Share

บทที่ 3

ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า

“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับ

อี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน

“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้น

ดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง

“ใต้เท้าหลี่”

คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเอง

ส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี้ชื่นชอบที่จะหาโอกาสมาพัวพันกับนางอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาภายหลังสองสกุลมีปัญหา การกระทำของอีกฝ่ายก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

“ช่างน่ายินดีนักที่ได้เจอคุณหนูอี้ที่นี่”

หลี่เซวียนเอ่ยวาจาทักทาย ฟังดูเหมือนเปี่ยมด้วยความสุภาพ หากสายตาโลมเลียนั้นเผยความคิดอกุศลในใจออกมาชัดเจน

“งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวเรา หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าผู้ใดล้วนตั้งตารอทั้งนั้น ย่อมไม่แปลกตรงไหนหากข้าจะมาเที่ยวชม”

เห็นแววตาหยาบโลนของบุรุษตรงหน้า อี้อินให้นึกรังเกียจจนไม่คิดรักษามารยาทกับอีกฝ่าย

“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน เชิญใต้เท้าหลี่ตามสบาย” กล่าวจบก็ก้าวเดินต่อทันที ไม่คิดรอให้อีกฝ่ายกล่าวชวนสนทนาต่อ

ทว่าหลี่เซวียนหยางกลับดื้อด้านกว่าที่อี้อินคิด อีกฝ่ายไม่ได้หลบทางให้ แต่จงใจก้าวมาหยุดขวางหน้ากลุ่มของนาง เห็นแบบนี้คิ้วเรียวพลันขมวดแน่น

“ใต้เท้าหลี่ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน”

“คุณหนูอี้โปรดใจเย็น ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรท่าน” หลี่เซวียนมองใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอี้อินพลางเผยรอยยิ้มแสยะ “เพียงแต่…ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพบท่าน”

“แต่ข้าไม่เห็นจะจำได้เลยว่าพวกเรามีอะไรเกี่ยวข้องจนต้องมาพบกัน ใต้เท้าหลี่เข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่”

อี้อินตัดสินใจเมินคำพูดล่อแหลมที่ราวกับจะบอกว่า ตนกับอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ถึงขั้นแอบนัดพบกันลับๆ

“ขอใต้เท้าหลี่โปรดหลีกทางด้วย”

หลี่เซวียนคือคนน่ารังเกียจอย่างแท้จริง นางไม่อยากเสนากับเขาเลยสักนิด

“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว เพียงแต่คนที่มีธุระกับคุณหนูจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตัวข้าผู้นี้”

หลี่เซวียนเลียริมฝีปากแห้งผากของตนด้วยท่าทีหยาบโลน รอจนท่านหญิงคังหนิงหมดเรื่องกับสตรีตรงหน้า เขาก็จะได้ตัวอีกฝ่ายมากระทำสิ่งใดก็ได้ตามใจต้องการ

“คงต้องรบกวนให้คุณหนูอี้ตามข้าไปแล้ว”

“ขอปฏิเสธ หากใต้เท้าหลี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ช่วยถอยไปจะดีกว่า”

หลี่เซวียนคนนี้ไร้ความคิดหรือไม่มีสมองกัน เขาคิดว่านางจะยินยอมตามไปอย่างง่ายดายงั้นหรือ!

“แต่เรื่องนี้ท่านหญิงคังหนิงเป็นผู้เรียกร้องมาด้วยตัวเอง ข้าคิดว่าคุณหนูอี้คงไม่อาจปฏิเสธได้”

ท่านหญิงคังหนิง…

“ท่านหญิงคังหนิงเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าจะพาตัวข้าไปตรงไหนกัน ดึกดื่นค่ำมืดยามวิกาลเช่นนี้มิใช่เหตุสมควรสักนิด แล้วท่านหญิงเป็นผู้มีการศึกษา มีหรือจะทำเรื่องแบบนี้ การแอบอ้างชื่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย ใต้เท้าหลี่เห็นด้วยหรือไม่” เสียงใสกล่าวติเตียน

แท้จริงแล้วอี้อินรู้ดีแก่ใจว่าคนไร้สมองอย่างหยางจื่อหรงสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการสั่งให้ลูกพี่ลูกน้องมาจับตัวนาง

“จะ…เจ้า!”

