เข้าสู่ระบบ“ตอนนี้ผ่านมาสี่วันแล้ว ท่านแม่ทัพยังมิกลับมา ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนใจ...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอาชาและฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล หลังจากนั้นจึงปรากฏให้เห็นรถม้าขนาดใหญ่มาจอดเทียบพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระโดดลงมาเพื่อรอรับร่างของอีกคน
จ้าวลี่อิงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก มองดูร่างที่ดูอ้วนท้วนกว่าแต่ก่อนอยู่บ้างค่อยๆ ลงมา ถึงแม้ผิวพรรณของอีกฝ่ายจะดูผุดผ่องเพราะไม่ได้ตรากตรำทำงาน แต่ใบหน้าของนางกลับดูทุกข์ใจและมีร่องรอยเหี่ยวเฉาตามวัย
สตรีผู้นี้ดูแตกต่างจากหญิงที่สั่งให้คนลากนางออกจากห้องอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ผิดตัวแน่
“ท่านแม่ทัพ กลับมาแล้วหรือ”
จ้าวลี่อิงกระตุกมุมปากขึ้น เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา รู้สึกนึกสนุกอยู่บ้าง
แน่นอนว่าในทันทีที่หงจื่อมองเห็นคนที่กำลังสาวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคงก็ตาหลีตาเหลือก กระตุกชายแขนเสื้อของบุตรชาย
“เหตุใดถึงเป็นนาง”
“นางก็คือหมอหญิงที่ผู้คนกล่าวถึงขอรับ”
มู่หรงเฉินไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายความเป็นมาของนางอย่างไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อถ้าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองมาหลายวัน
“นางคงหลอกลวงเจ้า คิดจะแก้แค้นพวกเรา”
“ถ้าหากไม่มั่นใจในตัวข้า พวกท่านจะกลับไปก็ได้นะ”
จ้าวลี่อิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนที่หงจื่อจะมองอีกฝ่ายตาถลนแล้วจับมือบุตรชายเอาไว้แน่น
“เฉินเฉิน ข้ามิยอมให้นางแตะต้องตัวข้าหรอกนะ ลืมไปแล้วหรือว่านางเคยทำอะไรกับพวกเราเอาไว้บ้าง”
มู่หรงเฉินลอบผ่อนหายใจออกมา กล่าวอย่างใจเย็น
“ท่านแม่ ข้าเฟ้นหาหมอมาทั่วแผ่นดินก็ยังรักษาอาการเจ็บป่วยของท่านมิได้ ท่านลองดูสักครั้งเถิดขอรับ”
“เจ้ามิคิดหรือว่านางอาจจะแกล้งวางยาพิษให้ข้ากินก็ได้ เฉินเฉิน...เจ้าอย่าวางใจคนสกุลจ้าวนัก”
ชายหนุ่มขบเม้มริมฝีปาก เหลือบมองจ้าวลี่อิงที่ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อยราวกับจะบอกว่า ข้าไม่ได้เป็นคนผิดสัญญานะ!
“นางเคยรักษาข้าจนหายดี”
ประโยคนั่นทำให้ใบหน้าของหงจื่อเหลอหลา นางกำมือแน่นรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในใจ อาการเจ็บป่วยทำให้นางทรมานมากก็จริง แต่ครั้นจะให้รักษากับสตรีที่แสนชังก็เป็นเรื่องยากจะรับไหว
“หากท่านยังมิไว้วางใจ เช่นนั้นข้าจะตรวจท่านโดยไม่แตะเนื้อต้องตัว เพียงแค่ตอบคำถามของข้ามา”
หงจื่อเชิดหน้าขึ้น มีหมอที่ไหนบ้างตรวจคนโดยไม่แตะต้องชีพจร
“ถ้าหากเจ้าพูดจาเลอะเทอะ ข้าจะแจ้งทางการให้ลงโทษที่เจ้าหลอกลวงผู้อื่น”
เหมยตูจับชายเสื้อของเจ้านายเอาไว้แล้วโคลงศีรษะเล็กน้อย หากแต่จ้าวลี่อิงกลับส่งยิ้มออกมา
“ท่านปวดท้องตลอดเวลาหรือไม่”
“เวลาท้องว่าง เวลานอนราบและหลังกินอาหาร”
การที่อีกฝ่ายทนกับอาการปวดท้องมาระยะเวลานาน เป็นๆ หายๆ เช่นนี้ตัดไส้ติ่งอักเสบที่มู่หรงเฉินเป็นออกไปได้เลย
