ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า
“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับ
อี้อินเดินตามโดยไม่คิดขัดอีกฝ่าย งานเทศกาลนี้ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนี่ยังอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะสามารถออกมาเดินเที่ยวอย่างอิสระก็เป็นได้ จึงอยากปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน
“คุณหนูอี้” จู่ๆ เสียงเรียกจากกลุ่มคนผู้มาใหม่ก็ดังขึ้น
ดวงตาหงส์หันไปประสานกับเจ้าของเสียง เมื่อเห็นคนผู้นั้น แววตาอี้อินพลันสาดประกายรังเกียจออกมาไม่ปิดบัง
“ใต้เท้าหลี่”
คนตรงหน้านางคือหลี่เซวียน บุตรชายคนโตสกุลหลี่ มารดาเขาคือหยางหลินจี น้องสาวของหยางจี้ชวนผู้นำตระกูลหยาง พี่น้องสกุลหยางนั้นรักใคร่สนิทสนมกันมาก ดังนั้นในคราวที่สกุลอี้กับสกุลหยางเกิดข้อพิพาท คนแรกที่ออกมากล่าววาจาโจมตีบิดานางจึงเป็นหยางซื่อหรือหยางหลินจีนั่นเอง
ส่วนหลี่เซวียนผู้เป็นบุตรชายก็มิได้ดีไปกว่ากัน ยามที่สกุลอี้กับสกุลหยางยังไม่แตกหัก นายน้อยผู้นี้ชื่นชอบที่จะหาโอกาสมาพัวพันกับนางอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาภายหลังสองสกุลมีปัญหา การกระทำของอีกฝ่ายก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
“ช่างน่ายินดีนักที่ได้เจอคุณหนูอี้ที่นี่”
หลี่เซวียนเอ่ยวาจาทักทาย ฟังดูเหมือนเปี่ยมด้วยความสุภาพ หากสายตาโลมเลียนั้นเผยความคิดอกุศลในใจออกมาชัดเจน
“งานเทศกาลลอยโคมของต้าโจวเรา หนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าผู้ใดล้วนตั้งตารอทั้งนั้น ย่อมไม่แปลกตรงไหนหากข้าจะมาเที่ยวชม”
เห็นแววตาหยาบโลนของบุรุษตรงหน้า อี้อินให้นึกรังเกียจจนไม่คิดรักษามารยาทกับอีกฝ่าย
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน เชิญใต้เท้าหลี่ตามสบาย” กล่าวจบก็ก้าวเดินต่อทันที ไม่คิดรอให้อีกฝ่ายกล่าวชวนสนทนาต่อ
ทว่าหลี่เซวียนหยางกลับดื้อด้านกว่าที่อี้อินคิด อีกฝ่ายไม่ได้หลบทางให้ แต่จงใจก้าวมาหยุดขวางหน้ากลุ่มของนาง เห็นแบบนี้คิ้วเรียวพลันขมวดแน่น
“ใต้เท้าหลี่ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน”
“คุณหนูอี้โปรดใจเย็น ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรท่าน” หลี่เซวียนมองใบหน้าไม่สบอารมณ์ของอี้อินพลางเผยรอยยิ้มแสยะ “เพียงแต่…ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อพบท่าน”
“แต่ข้าไม่เห็นจะจำได้เลยว่าพวกเรามีอะไรเกี่ยวข้องจนต้องมาพบกัน ใต้เท้าหลี่เข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่”
อี้อินตัดสินใจเมินคำพูดล่อแหลมที่ราวกับจะบอกว่า ตนกับอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ถึงขั้นแอบนัดพบกันลับๆ
“ขอใต้เท้าหลี่โปรดหลีกทางด้วย”
หลี่เซวียนคือคนน่ารังเกียจอย่างแท้จริง นางไม่อยากเสนากับเขาเลยสักนิด
“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว เพียงแต่คนที่มีธุระกับคุณหนูจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตัวข้าผู้นี้”
หลี่เซวียนเลียริมฝีปากแห้งผากของตนด้วยท่าทีหยาบโลน รอจนท่านหญิงคังหนิงหมดเรื่องกับสตรีตรงหน้า เขาก็จะได้ตัวอีกฝ่ายมากระทำสิ่งใดก็ได้ตามใจต้องการ
“คงต้องรบกวนให้คุณหนูอี้ตามข้าไปแล้ว”
“ขอปฏิเสธ หากใต้เท้าหลี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรแล้ว ก็ช่วยถอยไปจะดีกว่า”
หลี่เซวียนคนนี้ไร้ความคิดหรือไม่มีสมองกัน เขาคิดว่านางจะยินยอมตามไปอย่างง่ายดายงั้นหรือ!