หลี่เซวียนขมวดคิ้วถลึงตา จะให้เขาพูดอะไรได้ ถ้ายอมรับคำพูดนาง นั่นมิใช่หมายถึงยอมรับว่าลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นสตรีไร้การศึกษาไม่รู้จักคิดหรอกหรือ

“คุณหนูอี้วาจาพลิกแพลงยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายหยกพระราชทานที่ฮองเฮาทรงมอบให้ท่านหญิง พวกข้ากรมอาญาจะต้องมาจัดการเรื่องนี้หรอกหรือ”

หลี่เชวียนหยางรู้ดีว่าขอแค่พาตัวนางไปได้ วันนี้ต่อให้อี้อินมีปีกก็หนีเขาไม่พ้น

“ต่อให้ท่านหญิงคังหนิงคิดฟ้องร้องข้าเรื่องหยกพระราชทานถูกทำลายจริงๆ ก็ต้องมีหลักฐานพยาน มิใช่กล่าวแค่วาจาเลื่อนลอย อีกอย่างนะหลี่เซวียน ท่านเป็นคนของกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ ผู้ใดให้อำนาจเจ้ามาจับกุมคนกัน”

เห็นอาการชะงักของคนทั้งกลุ่ม ดวงตาหงส์หรี่ลงวูบหนึ่ง ดูเหมือนว่าหลี่เซวียนกับพรรคพวกยังมีความกริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าอี้อินย่อมไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ นางรู้ดีว่าการตามอีกฝ่ายไปไม่มีผลดีต่อตัวนาง

“ที่นี่คือเมืองหลวง เป็นแผ่นดินใต้ฝ่าพระบาทฮ่องเต้ หากมิใช่คำสั่งจากพระองค์ คดีความต่างๆ ล้วนต้องเป็นหน้าที่ของศาลต้าหลี่ มีกฎหมายข้อไหนของต้าโจวที่ให้อำนาจแก่พวกเจ้ากัน” พูดจบก็กวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาเคร่งขรึม “หรือเจ้าจะบอกว่าสกุลหลี่กับสกุลหยางมีอำนาจมากพอที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้”

ลูกมะพลับนิ่มที่คิดบีบกลับกลายเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลม ใบหน้าหลี่เซวียนทั้งดำทั้งคล้ำเห็นได้ชัด

“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว พวกเราหาได้มีเจตนาดั่งที่ว่ามาเลยสักนิด ข้าก็แค่ต้องการเชิญเจ้าไปหารือกันเท่านั้นเอง”

หลี่เซวียนกัดกรามกรอด น้ำเสียงที่กล่าวฟังดูต่ำดุดันผิดกับรอยยิ้มที่พยายามแต่งแต้มไปโข

“เรื่องนี้ทางข้าเองก็ลำบากใจ แต่เพราะท่านหญิงต้องการฟ้องร้องเจ้าเรื่องหยกที่เสียหาย หากคุณหนูอี้มั่นใจว่าไม่ได้ทำจริงๆ ก็ติดตามพวกเราไปแก้ข้อกล่าวหาเถอะ”

เพราะมีผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจ หลี่เซวียนจึงได้แต่แสดงท่าทีประนีประนอม ทว่าในคำพูดยังแฝงการข่มขู่อยู่ลึกๆ ทว่าอี้อินกลับแข็งขืนไม่แยแสคำพูดนั้น ทั้งยังไม่คิดไว้หน้าเขา

