LOGINลี่เทียนเป่าฟังจีหลุนเล่าจบก็ยกมือทาบอก หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำราวกลองศึก ชายหนุ่มกลอกตาไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนเขาจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเจ้าของปัญหาเสียอีก
“นี่มัน! มันเกิดขึ้นแล้วใช่หรือไม่?”
“เออ...แต่พอปล่อยมือ อาการนั้นก็หายไปแล้ว”
“ตอนที่เจ้าจับคอกัวเยี่ยนสือแล้วรู้สึกร้อนวูบวาบที่ส่วนนั้นน่ะหรือ?”
“อืม...เจ้าว่าแปลกหรือไม่?”
“แปลกสิ ข้าสรรหายาดีมาให้เจ้าทั่วทุกสารทิศ เจ้ากินมาทุกสูตรทุกขนานก็บอกว่าไม่ได้ผล เกือบสี่ปีแล้ว เจ้าเพิ่งรู้สึกวูบวาบ หากเป็นเจ้าที่เจ้าว่า ตอนนั้นเจ้ากำลังจะได้ฆ่าเขา เหล่าจี หรือว่า? จะเป็นตอนที่เจ้ารู้สึกโมโหสุดขีดจึงเกิดอาการนั้นขึ้นมา” ลี่เทียนเป่าเริ่มวิเคราะห์หาเหตุผล
แม่ทัพหนุ่มมองสหาย ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวเมื่อข่มใจเอ่ยประโยคต่อมา “ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมา ข้าก็ฝันถึงเรื่องหลายครั้งและทุกครั้งที่ฝันก็จะมีอาการอย่างว่า”
“นี่เจ้า...” ลี่เทียนเป่าหรี่ตาลง “เจ้าคงไม่ได้เป็นต้วนซิ่วหรอกนะ ถึงได้รู้สึกกับกัวเยี่ยนสือเช่นนั้น”
จีหลุนชะงัก “ข้าก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่ข้าลองแตะตัวบุรุษรอบกายดูแล้ว ข้ามิได้รู้สึกกับพวกเขาเช่นนั้นเลยสักคน อีกอย่างก่อนหน้านี้ที่เราแอบเข้าไปในแคว้นเว่ยหลายคราว เจ้าเองนะที่เป็นคนพาข้าไปทำเรื่องนอกรีตนอกรอยพวกนั้นน่ะ”
ลี่เทียนเป่าถึงกับผงะ ในคราแรกที่เขาได้พบจีหลุนเป็นตอนที่เขากำลังสำเริงสำราญอยู่ในหอคณิกาที่เมืองทางใต้ของแคว้นเว่ย ครานั้นจีหลุนแอบเดินทางเข้าไปเพื่อสำรวจชายแดน
หลังจากพูดคุยถูกใจ คบหาเป็นสหาย เขาจึงได้รู้ความจริงว่าจีหลุนมีฐานะเช่นใด? ท่านชายจีผู้นี้หวงเนื้อหวงตัวสมกับเป็นชนชั้นสูง เป็นเขาที่พาท่านชายจีเข้าหอคณิกา ไปดูหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยร่ายรำ แต่พอถึงตอนเข้าห้องกลับมีเพียงเขาที่ถูกหญิงสาวทั้งหลายลากไป ส่วนจีหลุนยืนยันขันแข็งว่าถึงจะคิดแต่ก็ทำไม่ได้
“เหล่าจี เจ้ามิได้หลับนอนกับสตรีพวกนั้นนะ”
“ข้าทำถึงขั้นนั้นมิได้ก็จริง แต่ข้า...” แม่ทัพหนุ่มพยายามทำหน้าให้นิ่ง “ข้าก็ชอบลูบคลำตัวสตรีและมีอารมณ์อยู่นะ เพียงแต่นี่เป็นข้อห้ามสำคัญของสกุลจี หากข้าทำผิดสัญญาท่านพ่อของข้าจะรู้ได้ทันที”
ครั้งนั้นเขาคิดว่าจีหลุนโกหก ในภายหลังจึงได้รู้ท่านฝู่กั๋วกงบิดาของ จีหลุนคือผู้มีวิชาคำนวณดวงดาว สามารถรู้ความเป็นไปของบุตรผ่านดวงดาวบนท้องฟ้า