นอกจากนี้ยังปวดในช่วงท้องว่างและกินอิ่มก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเกิดจากระบบย่อยอาหารผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการนอนราบจะทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาจนทำให้เกิดอาการผิดปกติ
“ช่วงที่ท่านเริ่มมีอาการนี้ ท่านกินของเผ็ดบ่อยขึ้นหรือไม่”
หงจื่อกลอกสายตาอย่างขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมาเสียงเบา มือทั้งสองเริ่มประสานกันอยู่ด้านหน้า ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามถึงเรื่องแบบนี้ด้วย
“ข้าชอบกินเผ็ดมาแต่ไหนแต่ไร”
อันที่จริงหลังจากที่ขับไล่สตรีผู้นี้ออกไปจากจวนได้แล้วนางก็รู้สึกเจริญอาหารมากขึ้น ปริมาณการกินเผ็ดของนางก็เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
“สรุปได้ว่าท่านกินเผ็ดติดต่อกันมาเนิ่นนานและเพิ่มปริมาณมากขึ้น จากนั้นก็ปวดแสบบริเวณเหนือสะดือ เมื่อดื่มนมอาจจะอาการดีขึ้นมาบ้าง ยามที่ท่านนอนราบไปครู่หนึ่งก็จะรู้สึกแสบร้อนขึ้นกลางอกจนนอนไม่หลับ”
เมื่อพูดจบหงจื่อก็เบิกตามองจ้าวลี่อิงอย่างไม่เชื่อสายตา นางตอบคำถามไปเพียงไม่กี่ประโยคอีกฝ่ายก็สามารถบอกอาการที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดโดยที่บางอย่างนางยังไม่ได้พูดออกไปด้วยซ้ำ
หรือว่าสตรีที่เคยแต่นั่งกินนอนกินอยู่ในจวนคนนั้นจะมีความรู้ด้านการแพทย์จริงๆ?
“แล้วจะต้องรักษาอย่างไร”
เป็นมู่หรงเฉินที่ถามออกมา
“ข้าจะสั่งยารักษาแผลในกระเพาะอาหารให้ ระหว่างรักษาห้ามท่านกินของเผ็ดเด็ดขาด”
หงจื่อเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
“ข้าได้รับโอสถมามิรู้กี่ขนาน ถึงแม้จะบรรเทาความเจ็บปวดไปได้บ้างแต่ก็บรรเทาได้ชั่วครั้งชั่วคราว”
จ้าวลี่อิงผงกศีรษะเร็วๆ ได้แต่คิดในใจว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายยังกินเผ็ดไม่ขาดนั่นแหละถึงทำให้ไม่หายขาดเสียที
“ก็จริงอยู่ที่โอสถจะสามารถบรรเทาอาการของท่านได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ว่าข้าสามารถรักษาอาการของท่านให้หายขาดได้นะ”
ได้ยินแบบนั้นแล้วหงจื่อก็จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความคาดหวังอย่างไม่รู้ตัว
“ข้าจะผ่ากระเพาะอาหารของท่านออกมา คราวนี้ก็สามารถขจัดต้นเหตุได้แล้ว”
แม้จะไม่เข้าใจนักว่าส่วนใดคือกระเพาะอาหาร แต่สิ่งที่ทำให้หางตาของคนฟังกระตุกนั่นก็คือ...
“ผ่าเอาออกมาหรือ”
“อืม”
จ้าวลี่อิงพยักหน้าลงด้วยสีหน้าจริงจัง ยิ่งทำให้คู่สนทนาใบหน้าซีดเผือดขึ้นมา
“เจ้าหมายถึงเอามีดผ่าลงไป?”
นางเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่เป็นวิธีการรักษาจริงๆ หรือวางแผนสังหารอยู่กันแน่
ยิ่งเห็นความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นนัยน์ตาของอีกฝ่ายก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ใช่แล้ว ข้าจะใช้มีดอันเล็กเท่านิ้วก้อยกรีดลงไปบนหน้าท้องของท่านแล้วควักเอามันออกมาทิ้งเสีย แต่ท่านไม่ต้องกังวลไปเพราะแผลที่เกิดขึ้นจะเล็กมาก อ้าว!”
หญิงสาวรีบเอามือขึ้นปิดปากเพื่อปิดบังความขำขันที่เกิดขึ้น คนผู้นี้ช่างใจเสาะเหลือเกิน นางยังพูดไม่ทันจบประโยคร่างอ้วนท้วนนั่นก็คอพับคออ่อน แขนขาไม่มีแรงจนหงายหลังไปแล้ว
“ท่านแม่”
มู่หรงเฉินประคองมารดาของตนด้วยความตื่นตระหนกในขณะที่จ้าวลี่อิงยักไหล่ให้ครั้งหนึ่ง
นางยังไม่ได้ทำอะไรเลย!