“แล้วทำไมข้าต้องตามท่านไปด้วยเล่า เดิมทีหากมีการฟ้องร้องกล่าวหา ก็ควรให้ทางศาลต้าหลี่เป็นผู้จัดการ แต่ท่านหญิงคังหนิงไม่เพียงไม่ทำตามกฎหมาย ยังใช้เจ้าซึ่งเป็นคนของกรมอาญามาจับตัวข้า นี่ไยมิใช่เรียกว่าขุนนางรับใช้ผู้มีอำนาจหรอกหรือ ใต้เท้าหลี่ เจ้ากระทำเรื่องเช่นนี้ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่”

“หุบปาก!” หลี่เซวียนเปล่งเสียงดุจคำราม แววตาทอประกายตื่นตระหนกปนหวาดหวั่น

เดิมทีเขาก็แค่ต้องการใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องเป็นข้ออ้างเพื่อนำตัวสตรีตรงหน้าไป ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายเพียงเปิดปากพูดออกมาไม่กี่ประโยค ก็สามารถโยนข้อหาใส่ศีรษะเขาได้นับไม่ถ้วนแล้ว สมคบคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก ใช้อำนาจโดยมิชอบ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับขุนนาง หากล่วงรู้ถึงพระกรรณฮ่องเต้ ต่อให้เป็นท่านป้าหญิงของเขาก็ยากจะช่วยเหลือ

“คุณหนูอี้ ข้าวกินส่งเดชได้ แต่วาจามิอาจกล่าวไปเรื่อยเปื่อย เจ้าอย่าได้คิดใส่ร้ายผู้อื่นกลบเกลื่อนความผิดตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นถ่วงเวลาอีกเลย รีบตามพวกเราไปกรมอาญาจะดีกว่า ใครถูกใครผิดผิดประเดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง จริงไหม”

อี้อินนึกอยากเบะริมฝีปากอยู่ในใจ หากนางยอมตามหลี่เซวียนผู้นี้ไป คงมิต่างจากส่งตัวเองเข้าปากเสือ แม้เศษซากก็ไม่ต้องคิดหาแล้ว

“แน่นอนว่าจริงอย่างที่ใต้เท้าหลี่กล่าว แต่ทว่าใต้เท้าหลี่คงไม่เข้าใจคำกล่าวที่ว่าหญิงชายนั้นแตกต่างกระมัง ดึกดื่นยามวิกาลเช่นนี้ท่านมาพูดปากเปล่า จะให้ข้าตามไปเกรงว่าคงไม่เหมาะไม่ควรเท่าใด ไม่สู้รอให้เช้าแล้วข้าค่อยไปพบพวกเจ้าที่กรมอาญาเอง...”

“พูดไปพูดมาก็มีเจตนาบ่ายเบี่ยงอยู่ดี เช่นนั้นคุณหนูอี้โปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เด็กๆ!”

สิ้นคำกลุ่มคนด้านหลังหลี่เซวียนก็ก้าวขึ้นหน้ามา ท่าทีบ่งบอกชัดเจนว่าต่อให้ต้องใช้กำลัง อีกฝ่ายก็ไม่คิดปล่อยนางไปโดยง่ายเป็นแน่ อี้อินเหลือบมองสาวใช้กับผู้คุ้มกันด้านหลังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายถ้าหากรู้อย่างนี้นางไม่น่าออกมากับผู้คุ้มกันเพียงไม่กี่คนเลย

“คุณหนู...” ปี้หยวนรีบก้าวออกมาขวางหน้าเจ้านาย ขณะเดียวกันผู้คุ้มกันทุกคนก็ขยับมาบังพวกนางไว้เบื้องหลัง “คุณหนู ท่านไปกับอาเฉาก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าน้อยจะขวางไว้เอง”

ในหมู่ผู้คุ้มกัน มู่อิงมีอาวุโสที่สุด เขาออกปากแนะนำผู้เป็นนายพลางพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยสุดในกลุ่ม