ลี่เทียนเป่าเห็นด้วยกับสหายในเรื่องของการชอบสตรีเพศเพราะตำราใต้หมอนที่เขาหาซื้อมาในช่วงปีแรกล้วนถูกจีหลุนผู้นี้ทำหน้าซื่อตาใสแย่งไปอ่านเสียบ่อยๆ
“หากว่าเจ้าเริ่มมีอาการอย่างว่าจริงๆ ยาเทียบล่าสุดที่ข้าได้มา เห็นทีคงจะได้ผลแล้ว ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าจะรีบไปต้มให้เจ้า ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะมีโอกาสหาย” ลีเทียนเป่าเอ่ยความยินดี
“เบี้ยหวัดข้า หมดไปกับเรื่องนี้มิใช่น้อย เมื่อใดจะรักษาได้เสียที?”
ลี่เทียนเป่าเห็นใจสหายยิ่งนัก การที่จีหลุนผ่านวันคืนอันโหดร้ายเหล่านี้ไปได้ นับว่าขวัญกล้ายิ่งกว่าที่เขาฆ่าฟันศัตรูในสนามรบมาก หากต้องแต่งงานกับสตรีปกติทั่วไป เห็นทีสหายของเขาคงจะกลัดกลุ้มยิ่งกว่านี้
จิ่งอี้องครักษ์สกุลจีที่ติดตามท่านชายจีไปเป็นทหารอารักขา เดินหิ้วเอาไหสุราขนาดเล็กมาให้ “ท่านกั๋วกงให้ข้าน้อยเอามาส่งท่านชายขอรับ”
“แล้วเจ้าเล่า? ไม่มาดื่มสุรากับข้าหรือ?”
“มิได้ขอรับ ข้าต้องไปช่วยพ่อบ้านทำงานตกแต่งเรือนหอ”
ลี่เทียนเป่าพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “เหล่าจี เจ้าบอกว่าไม่เคยใบหน้าของกัวเยี่ยนสือเลยสักครา ใช่หรือไม่?”
“ใช่ คนเผ่าทะเลทรายมักจะปกปิดร่างกายมิดชิด หากวันนั้นไม่ใช่เพราะข้าใช้ง้าวฟันถูกผ้าที่พันคอเขาจนขาดก็คงไม่อาจจะได้สัมผัสผิวคอของเขา”
“จะว่าไปกัวเยี่ยนสือกับกัวเอินถงก็เป็นฝาแฝดกัน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีใบหน้าคล้ายกันมากเพียงแต่ต่างเพศ เหล่าจี ในเมื่อเจ้าต้องเข้าหอกับนางอยู่แล้วก็ลองเอามือกุมแม่นางกัวดู เผื่อว่าเจ้าจะเกิดอารมณ์กับนางบ้าง”
จีหลุนฟังแล้วก็นึกถึงคิ้วและดวงตาของกัวเอินถง
“อันที่จริง ส่วนคิ้วกับดวงตาของนางก็เหมือนกับพี่ชายอยู่มาก ตอนที่ข้ามองนางในท้องพระโรง ข้าเองก็ตกใจเหมือนกัน สองพี่น้องนี่ หากเปิดหน้ามาดูก็คงจะเหมือนกันมาก”
“ดีๆ หากร่างกายของเจ้ามีอาการตอบสนองกับนาง เช่นนั้นนางอาจจะช่วยเจ้าหายจากการบาดเจ็บ เจ้าควรจะลองดู”
จีหลุนกัดกรามกรอดๆ นึกถึงศัตรูในชุดเกราะสีน้ำตาล “ข้าต้องลองดูแน่ กัวเยี่ยนสืออุตส่าห์ส่งนางมาหาข้าทั้งที ย่อมต้องใช้นางให้เกิดประโยชน์ แต่หากข้าไม่หาย ข้าก็จะให้สกุลกัวชดใช้อย่างสาสม”
กัวเอินถงที่นั่งรถเข็นอยู่จามออกมาอย่างแรงจนสาวใช้ประจำตัว หันมาดู นางรีบโบกมือเป็นเชิงบอกให้รู้ว่านางไม่เป็นอันใด
“ข้าก็แค่ผิดอากาศ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง อาจเพราะเคยอยู่ท่ามกลางทะเลทรายต้องหลีกหนีลมแรง พายุทรายอยู่เรื่อย ไหนเลยจะชินกับอากาศปลอดโปร่งเช่นนี้”
“คุณหนูเจ้าค่ะ เรื่องแม่ทัพจี คุณหนูแน่ใจหรือเจ้าคะ?”