“แต่เรื่องนี้ท่านหญิงคังหนิงเป็นผู้เรียกร้องมาด้วยตัวเอง ข้าคิดว่าคุณหนูอี้คงไม่อาจปฏิเสธได้”
ท่านหญิงคังหนิง…
“ท่านหญิงคังหนิงเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าจะพาตัวข้าไปตรงไหนกัน ดึกดื่นค่ำมืดยามวิกาลเช่นนี้มิใช่เหตุสมควรสักนิด แล้วท่านหญิงเป็นผู้มีการศึกษา มีหรือจะทำเรื่องแบบนี้ การแอบอ้างชื่อผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย ใต้เท้าหลี่เห็นด้วยหรือไม่” เสียงใสกล่าวติเตียน
แท้จริงแล้วอี้อินรู้ดีแก่ใจว่าคนไร้สมองอย่างหยางจื่อหรงสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการสั่งให้ลูกพี่ลูกน้องมาจับตัวนาง
“จะ…เจ้า!”
หลี่เซวียนขมวดคิ้วถลึงตา จะให้เขาพูดอะไรได้ ถ้ายอมรับคำพูดนาง นั่นมิใช่หมายถึงยอมรับว่าลูกพี่ลูกน้องเขาเป็นสตรีไร้การศึกษาไม่รู้จักคิดหรอกหรือ
“คุณหนูอี้วาจาพลิกแพลงยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าทำลายหยกพระราชทานที่ฮองเฮาทรงมอบให้ท่านหญิง พวกข้ากรมอาญาจะต้องมาจัดการเรื่องนี้หรอกหรือ”
หลี่เชวียนหยางรู้ดีว่าขอแค่พาตัวนางไปได้ วันนี้ต่อให้อี้อินมีปีกก็หนีเขาไม่พ้น
“ต่อให้ท่านหญิงคังหนิงคิดฟ้องร้องข้าเรื่องหยกพระราชทานถูกทำลายจริงๆ ก็ต้องมีหลักฐานพยาน มิใช่กล่าวแค่วาจาเลื่อนลอย อีกอย่างนะหลี่เซวียน ท่านเป็นคนของกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ ผู้ใดให้อำนาจเจ้ามาจับกุมคนกัน”
เห็นอาการชะงักของคนทั้งกลุ่ม ดวงตาหงส์หรี่ลงวูบหนึ่ง ดูเหมือนว่าหลี่เซวียนกับพรรคพวกยังมีความกริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าอี้อินย่อมไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ นางรู้ดีว่าการตามอีกฝ่ายไปไม่มีผลดีต่อตัวนาง
“ที่นี่คือเมืองหลวง เป็นแผ่นดินใต้ฝ่าพระบาทฮ่องเต้ หากมิใช่คำสั่งจากพระองค์ คดีความต่างๆ ล้วนต้องเป็นหน้าที่ของศาลต้าหลี่ มีกฎหมายข้อไหนของต้าโจวที่ให้อำนาจแก่พวกเจ้ากัน” พูดจบก็กวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาเคร่งขรึม “หรือเจ้าจะบอกว่าสกุลหลี่กับสกุลหยางมีอำนาจมากพอที่จะทำเรื่องพวกนี้ได้”
ลูกมะพลับนิ่มที่คิดบีบกลับกลายเป็นดอกไม้ที่มีหนามแหลม ใบหน้าหลี่เซวียนทั้งดำทั้งคล้ำเห็นได้ชัด