อี้อินไม่ได้ตอบกลับคำพูดของมู่อิง นางย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญยามนี้คือการพาตัวเองกลับจวนสกุลอี้ให้ไวที่สุด เพราะอย่างไรเสียเรื่องทำลายของพระราชทานก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาเลื่อนลอย ต่อให้นางขัดขืนไม่ยอมตามหลี่เซวียนไปก็ยังไม่ถือว่ามีความผิดอะไร ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือเมืองหลวง แม้สกุลหลี่กับสกุลหยางโอหังแค่ไหน ก็ไม่กล้าลงมือหนักหน่วงเอาชีวิตคนจริงๆ

“พวกเจ้าระวังตัวกันด้วย”

เห็นหลี่เซวียนกับพรรคพวกโอบล้อมเข้ามา อี้อินก็รู้ดีว่าถึงแม้อีกฝ่ายไม่คิดเอาชีวิตพวกมู่อิง แต่ก็คงไม่ปรานีเช่นกัน

“ต่อให้ข้าอยากไป แต่หลี่เชวียนมีหรือจะยอมปล่อยคน” เพราะข้ออ้างเลื่อนลอยพรรค์นี้ย่อมไม่อาจหยิบยกนำมาใช้ได้ในหนที่สอง

มู่อิงรู้ดีว่าการปะทะกันครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้ พวกเขาแต่ละคนต่างระมัดระวังตัวเองไม่ประมาทฝ่ายตรงข้าม

“พวกเจ้าไปจับตัวนางมาให้ข้า”

ทันทีที่หลี่เซวียนออกคำสั่ง เหล่าคนด้านหลังก็กรูกันเข้ามา มู่อิงกับผู้คุ้มกันอีกสองคนรีบก้าวขึ้นหน้า พลางตะโกนบอกอาเฉาทันที

“พาคุณหนูไปเร็ว”

สองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันในทันที ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นพลันแตกฮือ ชนชั้นสูงมีปัญหากัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวได้

“คุณหนูอี้ เจ้าคิดว่าจะหนีไปได้รึ” เห็นพวกมู่อิงถูกรุมล้อม ไม่อาจมาขัดขวางเพื่อช่วยอี้อินได้ รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าหลี่เซวียนจึงยิ่งเด่นชัด “หากยินยอมตามข้าไปแต่โดยดี บางทีข้าอาจใจดีกับเจ้ามากกว่านี้”

อี้อินมองท่าทีคุกคามของคนตรงหน้าแล้วให้นึกเหยียดหยัน อาศัยแค่ความเป็นญาติห่างๆ ของฮองเฮายังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ สกุลหลี่กับสกุลหยางช่างถืออำนาจบาตรใหญ่เสียไม่มี

“ฝันไปเถอะ! เจ้าโง่ ใช่ว่าข้าจะเขลาไปด้วยเสียหน่อย ข้าอี้อินไม่ได้ทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม ไม่มีทางยอมสยบให้กับการกระทำอันชั่วร้ายของเจ้าแน่ ในเมื่อใต้เท้าหลี่อ้างท่านหญิงคังหนิงมากดดัน เช่นนั้นข้าก็พร้อมยอมตายอยู่ตรงนี้!” เสียงใสตวาดกร้าว ประกายสีขาววับวาวเผยให้เห็นมีดเล่มเล็กในมือ

“บุตรสาวขุนนางถูกบีบบังคับ ถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หลี่เซวียน...เจ้าคิดว่าตัวเองมีอำนาจปกปิดเรื่องนี้จากฮ่องเต้ได้หรือเปล่า”

ไม่พูดเปล่า มือเล็กยังกดคมมีดลงบนคอขาวผ่องจนเห็นหยดโลหิตสีแดงที่ไหลซึมออกจากบาดแผลช้าๆ

ใบหน้าหลี่เซวียนบิดเบี้ยวไม่น่าดู คำพูดที่กล่าวออกมาของอี้อินนั้นไม่เพียงถูกต้อง แต่ยังคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ การพาคนไปเงียบๆ กับบีบให้นางฆ่าตัวตายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หากสามารถพาคนไปได้ ต่อให้เขากับท่านหญิงคังหนิงทำเรื่องอะไรลงไป อี้อินย่อมไม่มีทางกล้ามากล่าวร้องประกาศ ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสตรีด้วยแล้ว