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวล แต่ข้าไม่มีทางเลือก สิ่งที่เราต้องการอยู่ในสกุลจี หากไม่แต่งเข้าสกุลจีจะมีโอกาสได้อย่างไร? ท่านพ่ออุตส่าห์ยอมมอบสิ่งมีค่าของห้าเผ่าเพื่อให้พวกเรานำมามอบให้หมิงฮ่องเต้ก็เพื่อให้บรรลุในข้อนี้”
กัวเอินถงพร้อมด้วยเหย้าหลี หยวนจู้ และผู้ติดตามที่เป็นบุรุษทั้งยี่สิบคนแอบหลบหลีออกจากเซี่ยงซาวานในคืนพระจันทร์มืดมิด รอนแรมผ่านทะเลทรายมาจนถึงชายแดนก็หาซื้อรถม้าและเสื้อผ้าใหม่
เอกสารปลอมในการเข้าเมืองหาได้ไม่ยากนักในตลาดมืด กัวเอินถงพาคนทั้งหมดมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง จากนั้นค่อยยื่นหนังสือประจำตัวฉบับจริงให้กับนายด่านประตูใหญ่และแสดงตัวเป็นทูตจากห้าแคว้นขอเข้าเฝ้าเพื่อสงบศึก
นางถูกเชิญเข้าไปรอคำตอบจากวังหลวงในสำนักมือปราบอยู่ค่อนวัน หรือให้กล่าวตามตรงก็คือการเชิญไปคุมขังอย่างมีเกียรติและฐานะจึงจะถูก ด้วยร่างกายที่พิการส่วนล่างทำให้นางต้องนั่งรถเข็น หัวหน้าสำนักมือปราบจึงมิได้เข้มงวดกับนางและผู้ติดตามมากนัก
“นี่หากไม่ตัดสินใจหลบออกมาก่อน เห็นทีเราจะเข้าตาจนจริงๆ หยวนจู้ ครั้งนี้ห้าเผ่าคงเลี่ยงการนองเลือดได้ยาก ข้าไม่อยากเห็นคนล้มตายอีกแล้ว”
เสียงกุกๆ กักๆ ดังขึ้นที่หน้าต่างด้านหลัง กัวเอินถงหันไป “รีบเปิดเร็ว”
หยวนจู้วิ่งไปเปิดหน้าต่าง หญิงสาวในชุดดำทะมัดทะแมงกระโจนเข้ามาข้างใน “คุณหนู ข้าได้ยาบำรุงดีๆ ครบตามที่สั่งแล้วเจ้าค่ะ เพิ่งไปจัดส่งเมื่อครู่”
กัวเอินถงแบ่งคนไว้ข้างนอกอีกสิบคนให้แฝงกายปะปนกับชาวบ้านในเมืองหลวง ภารกิจของนางนอกจากจะต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ให้ได้แล้ว ยังต้องสรรหายาดีจากแคว้นหมิงส่งกลับไปให้บิดาและพี่ชาย
....น่าเสียดายที่ไม่อาจจะได้พบหมอหญิงเกาเมิ่งเจี๋ยผู้ลือลั่น