ชายหนุ่มได้แต่พามารดาของตนเข้าห้องพักของตนเองไปโดยที่มีสตรีทั้งสองคนหัวเราะคิกคักกันอย่างยินดี
“คุณหนูเก่งกาจเหลือเกินเจ้าค่ะ”
ตอนแรกนางกลัวว่าคุณหนูจะถูกอดีตแม่สามีใจร้ายเล่นงานเหมือนกับตอนอยู่ในจวนแม่ทัพ แต่เมื่อเห็นวิธีการรับมือของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกสนุกสนานและวางใจเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยเท่า
แต่สิ่งหนึ่งที่นางสงสัยนั่นก็คือ...
“ว่าแต่อาการของฮูหยินผู้เฒ่า จำเป็นต้องผ่าตัดอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“ไม่ร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรอก”
“แล้วเมื่อครู่นี้....”
“ก็สนุกดีมิใช่หรือ”
“วางใจเถิด ข้ามิได้ไปหาเรื่องนางหรอก เพียงแต่มีเรื่องต้องพูดคุยกันให้เข้าใจก็เท่านั้น”จ้าวลี่อิงตอบออกมา นั่นทำให้คนฟังนิ่งงันไปครู่หนึ่งส่วนทางด้านพ่อบ้านเองก็ขบกัดริมฝีปาก ในที่สุดก็กล่าวออกมาเสียงเบา“เชิญทางนี้ขอรับ”ร่างบอบบางเดินตามพ่อบ้านเข้าไปภายในจนกระทั่งถึงห้องโถงใหญ่ นางเห็นหงจื่อกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะหันมามองด้วยความสงสัย“ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดคุยกับท่าน”“เจ้ามีเรื่องอะไร” เสี้ยววินาทีหนึ่งดวงตาของหงจื่อมีความเคลือบแคลงใจเกิดขึ้นอยู่ด้วยจ้าวลี่อิงกระแอมในลำคอเสียงเบา เงยหน้าขึ้นเพื่อสบตาอีกฝ่าย“ถึงแม้ข้าจะจำอะไรไม่ค่อยได้ก็เถอะว่าก่อนหน้านี้จ้าวซือซือเคยปฏิบัติตัวไม่ดีต่อท่านและท่านแม่ทัพอย่างไร แต่ตอนนี้ข้าอยากจะขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จ้าวซือซือเคยทำให้ท่านโกรธเคืองใจ”ไม่พูดเปล่ายังคุกเข่าและโน้มตัวลงจนหงจื่อตกใจ“เจ้าทำอะไร!”“ข้ามิอยากมีเรื่องบาดหมางใจต่อกันอีกต่อไป”ถึงแม้จะเคยโกรธแค้นเรื่องที่พวกเขาตั้งใจบีบให้นางแข็งตายอยู่ในกองหิมะก็ตาม แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาคิดว่านางคือจ้าวซือซือ คนที่เคยลงมือวางยาพิษลงในสุรามงคลให้กับมู่หรงเฉิน
เสียงนกที่ร้องดังเข้ามาทำให้หญิงสาวได้สติ นางยกนิ้วขึ้นนวดกระบอกตาที่ปวดตุบๆ อยู่แล้วผ่อนลมหายใจออกมา“ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าตกใจ” เสียงทุ้มดังเข้ามาในโสตประสาทพร้อมกันกับที่หญิงสาวเพิ่งจะเห็นว่ามู่หรงเฉินนั่งอยู่ข้างเตียง “ข้าคิดว่าเจ้าจะเห็นเลือดจนชาชินไปแล้วเสียอีก”ถึงแม้ชีวิตนี้จะสัมผัสโลหิตของผู้คนมามากมาย แต่ทุกครั้งก็ล้วนเป็นไปเพราะการรักษาชีวิต“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ” หญิงสาวปัดมือในอากาศ“วันนี้ข้าจะต้องเคลื่อนย้ายคนกลับเมืองหลวงเพื่อกราบทูลสถานการณ์ให้ฝ่าบาททรงทราบ เจ้าจะเข้าเมืองหลวงไปพร้อมกับข้าหรือจะรออยู่ที่โรงหมอของเจ้าก่อน”“เหมยตูกับลัคกี้เล่า?”“พวกเขาอาศัยอยู่ในจวนของข้าอย่างปลอดภัยดี”“เช่นนั้นข้าจะเข้าเมืองหลวงไปรับพวกเขากลับบ้านด้วยกัน”หญิงสาวกล่าวออกมาอย่างปลอดโปร่งใจ ในที่สุดเรื่องวุ่นวายก็จบสิ้นลงเสียทีมู่หรงเฉินได้ยินแบบนั้นแล้วก็ลอบขบเม้มริมฝีปากเล็กน้อย บ้านของนางที่ไม่มีเขาอยู่จะดีได้อย่างไรกัน!“เช่นนั้นข้าจะเตรียมรถม้าเอาไว้ให้เจ้า”“ไม่ต้องลำบาก ข้าไปเหมือนตอนมาก็ได้”“ร่างกายของเจ้าใช้งานหนักเกินไปแล้ว อีกอย่างถ้าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่จะเป็นอันตราย”ท