ทว่าหากเขาบีบจนนางตายจริงๆ อย่าว่าแต่เรื่องนี้จะถูกคนนำไปพูดถึงเลย ลำพังบิดานาง อี้หานชิงเจ้าเฒ่าน่าตายนั่นต้องตามกัดเขาไม่ปล่อยเป็นแน่ ถึงคราวนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องราวปลาตายตาข่ายขาด[1] [rc1] ลากเอาสองสกุลหลี่-หยางลงน้ำโคลนไปด้วยกัน

“อี้อิน เจ้าอย่าได้คิดใช้เล่ห์กลมาบีบคั้นผู้อื่น ทำผิดแล้วยังกล้ากลับดำเป็นขาวอีกรึ!”

หลี่เชวียนตวาดพลางกวาดตามองผู้คนโดยรอบ

“เจ้าทำลายหยกพระราชทาน ถือเป็นการหมิ่นเกียรติราชวงศ์ ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านหญิงมีเมตตาให้ข้ามาเชิญเจ้าไปไกล่เกลี่ย ยังกล้าใช้ความเป็นความตายข่มขู่ผู้อื่น ฮึ! ต้องบอกว่าใต้เท้าอี้ช่างสั่งสอนบุตรสาวได้ดียิ่งนัก”

“โอ้! ใต้เท้าหลี่ช่างลื่นไหลยิ่งนัก” มุมปากบางพลันเหยียดกว้าง อี้อินเลิกคิ้วเรียวให้กับถ้อยคำไร้ยางอาย นางจุปากพลางกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “หมิ่นเกียรติราชวงศ์งั้นรึ เจ้าลืมไปหรือเปล่า ท่านหญิงคังหนิงแม้ได้รับการแต่งตั้ง แต่นางก็เป็นเพียงท่านหญิงจากนอกราชวงศ์เท่านั้น หรือเจ้าอยากจะบอกว่าสกุลหยางทั้งหมดก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของต้าโจวด้วย!”

“จะ…เจ้า!”

หากบอกว่าสกุลหยางคือเชื้อพระวงศ์ เช่นนั้นแผ่นดินต้าโจวจะยังเป็นของราชวงศ์โจวอยู่อีกหรือ ถ้าประโยคนี้ถูกแพร่ออกไป ฮ่องเต้จะยังทนมองสกุลหยางได้อยู่ไหม

“อี้อิน!” นางช่างเป็นสตรีน่าตายที่น่ารังเกียจเหลือเกิน

“ทำไม ใต้เท้าหลี่ก็เห็นด้วยกับคำพูดข้าใช่หรือไม่”

“ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าได้คิดนะว่าเรื่องนี้จะจบแค่นี้!”

ต่อให้กินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน หลี่เซวียนก็ไม่กล้าบีบคนจนตายจริงๆ จึงได้แต่ถลึงตากล่าวคำอาฆาตทิ้งท้ายไว้

“กลับ!”

รอจนหลี่เซวียนจากไปอย่างหัวเสีย อี้อินถึงได้ผ่อนคลายลงจากเดิม นางถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ขณะในใจยังนึกกังวล

“พวกเรารีบกลับจวนกันเถอะ”

หยางจื่อหรงเป็นคนบ้าที่ไร้สติสำนึก ครั้งนี้นางใช้หลี่เซวียนลงมือไม่สำเร็จ ครั้งต่อไปไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก

“ถึงข้าไม่ไปหาเรื่อง แต่เรื่องก็ยังมาหาข้าอยู่ดี เจอคนอย่างสกุลหยางกับสกุลหลี่ นับได้ว่าโชคร้ายไปแปดชาติสิบชาติจริงๆ”