“ดีมาก เหย้าหลี ข้าหวังว่าท่านพ่อจะแข็งแรงขึ้น รอข้าให้ข้ากลับไปได้ทัน” แววตาของกัวเอินถงหม่นแสงลง บิดาของนางเจ็บออดๆ แอดๆ นับตั้งแต่การประลองกับหัวหน้าเผ่าฝูซา แม้จะเอาชนะคนหยาบคายผู้นั้นมาได้แต่ต้องซ่อนอาการบาดเจ็บให้มิดชิด เพื่อมิให้หัวหน้าเผ่าอีกสามเผ่าระแคะระคาย”
หลังจากหมิงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรสาส์นของหัวหน้าห้าเผ่าทะเลทราย จึงทรงมีรับสั่งให้นำธิดาของหัวหน้าห้าเผ่าเข้าไปพักในเขตพักของราชทูตใกล้วังหลวง รอกระทั่งแม่ทัพจีเดินทางมาถึง นางจึงถูกเชิญเข้าไปยังท้องพระโรง
โดยมากการสวามิภักดิ์ผู้แพ้มักจะจัดส่งบรรณาการพร้อมกับบุตรหรือธิดามาเพื่อเป็นตัวประกัน ครั้งนี้นางผู้ซึ่งเป็นธิดาของหัวหน้าห้าชนเผ่าแห่งทะเลทรายมาด้วยตนเองพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการล้ำค่าสองหีบและยังมีฎีการายการบรรณาการที่จะถวายตามมาในภายหลัง
....ยากนักที่หมิงฮ่องเต้จะทรงปฏิเสธ...
แต่...สำหรับการมอบตัวของนางให้นั้นจำต้องเป็นคนสกุลจี และบังเอิญยิ่งที่แม่ทัพจีหลุนแห่งค่ายพยัคฆ์ไฟคือ...ผู้ที่เหมาะสม
ในท้องพระโรงเมื่อวาน นางรู้ว่าจีหลุนข่มโทสะไว้จนถึงขีดสุด นางเองก็ใจเต้นรัว การเสนอขอแต่งงานกับแม่ทัพผู้นี้ก็เหมือนกับส่งตนเองลงนรกอเวจี
...แต่หากนางไม่ยอมลุยไฟนรกลงไป แล้วผู้ใดจะช่วยบิดากับพี่ชาย?
กัวเอินถงรู้สึกโมโห เมื่อได้ยินเขาขอให้หมอหลวงเข้ามาทดสอบว่านางเป็นสตรีพิการจริงหรือไม่? นางรู้ว่าเขาเพียงต้องการบ่ายเบี่ยงให้ฮ่องเต้ทรงเห็นว่านางไม่ควรจะเอาเรื่องแต่งงานมาต่อรอง แต่เมื่อฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยเข้าข้างนาง จีหลุนก็โมโหจนหน้าแดงหน้าดำ
นางได้ยินเสียงกัดฟันกรอดๆ ของเขาขณะกระซิบเฉียดใบหู
“ได้ เจ้าอยากแต่งงานกับข้าเองนะ อย่าโอดครวญก็แล้วกัน!”