“คุณหนูอี้กล่าวเกินไปแล้ว พวกเราหาได้มีเจตนาดั่งที่ว่ามาเลยสักนิด ข้าก็แค่ต้องการเชิญเจ้าไปหารือกันเท่านั้นเอง”
หลี่เซวียนกัดกรามกรอด น้ำเสียงที่กล่าวฟังดูต่ำดุดันผิดกับรอยยิ้มที่พยายามแต่งแต้มไปโข
“เรื่องนี้ทางข้าเองก็ลำบากใจ แต่เพราะท่านหญิงต้องการฟ้องร้องเจ้าเรื่องหยกที่เสียหาย หากคุณหนูอี้มั่นใจว่าไม่ได้ทำจริงๆ ก็ติดตามพวกเราไปแก้ข้อกล่าวหาเถอะ”
เพราะมีผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจ หลี่เซวียนจึงได้แต่แสดงท่าทีประนีประนอม ทว่าในคำพูดยังแฝงการข่มขู่อยู่ลึกๆ ทว่าอี้อินกลับแข็งขืนไม่แยแสคำพูดนั้น ทั้งยังไม่คิดไว้หน้าเขา
“แล้วทำไมข้าต้องตามท่านไปด้วยเล่า เดิมทีหากมีการฟ้องร้องกล่าวหา ก็ควรให้ทางศาลต้าหลี่เป็นผู้จัดการ แต่ท่านหญิงคังหนิงไม่เพียงไม่ทำตามกฎหมาย ยังใช้เจ้าซึ่งเป็นคนของกรมอาญามาจับตัวข้า นี่ไยมิใช่เรียกว่าขุนนางรับใช้ผู้มีอำนาจหรอกหรือ ใต้เท้าหลี่ เจ้ากระทำเรื่องเช่นนี้ฮ่องเต้ทรงทราบหรือไม่”
“หุบปาก!” หลี่เซวียนเปล่งเสียงดุจคำราม แววตาทอประกายตื่นตระหนกปนหวาดหวั่น
เดิมทีเขาก็แค่ต้องการใช้ชื่อลูกพี่ลูกน้องเป็นข้ออ้างเพื่อนำตัวสตรีตรงหน้าไป ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายเพียงเปิดปากพูดออกมาไม่กี่ประโยค ก็สามารถโยนข้อหาใส่ศีรษะเขาได้นับไม่ถ้วนแล้ว สมคบคิดแบ่งพรรคแบ่งพวก ใช้อำนาจโดยมิชอบ เหล่านี้ถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับขุนนาง หากล่วงรู้ถึงพระกรรณฮ่องเต้ ต่อให้เป็นท่านป้าหญิงของเขาก็ยากจะช่วยเหลือ
“คุณหนูอี้ ข้าวกินส่งเดชได้ แต่วาจามิอาจกล่าวไปเรื่อยเปื่อย เจ้าอย่าได้คิดใส่ร้ายผู้อื่นกลบเกลื่อนความผิดตัวเองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นถ่วงเวลาอีกเลย รีบตามพวกเราไปกรมอาญาจะดีกว่า ใครถูกใครผิดผิดประเดี๋ยวก็ได้รู้กันเอง จริงไหม”
อี้อินนึกอยากเบะริมฝีปากอยู่ในใจ หากนางยอมตามหลี่เซวียนผู้นี้ไป คงมิต่างจากส่งตัวเองเข้าปากเสือ แม้เศษซากก็ไม่ต้องคิดหาแล้ว
“แน่นอนว่าจริงอย่างที่ใต้เท้าหลี่กล่าว แต่ทว่าใต้เท้าหลี่คงไม่เข้าใจคำกล่าวที่ว่าหญิงชายนั้นแตกต่างกระมัง ดึกดื่นยามวิกาลเช่นนี้ท่านมาพูดปากเปล่า จะให้ข้าตามไปเกรงว่าคงไม่เหมาะไม่ควรเท่าใด ไม่สู้รอให้เช้าแล้วข้าค่อยไปพบพวกเจ้าที่กรมอาญาเอง...”