“คุณหนู...” ปี้หยวนรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่คนสกุลหลี่ล่าถอยไปแน่ สาวใช้ตัวน้อยขานเรียกผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงกังวล “คนสารเลวพวกนั้นรังแกกันเกินไปแล้ว พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”

“พวกเขาคิดว่าตัวเองสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือน่ะสิ ไปกันเถอะ” เสียงใสเอ่ยราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนจะพาคนของตนจากไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย “พรุ่งนี้ข้าควรรีบคุยกับท่านพ่อ”

ในเมื่อคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นก็ถือประโยค ‘ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาก็ใช้ดินกั้น’ เอาแล้วกัน

เมื่อคนทั้งสองกลุ่มจากไป ชาวบ้านที่มุงดูก็พากันแยกย้ายสลายตัว ลานที่ว่างเปล่าจึงค่อยปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งขึ้น เจ้าตัวเหม่อมองไปทางทิศที่อี้อินกับผู้คุ้มกันจากไปเนิ่นนาน ดวงตาเรียวเผยประกายสีเข้มลึกล้ำยากคาดเดา

“น่าสนใจ”

ไม่คิดว่าสตรีไร้เรี่ยวแรงมัดไก่ จะสามารถลงมือบีบคั้นหลี่เซวียนกับพวกจนล่าถอยไปได้

“นางไม่ธรรมดาเลย ว่าไหม”

“องค์ชาย พระองค์...” มู่จวงไม่กล้าถามเหตุผล ในตอนแรกที่แอบซุ่มดูการกระทำชั่วร้ายของคนสกุลหลี่ เขาสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายมีความคิดจะกระทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม

“ไม่มีอะไร ข้าก็แค่รู้สึกเสียดาย” ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อาจเปิดเผยตัวตน เกรงว่าเมื่อครู่เขาคงออกไปปะทะกับเจ้าหลี่เซวียนนั่นแล้ว “เสียดายที่ตัวเองตัดสินใจช้าไป...”

แลกกับการต้องถูกฮองเฮากับพรรคพวกพุ่งเป้ามา โจวหย่งรู้สึกว่าบางทีตนอาจยอมรับได้ก็เป็นได้ ถ้าหากผลของการกระทำมุทะลุจะทำให้ในดวงตาหงส์คู่นั้นมีเงาร่างของเขาฉายอยู่

[1] ปลาตายตาข่ายขาด หมายถึง ต่อสู้กันจนตายไปข้าง

[rc1]ต่อสู้กันจนตายไปข้าง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 58

    ทว่าเจ้าโจวเหยียนนั่น ยังไม่ทันขึ้นนั่งบัลลังก์ก็ทำร้ายผู้คนไปนับไม่ถ้วน โจวหย่งขบคิดอยู่เป็นนาน ก่อนจะบอกตัวเองว่าจะปล่อยให้พี่ชายต่างมารดาผู้นั้นขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!ร่างของอี้หานชิงถูกนำลงมาเป็นคนสุดท้าย ดวงตาเรียวมองสำรวจผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตาเผยแววหนักใจออกมาวูบหนึ่ง อินเอ๋อร์ต

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 57

    “ลูกยังไม่โง่งมถึงขั้นนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ทำแบบนั้นก็สมพระทัยเสด็จพ่อน่ะสิ ที่จะให้เจ้าเก้ารับบทวีรบุรษของแคว้น” ดวงตาเรียวหยีแย้มยิ้มให้บิดาด้วยท่าทางอารมณ์ดียิ่ง“นำตัวคนเข้ามา!” สิ้นเสียงตวาด กลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็ถูกฉุดลากเข้ามา โจวฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้าง ภายในพระทัยเกิดความหวั่นไหวจนแสดงออกทางพระพัก