*เกาเมิ่งเจี๋ยหรือฮูหยินไร้รอย หมอยาเทวดาจากเรื่อง “ท่านอ๋องเป็นของข้า” และ “ซือซือฮองเฮาพันโฉม”
เมื่อย้อนกลับมายังเผ่าเหลียนซาอีกครั้ง จีหลุนรีบถือโอกาสตอนที่พ่อตายังนอนอยู่บนเตียงขอลาแม่ยายกลับไปยังแคว้นหมิง ผู้เฒ่าโอสถเห็นดีเห็นงามจึงได้มอบยาเม็ดพลังม้าศึกให้กัวเอินถงอีกแปดเม็ด “เจ้ากินเดือนละเม็ดก็พอ ร่างกายและลูกน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง เดินทางไกลก็ไม่กระทบกระเทือนครรภ์ เอาไว้เจ้าคลอดลูกแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมที่แคว้นหมิงก็แล้วกัน” จีหลุนได้ยินเช่นนั้นก็รีบพาภรรยาออกเดินทาง เขาอ้างว่าไม่อาจจะรอให้กัวเฉิงลุกขึ้นเดินได้สะดวก “หากว่ารอจนท่านพ่อของเจ้าหายดี เห็นทีเราคงไม่ได้กลับแคว้นหมิง คราวนี้ข้าต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ จากนั้นก็เดินทางกลับไปอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์เหิน ข้าจะเอาเจ้าไปด้วย จะให้ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่วังจีก็ไม่วางใจ” กัวเอินถงยิ้มกว้าง ยกสองมือขึ้นลูบแก้มสามีแล้วยื่นหน้าไปจูบที่ริมฝีปากเขาติดๆ กันสองสามที “ข้ารู้ ท่านพี่ไม่ยอมทิ้งข้ากับลูกเด็ดขาด ข้าเองก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นมาแยกเราจากกันหรอกเจ้าค่ะ” สายตาของแม่ทัพหนุ่มวิบวับขึ้นมาทันที “เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะเสี่ยวถง ข้าเป็นคนอ่อนไหวกับการสัมผัสตัวเจ้า ตอนนี้ร่างกายข้าเริ่มร้อนข
กัวเฉิงรู้สึกตัวในวันต่อมา เขาลุกขึ้นได้ก็โวยวายด่าทอลูกเขยเสียงดังลั่น “จีหลุน เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม? ข้าจะฆ่าเซียงเชินด้วยมือของข้าเอง เจ้าทำเช่นนี้ก็เท่ากับไม่เคารพข้า” กัวเอินถงที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นบิดาประณามสามีก็รู้สึกทนไม่ได้ “ท่านพ่อ ข้าเป็นคนสั่งให้ท่านพี่ทำเช่นนั้นเอง มันควรหรือที่ท่านจะไปแลกชีวิตกับคนเลวอย่างหัวหน้าเซียง ท่านเป็นถึงผู้นำห้าเผ่า ควรรักษาชีวิตเอาไว้ปกปักษ์ผู้คนในแดนเซี่ยงซาวานจะดีกว่านะเจ้าคะ ในตอนนี้เผ่าฝูซากับเผ่าเซียนซาก็สิ้นผู้นำแล้ว ยังมีเรื่องที่ท่านต้องจัดการอีกมาก พี่เยี่ยนสือเองก็เพิ่งหายป่วย หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใด?” พอถูกบุตรสาวขึ้นเสียงใส่เช่นนั้น หัวหน้าเผ่าเหลียนซาก็หุบปากลงฉับ “จริงด้วยขอรับท่านพ่อ เสี่ยวถงพูดถูก ท่านไม่จำเป็นต้องเสี่ยงชีวิต ตอนนี้หัวหน้าเซียงก็ตายไปแล้ว เป็นผู้เฒ่าโอสถที่เอาแมงมุมยัดใส่ปากเขาตอนที่ตกลงมาจากหลังคา” กัวเยี่ยนสือบรรยายสภาพการตายของเซียงเชินจนบิดาต้องกำหมัด “สภาพเช่นนั้นไม่ต่างจากตอนที่เจ้าสองคนถูกแมงมุมกัด นับว่าเป็นการตอบแทนที่สาสมแล้ว เห็นทีข้าคงต้องมอบรางวัลแด่ผู้