“พูดไปพูดมาก็มีเจตนาบ่ายเบี่ยงอยู่ดี เช่นนั้นคุณหนูอี้โปรดอย่าถือสาที่ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ เด็กๆ!”
สิ้นคำกลุ่มคนด้านหลังหลี่เซวียนก็ก้าวขึ้นหน้ามา ท่าทีบ่งบอกชัดเจนว่าต่อให้ต้องใช้กำลัง อีกฝ่ายก็ไม่คิดปล่อยนางไปโดยง่ายเป็นแน่ อี้อินเหลือบมองสาวใช้กับผู้คุ้มกันด้านหลังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น น่าเสียดายถ้าหากรู้อย่างนี้นางไม่น่าออกมากับผู้คุ้มกันเพียงไม่กี่คนเลย
“คุณหนู...” ปี้หยวนรีบก้าวออกมาขวางหน้าเจ้านาย ขณะเดียวกันผู้คุ้มกันทุกคนก็ขยับมาบังพวกนางไว้เบื้องหลัง “คุณหนู ท่านไปกับอาเฉาก่อนเถอะขอรับ ทางนี้พวกข้าน้อยจะขวางไว้เอง”
ในหมู่ผู้คุ้มกัน มู่อิงมีอาวุโสที่สุด เขาออกปากแนะนำผู้เป็นนายพลางพยักหน้าให้เด็กหนุ่มที่อายุน้อยสุดในกลุ่ม
อี้อินไม่ได้ตอบกลับคำพูดของมู่อิง นางย่อมรู้ดีว่าสิ่งสำคัญยามนี้คือการพาตัวเองกลับจวนสกุลอี้ให้ไวที่สุด เพราะอย่างไรเสียเรื่องทำลายของพระราชทานก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาเลื่อนลอย ต่อให้นางขัดขืนไม่ยอมตามหลี่เซวียนไปก็ยังไม่ถือว่ามีความผิดอะไร ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือเมืองหลวง แม้สกุลหลี่กับสกุลหยางโอหังแค่ไหน ก็ไม่กล้าลงมือหนักหน่วงเอาชีวิตคนจริงๆ
“พวกเจ้าระวังตัวกันด้วย”
เห็นหลี่เซวียนกับพรรคพวกโอบล้อมเข้ามา อี้อินก็รู้ดีว่าถึงแม้อีกฝ่ายไม่คิดเอาชีวิตพวกมู่อิง แต่ก็คงไม่ปรานีเช่นกัน
“ต่อให้ข้าอยากไป แต่หลี่เชวียนมีหรือจะยอมปล่อยคน” เพราะข้ออ้างเลื่อนลอยพรรค์นี้ย่อมไม่อาจหยิบยกนำมาใช้ได้ในหนที่สอง
มู่อิงรู้ดีว่าการปะทะกันครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คงยากที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้ พวกเขาแต่ละคนต่างระมัดระวังตัวเองไม่ประมาทฝ่ายตรงข้าม
“พวกเจ้าไปจับตัวนางมาให้ข้า”
ทันทีที่หลี่เซวียนออกคำสั่ง เหล่าคนด้านหลังก็กรูกันเข้ามา มู่อิงกับผู้คุ้มกันอีกสองคนรีบก้าวขึ้นหน้า พลางตะโกนบอกอาเฉาทันที
“พาคุณหนูไปเร็ว”
สองฝ่ายพุ่งเข้าปะทะกันในทันที ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นพลันแตกฮือ ชนชั้นสูงมีปัญหากัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะสอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวได้