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 56

    อากาศในเดือนสิบสองหนาวเย็นสมกับเป็นฤดูเหมันต์ การฟาดฟันกันระหว่างหลี่อ๋องกับอ๋องเก้าในวันที่สิบหกของเดือนสิบสอง กองทัพอ๋องเก้าก็สามารถตีฝ่าประตูเมืองหลวงได้ภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่จาง กองกำลังทหารในเมืองหลวงล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ จวนสกุลหยางกับสกุลหลี่ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อกบฏถูกทหารบุกเข้า

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 55

    “ท่านอ๋องโปรดถนอมตัวด้วย อย่าให้โทสะมาบดบังความคิดจนเสียการใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะ” หยางเหลียงก้าวออกมาเตือนสติ“ท่านตาไม่ต้องเป็นห่วง เปิ่นหวานยังมีสติดี” หลี่อ๋องหันมาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดาบในมือถูกโยนทิ้งก่อนจะรับผ้าจากนางกำนัลมาเช็ดทำความสะอาดหากยังมีสติอยู่ก็ไม่ควรสังหารคนจนหมดเช่นนี้ ยังค้นหาตัวอ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 54

    คล้ายว่าคำก่นด่าของพระบิดาจะทำให้โจวเหยียนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเปล่งเสียงหัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา“เดรัจฉานอย่างนั้นหรือ! เสด็จพ่อคงไม่ทรงรู้ เดรัจฉานที่แท้จริงต้องแบบนี้ต่างหาก!”พูดจบก็กระชากเอาแม่ลูกคู่หนึ่งจากในกลุ่มนั้นลากมาหยุดยังเบื้องหน้าฮ่องเต้ เสียงกรีดร้องร่ำไห้ระงมจนฟังไม่ได้ศัพท์ดังไป

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 53

    แน่นอนคำถามนี้ไม่มีสิ่งใดไม่ถูก เสด็จพ่อไม่เคยไม่ไว้หน้าเขาในฐานะโอรสองค์โต มีเพียงเรื่องเดียวที่พระองค์ไม่ทรงตามใจเขา นั่นก็คือเรื่องของอี้อิน และนี่ก็เป็นปมในใจโจวหย่งมาตลอด“เสด็จพ่อทรงไม่ไปเป็นนักแสดงละคร เรื่องนี้นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งจริงๆ ที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดล้วนรู้ดีแก่พระทัยว่าทรงทำไปเ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 52

    “ฮุ่ยอ๋องถูกจับขังคุก ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยจนพระอาการประชวรทรุด เรื่องราวน้อยใหญ่ยกให้หลี่อ๋องเป็นผู้ดูแลขอรับ”ซุนเฉินหนึ่งในผู้คุ้มกันที่หลงจู๊ชวีมอบให้นาง กลับมารายงานสถานการณ์ในเมืองหลวงให้อี้อินฟังหลังกลับมาจากการลอบสืบข่าว อี้อินซักถามถึงความเป็นไปอย่างคร่าวๆ ก่อนจะเผยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อซุนเฉินก

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 46

    “หลี่อ๋องเป็นคนยึดติด ภายหน้าไม่แค่พระองค์ แม้แต่อินเอ๋อร์เองก็เกรงว่า...”นิสัยมีแค้นต้องชำระ ไม่ตายไม่เลิกรา ของหลี่อ๋องใครๆ ก็ต่างรู้ดี อี้อินหักหน้าไม่ยอมเป็นสตรีของเขา เขาไม่มีทางยอมปล่อยนางลอยนวลแน่สองบุรุษต่างวัยมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่โจวหย่งจะเป็นฝ่ายหลบสายตา“เรื่องนี้ข้าจะคิดหาหนทาง

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 4

    สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 2

    งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวทุกปีล้วนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ความครื้นเครงของผู้คนทำให้ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย บรรดาหนุ่มสาวชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ตลอดจนถึงเด็กเล็กล้วนจับจูงกันมาร่วมงานด้วยใบหน้าชื่นมื่น แน่นอนว่าอี้อินเองก็เช่นกันปีนี้อี้อินอายุเต็มสิบหก ผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวกวาดตาม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status