เซียงเชินกับกัวเฉิงกระโจนตามกันขึ้นไปบนหลังคา กระบวนท่าที่ทั้งสองใช้ล้วนเป็นสุดยอดท่าไม้ตายที่หมายจะปลิดชีวิตของศัตรู กัวเอินถงนึกเป็นห่วงบิดาแต่วิถีของจอมยุทธ์ย่อมต้องดำรงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี นี่เป็นการต่อสู้เพื่อสะสางหนี้แค้นที่นางไม่ควรเข้าไปยุ่ง หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเห็นว่าบิดาถูกกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามฟันเข้าที่แขน แต่ในเวลาไม่นานกัวเฉิงก็สามารถเอาคืนได้สำเร็จ “ไม่เลวเลยจริงๆ หลังจากอาการของพ่อเจ้าดีขึ้น วรยุทธ์ของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมามาก แม้จะไม่เท่าเดิม แต่ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว” ผู้เฒ่าโอสถพยักหน้า “นับว่ายาที่ข้าไปเสาะหามาไม่สูญเปล่า” หญิงสาวพยักหน้า “ยาบำรุงพวกนั้นดีที่สุดเท่าที่มีขายในแคว้นหมิง ข้าให้คนออกไปกว้านซื้อมาจากทุกมุมเมืองตามที่ท่านแนะนำไว้” กัวเยี่ยนสือผู้ไร้วรยุทธ์ถอยไปอยู่ด้านหลังเหล่าองครักษ์ เขามองดู อิ่นเหว่ยถิงกับเฉินอี้ชิงต่อสู้ด้วยความเลื่อมใส และยิ่งได้เห็นน้องเขยที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ไฟแสดงฝีมือแล้วก็ยิ่งอยากจะฝึกวิทยายุทธ์ให้สำเร็จ วันหน้าในยามที่กัวเอินถงกลับไปแคว้นหมิงแล้ว แม่ทัพกัวตัวจริงอย่าง
“เสี่ยวถง เจ้าไหวหรือไม่? ให้ข้าพาไปเข้านอนดีไหม?” จีหลุนสีหน้าเป็นกังวล สามชีวิตในร่างของกัวเอินถงนี้เขาต้องดูแลไม่ให้คลาดสายตา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ให้ท่านพ่อกล่าวปิดงานก่อนก็แล้วกัน” หัวหน้ากัวลุกขึ้นกล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่เดินทางไปสู้รบจนปราบเผ่าฝูซาได้สำเร็จและขอบคุณที่ช่วยปกป้องจวนสกุลกัวให้ปลอดภัยจากคนเลว พอกล่าวจบทุกคนก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน พลันเสียงตวาดก็ดังขึ้นมาจากหลังคาเรือนใหญ่ “จะรีบไปไหนเล่ากัวเฉิง? คืนนี้ข้ามาเพื่อส่งพวกเจ้าคนสกุลกัวไปเลี้ยงสังสรรค์กันต่อในนรก” สายตาทุกคู่หันไปยังร่างในชุดสีน้ำเงินขลิบทองที่ยืนจังก้าอยู่ข้างบน “หัวหน้าเซียง!” “ใช่! ข้าเอง ข้ามาทวงแค้นแทนบุตรชายของข้า!” “เชอะ! แค้นของบุตรชายเจ้า แล้วแค้นของลูกข้าเล่า? เจ้าใช้แมงมุมพิษมาทำร้ายลูกของข้าก่อน แต่พอถูกทำคืนกลับแค้นเคือง เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมกระมัง?” หัวหน้ากัวตะโกนตอบ พร้อมยื่นมือข้างหนึ่งไปด้านข้าง องครักษ์คนสนิทจึงส่งกระบี่ให้ “ข้าดื่มสุรารอเจ้ามาตั้งนาน ในที่สุดก็โผล่หัวมา ความแค้นระหว่างเราค