“คุณหนูอี้ เจ้าคิดว่าจะหนีไปได้รึ” เห็นพวกมู่อิงถูกรุมล้อม ไม่อาจมาขัดขวางเพื่อช่วยอี้อินได้ รอยยิ้มแสยะบนใบหน้าหลี่เซวียนจึงยิ่งเด่นชัด “หากยินยอมตามข้าไปแต่โดยดี บางทีข้าอาจใจดีกับเจ้ามากกว่านี้”
อี้อินมองท่าทีคุกคามของคนตรงหน้าแล้วให้นึกเหยียดหยัน อาศัยแค่ความเป็นญาติห่างๆ ของฮองเฮายังกล้าทำเรื่องเช่นนี้ สกุลหลี่กับสกุลหยางช่างถืออำนาจบาตรใหญ่เสียไม่มี
“ฝันไปเถอะ! เจ้าโง่ ใช่ว่าข้าจะเขลาไปด้วยเสียหน่อย ข้าอี้อินไม่ได้ทำอะไรผิดทำนองคลองธรรม ไม่มีทางยอมสยบให้กับการกระทำอันชั่วร้ายของเจ้าแน่ ในเมื่อใต้เท้าหลี่อ้างท่านหญิงคังหนิงมากดดัน เช่นนั้นข้าก็พร้อมยอมตายอยู่ตรงนี้!” เสียงใสตวาดกร้าว ประกายสีขาววับวาวเผยให้เห็นมีดเล่มเล็กในมือ
“บุตรสาวขุนนางถูกบีบบังคับ ถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หลี่เซวียน...เจ้าคิดว่าตัวเองมีอำนาจปกปิดเรื่องนี้จากฮ่องเต้ได้หรือเปล่า”
ไม่พูดเปล่า มือเล็กยังกดคมมีดลงบนคอขาวผ่องจนเห็นหยดโลหิตสีแดงที่ไหลซึมออกจากบาดแผลช้าๆ
ใบหน้าหลี่เซวียนบิดเบี้ยวไม่น่าดู คำพูดที่กล่าวออกมาของอี้อินนั้นไม่เพียงถูกต้อง แต่ยังคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ การพาคนไปเงียบๆ กับบีบให้นางฆ่าตัวตายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หากสามารถพาคนไปได้ ต่อให้เขากับท่านหญิงคังหนิงทำเรื่องอะไรลงไป อี้อินย่อมไม่มีทางกล้ามากล่าวร้องประกาศ ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสตรีด้วยแล้ว
ทว่าหากเขาบีบจนนางตายจริงๆ อย่าว่าแต่เรื่องนี้จะถูกคนนำไปพูดถึงเลย ลำพังบิดานาง อี้หานชิงเจ้าเฒ่าน่าตายนั่นต้องตามกัดเขาไม่ปล่อยเป็นแน่ ถึงคราวนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องราวปลาตายตาข่ายขาด[1] [rc1] ลากเอาสองสกุลหลี่-หยางลงน้ำโคลนไปด้วยกัน
“อี้อิน เจ้าอย่าได้คิดใช้เล่ห์กลมาบีบคั้นผู้อื่น ทำผิดแล้วยังกล้ากลับดำเป็นขาวอีกรึ!”
หลี่เชวียนตวาดพลางกวาดตามองผู้คนโดยรอบ
“เจ้าทำลายหยกพระราชทาน ถือเป็นการหมิ่นเกียรติราชวงศ์ ดีแค่ไหนแล้วที่ท่านหญิงมีเมตตาให้ข้ามาเชิญเจ้าไปไกล่เกลี่ย ยังกล้าใช้ความเป็นความตายข่มขู่ผู้อื่น ