคน จึงไม่ได้เตรียมกำลังพลออกมาช่วย “ข้าจะดูแลนางเอง” หวังหยางซั่วแย่งผ้าเช็ดหน้าที่เหล่านางกำนัลถือมา แล้วไปเช็ดให้นาง เหรินหลี่เฉียนเมื่อไล่ไม่ไปเขาก็จำต้องไปรายงานท่านพ่อถึงการมาของเป่ยอ๋อง แล้วจะจัดการเหล่านักโทษที่เป่ยอ๋องจับมาก็แล้วกัน ต่อให้สับพวกคนเหล่านั้นเป็นหมื่นชิ้นเขาก็ไม่หายแค้นใจด้วยซ้ำ ขันทีเหลียงที่ติดตามท่านอ๋องมาด้วย เห็นท่านอ๋องดูแลพระชายาแทบไม่ได้
“ขันทีเหลียงต่อไปเรือนเป่ยอ๋องจะคืนให้กับหลวง ข้าสละทิ้งฐานันดรอ๋องเรียบร้อยแล้ว” ถ้อยคำที่ไม่ได้แฝงด้วยแววตาล้อเล่นทำเอาขันทีเหลียงยกมือทาบอก “ท่านอ๋อง” “ข้าจะให้เจ้าเป็นธุระจัดการแบ่งเงินจำนวนหนึ่งให้กับบ่าวรับใช้ไปตั้งตัว ยกเว้นฮุ่ยมามา” นี่ถือว่าปรานีที่สุดแล้ว หากไม่เห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดา โทษประหารยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่นางทำกับคนรักของตน ขันทีเหลียงติดตามท่านอ๋องมานาน ตนเองก็ไร้ที่ไปเช่นกันแต่จะขอติดตามท่านอ๋องไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ จึงคุกเข่าต่อหน้าท่านอ๋องแล้วเอ่ยความประสงค์ของตัวเองออกมา “ท่านอ๋อง โปรดให้ข้าน้อยติดตามไปด้วยเถิดข้าน้อยไม่ต้องการทรัพย์สินเงินทอง ขอเพียงได้รับใช้ข้างกายท่านอ๋องก็พอแล้ว” เป่ยอ๋องมองบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ไม่นึกว่าขันทีเหลียงจะตัดสินใจเช่นนี้ “ข้าจะไม่หวนกลับเมืองหลวงอีก หากไม่จำเป็นต้องทำศึก” ใช่แล้ว หากซีเป่ยขืนวกกลับมาหักหลังเขาก็พร้อมเดินหน้าเช่นกัน และรู้ว่าคนอย่างฮองเฮาไม่ยอมให้เขาไปได้ง่าย ๆ โดยไม่ส่งคนไปตามรังความแน่ บางทีอาจจะกำลังเป่าหูเสด็จพี่ของเขาอยู่ก็ได้
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงเอาเรื่องนี้มาข่มขู่เราได้”เสียงโหดเหี้ยมของเป่ยอ๋องทำให้ฮุ่ยมามาเพิ่งตระหนักดีว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเป็นฝ่ายต่อรองได้ “ขันทีเหลียงจับนางไปขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนงดข้าวงดน้ำ ส่วนเจ้าเสี่ยวเฟิงมากับเรา” เสี่ยวเฟิงที่ก้มหน้าติดพื้นเดินตามท่านอ๋องไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อถึงห้องทำงานของเป่ยอ๋องแล้วนางจึงคุกเข่าทันที “เหตุใดเจ้าจึงเป็นพยานเท็จให้กับชายาของข้า”เป่ยอ๋องไม่รั้งรอเวลาอีกต่อไป เขาอยากรู้ความจริงทั้งหมด “เรียนท่านอ๋อง ข้า...ฮึก...ข้าไม่มีทางเลือก ฮุ่ยมามาจับคนที่บ้านของบ่าวเป็นตัวประกัน หากบ่าวไม่ทำทุกคนต้องตายกันหมด บ่าวไร้ทางเลือกจริง ๆ เพคะ” คำสารภาพที่พรั่งพรูออกมาทำให้เป่ยอ๋องเห็นอกเห็นใจนางไม่น้อย ก็แค่บ่าวคนหนึ่งคิดไม่ถึงว่าฮุ่ยมามาจะอำมหิตเพียงนี้ “แล้วเสี้ยนจู่เกี่ยวอันใด” เขาถามต่อ “เสี้ยนจู่เป็นผู้ที่หนุนหลังมามาให้ทำร้ายพระชายา บ่อยครั้งมีเรื่องก็ไม่ถึงหูท่านอ๋อง เพราะพระชายาไม่อยากให้ท่านอ๋องหนักใจ จนเมื่อช่วงหลังที่ฮุ่ยมามาสงบเสงี่ยมลงเพื่อรอเวลา หากไม่ใช่พี่ชายของพระ
หลังจากเหรินเล่อจากไปแล้ว ไม่กี่วันถัดมาท่านอ๋องก็ให้ทุบเรือนของพระชายาทันที “ขันทีเหลียงเรียบร้อยหรือไม่” เป่ยอ๋องที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดเข้าไปในเรือนของนางอีกจึงทุบเรือนทิ้งเสีย จะสร้างเป็นที่เก็บของของตัวเอง แม้ใจในส่วนลึกยังรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยก็ตาม ผ่านมาจะห้าวันแล้ว เขายังคงคิดถึงนางไม่แปรเปลี่ยน แต่นางก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะรั้งนางไว้ได้ นอกเสียจากล่อเสือออกจากถ้ำ หนังสือหย่าที่เขาเขียนขึ้นตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน ถูกนำมาถือไว้อีกครั้ง เขายังไม่ได้ให้นาง และนางก็ไปแล้ว ที่จริงในตอนที่รู้สึกว่าขาดนางไม่ได้ เขาต้องการจะเผาทิ้งด้วยซ้ำ แต่มันไม่ทันการณ์แล้ว เขาเป็นคนสั่งให้นางไปจากเขาไปแล้ว “ท่านอ๋องไม่เชื่อใจพระชายาหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเหลียงเองก็ไม่เชื่อเช่นกันว่าชุดกับรองเท้านั่นจะเป็นของชู้พระชายา ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลยนอกจากพระชายาจะไม่ปริปากบอกทำให้เกิดความคลางแคลงใจให้กับท่านอ๋อง “ข้าให้โอกาสนางได้สารภาพ แต่นางกลับเลือกที่จะเงียบ เจ้าคิดว่าเราควรทำเช่นไร ไม่เท่ากับนางยอมรับหรอกหรือ” ขันทีเหลียงเองก็จนด้วยคำพูด จึง