เซียงเจียสวี่ที่หมดสติไปนาน ร่างกายร้อนผ่าวราวกับคนหลงทางอยู่กลางทะเลทราย บิดาของเขาเอายาพิทักษ์ร่างมาค่อยๆ ป้อนให้ ทว่าร่างกายที่ถูกพิษแมงมุมกัดกร่อนภายในจนเสียหายไม่อาจฟื้นได้ทัน ทำให้คุณชายสกุล เซียงตกอยู่ในสภาพเดียวกับกัวเยี่ยนสือไม่มีผิด หัวหน้ามือสังหารเล่าความลับที่เซียงเจียสวี่ได้เห็นในถ้ำหินให้กับเซียงเชินฟัง หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดด้วยความโมโห “ที่แท้แม่ทัพกัวก็คือกัวเอินถง ส่วนกัวเยี่ยนสือนอนเป็นผักอยู่ในถ้ำ มิน่า...นางจึงคลุมผ้าทุกครั้งที่ออกมาต้อนรับแขก นี่ข้าถูกตบตามานานตั้งหลายปีหรือนี่?” “วรยุทธ์ของกัวเอินถงร้ายกาจยิ่งนัก พวกข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ซ้ำยามนี้นางยังมีแม่ทัพใหญ่แคว้นหมิงคอยช่วยเหลือ สองสามีภรรยาใจเป็นหนึ่ง ยากนักจะทำลายได้ ดีที่พาคุณชายหลบหนีออกมาได้ขอรับ” หัวหน้าเผ่าเซียนซากำหมัดแน่น “แค้นนี้ ข้าจะต้องชำระแน่” ผู้เฒ่าโอสถยืนยันกับทุกคนเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าอีกไม่นานคนเผ่า เซียนซาจะต้องกลับมาชิงศิลาหิมะอีกครั้งอย่างแน่นอน ลี่เทียนเป่าได้ยินก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ตาเฒ่า ท่านพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย
คนทั้งหมดจึงพากันเดินออกไปยังเรือนใหญ่ สองพี่น้องฝาแฝด กุมมือกันเดินนำหน้าด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข บ่าวรับใช้ สาวใช้ และองครักษ์ทั้งหลายเห็นสองพี่น้องต่างพากันตื่นตะลึง พวกเขาเพิ่งได้เห็นใบหน้าตอนโตของคุณชายกัว สองพี่น้องมีใบหน้าเหมือนกันอย่างมาก ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสองพี่น้องสกุลกัวช่างงดงามยิ่ง ทว่ามีหลายคนรู้สึกแปลกใจที่จู่ๆ กัวเยี่ยนสือก็สูงขึ้นอย่างมาก “คุณหนู เดินได้แล้วหรือขอรับ?” พ่อบ้านยิ้มปลื้มที่ผ่านมาเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่ากัวเอินถงคือสตรีพิการ ในตอนที่นางกลับจากแคว้นหมิงได้ยินว่านางได้กินยาวิเศษจากท่านฝู่กั๋วกงผู้เป็นบิดาของสามี ไม่คิดเลยว่าผ่านไปไม่นานนางจะเดินได้เป็นปกติ “ใช่ ข้าเดินได้แล้ว เป็นเพราะไข่มุกสวรรค์ของท่านพี่แท้ๆ” หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับจีหลุน นางกล่าวด้วยเสียงอันดังเพื่อหวังให้บิดาคลายความแค้นเคืองในตัวสามี “เจ้านั่งเสียก่อนเถิด ลืมแล้วหรือไรว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์ เพิ่งจะเข้าเดือนที่สามเองนะเสี่ยวถง” เสียงแม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้น คำพูดของเขาเหมือนจะบอกกล่าวภรรยาด้วยความห่วงใย แท้จริงเขาอยากจะให้ท่านพ่อตาได้ยินเรื่อ