มิสู้เขาเก็บนางเอาไว้เป็นกุนซือที่บ้านไม่ดีกว่าหรือ?จ้าวลี่อิงหันไปค้อนขวับ ก่อนหน้านี้นางก็แสดงให้เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่านางมีความสามารถมากมายถึงขนาดไหน“ถ้าหากข้าจัดการทุกอย่างลงตัวแล้วก็อาจจะลองดู”เพียงแค่หญิงสาวตอบออกไปแบบนั้นก็ได้รับเสียงเฮฮาตอบกลับมากันอย่างยินดี ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับคำพูดของมู่หรงเฉินอีก“ท่านหมอยังดูอายุน้อยอยู่เลย ไม่ทราบว่าท่านหมอแต่งงานหรือยังขอรับ”คำถามนั่นทำให้มู่หรงเฉินหันไปเพ่งเล็งคนถามด้วยสายตาดุร้ายทันที ดูเหมือนว่านอกจากคนแซ่จางผู้นั้นแล้วยังมีอีกบุรุษอีกหลายคนกำลังรอคอยคำตอบจากนางอยู่บ้าเอ๊ย!จ้าวลี่อิงหัวเราะออกมาแล้วโบกมือไหว ดูเหมือนว่ารูปโฉมของจ้าวซือซือก็สามารถใช้หลอกล่อผู้คนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว“ข้ายังไม่แต่งงาน”คนที่แต่งไปแล้วก็คือจ้าวซือซือ ไม่ใช่จ้าวลี่อิง...เพราะฉะนั้นนางตอบแบบนี้ออกไปก็ไม่ได้โป้ปดสินะยิ่งหญิงสาวพูดประโยคนี้ออกไปแล้วดูเหมือนว่าใบหน้าของมู่หรงเฉินจะยิ่งดำคล้ำ แววตาก็เคลือบไว้ด้วยโทสะที่ผู้อื่นไม่สนใจจะมองอีก“ท่านหมอมีชื่อแซ่ว่าอะไรหรือ พวกเราอยู่กันมาหลายวันแล้วยังไม่รู้จักชื่อของท่านเลย”“จ้าวลี่อิง”เมื่อเห็นว่าทุ
เสียงร้องเพลงครึกครื้นดังสนั่น ควันพุ่งลอยขึ้นเหนือพื้นดินจากกองไฟที่สว่างไสว เสียงพูดคุยและใบหน้าที่มีความสุขของทุกคนยืนยันได้ว่าสงครามครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงไปแล้วถึงแม้ทุกคนจะใช้คำว่าเลี้ยงฉลอง หากแต่สิ่งที่มีมากที่สุดก็คือสุรา รองลงมาก็คือผักดองและเนื้อตากแห้งอีกเล็กน้อย!นางอาจจะผิดเองที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เฮ้อ!จ้าวลี่อิงยกขวดน้ำเปล่าเข้าปาก ได้แต่มองผู้คนที่สนุกสนานอยู่กับการร่ำสุรา ในช่วงเวลาที่นางยังไม่มั่นใจว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ นางไม่อยากกินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าตรงกลางวงล้อมที่กำลังสนุกสนาน มู่หรงเฉินนั่งอย่างโดดเด่นอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาที่ดูผ่อนคลายลงแต่ก็ยังดูเรียบเฉยอยู่เช่นเดิม“แม่นางมาอยู่ตรงนี้เอง”เสียงเรียกที่ดังขึ้นด้านข้างทำให้หญิงสาวหันขวับไปมองก่อนจะเห็นว่าชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือจางเหวินที่ขยับเข้ามาใกล้ด้วยไม้เท้า ถือวิสาสะนั่งลงข้างนางใบหน้านั้นจ้องมองนางอย่างเปิดเผย อีกทั้งริมฝีปากของเขายังคลี่ยิ้มหวานส่งให้นางอีกด้วย“เหตุใดถึงมิไปร่วมฉลองกับพวกเราเล่าขอรับ”“ข้ารู้สึกว่าตรงนั้นมันเสียงดังเกินไป”จ้าวลี่อิงตอบอย่างขอไปที เห็นสายตาที่หมอนี่ใช
มู่หรงเฉินเอ็ดเสียงเบาเมื่อต้นขาของนางหนีบมือของเขาเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว อีกทั้งยังลากปลายลิ้นลงมาหยอกเอินกับเม็ดทับทิมที่ชูชันขึ้นมา“อา...”จ้าวลี่อิงขยับกายอย่างลำบากอยู่บ้าง แผ่นหลังของนางแนบอยู่กับพื้นดินที่ขรุขระ ถึงแม้จะมีเสื้อคลุมของเขารองรับอยู่แต่นางก็ยังรู้สึกว่ามันยังทำให้ผิวของนางระคายเคืองอยู่บ้างทว่าเพียงแค่เปลี่ยนท่านิดเดียว มู่หรงเฉินใช้โอกาสนั้นขยับฝ่ามือเข้าไปลึกขึ้น ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกลีบบุปผาที่เบ่งบานเพื่อเฟ้นหาน้ำหวานที่ชวนลิ้มลองหญิงสาวบิดกายไปมาอย่างทรมานเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหลอมละลายเพราะร่างกายที่ร้อนรุ่มดุจเปลวไฟของเขาเข้ามอดไหม้ กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างจนแทบลืมหายใจเลยทีเดียวท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทราอาบเรือนร่างของนางเป็นสีทองจางๆ ขับให้หญิงสาวงดงามคล้ายรูปปั้นแกะสลักท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามมู่หรงเฉินมองดูร่างบอบบางที่สั่นระริกแล้วกระตุกมุมปากขึ้น กระซิบคล้ายปลอบโยน“ข้ารับปากเจ้าว่าครั้งนี้จะไม่เจ็บ...”เสียงทุ้มแหบห้าว จุมพิตนางอีกครั้งคล้ายดูดกลืนความคิดของนางไปชั่วขณะแน่นอนว่าตอนนี้ความคิดของจ้าวลี่อิงหยุดชะงักไปแล้ว นางไม่รู้ตั
หญิงสาวต้องการเปลี่ยนชื่อตัวเองเพราะอับอาย ไม่อยากให้ใครเรียกนางด้วยชื่อหญิงวิปริตลอบฆ่าสามีตัวเองนั่นทว่ามู่หรงเฉินกลับคิดไปอีกอย่าง...นางในตอนนี้ไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลย มิหนำซ้ำแม้แต่ครอบครัวของตนนางก็ลืมไปจนหมดสิ้น มาถึงตอนนี้ก็ยังเปลี่ยนชื่อเพื่อเขาอีกนางช่างน่ารักเหลือเกิน!“ลี่อิง”อา...ในที่สุดนางก็ได้ยินชื่อตัวเองแล้วหลังจากที่ไม่ได้ยินมานาน“ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์หรือยัง”ในขณะที่หญิงสาวกำลังเคลิ้มกับชื่อตัวเองอยู่นั้น คำถามของเขาก็ทำให้นางขนลุกเกรียว“ก็อาจจะ...”นางเอามือลูบบริเวณท้องน้อยของตัวเอง ตั้งแต่วันที่นางจัดการโบ๊ะบ๊ะเขาแล้ว ถ้าหากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ตอนนี้เด็กในท้องก็คงอยู่ในระยะ Embryo11มู่หรงเฉินขยับเข้า ถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกปูรองพื้นเอาไว้ก่อนที่จะขยับเข้ามาหานางพร้อมกับจ้องมองอย่างจริงจัง“ขยับมานั่งบนนี้สิ จะได้อบอุ่นขึ้น”หญิงสาวลุกขึ้นเปลี่ยนที่นั่งตามที่เขาบอก รู้สึกว่าบนผ้าของเขาอบอุ่นกว่านั่งบนพื้นดินจริงๆ นั่นแหละจะว่าไปหมอนี่ก็มีส่วนดีอยู่บ้าง“ขอบคุณ”“แต่ข้ายังไม่มั่นใจ”“ท่านไม่มั่นใจเรื่องอะไร” ถามพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจว่า







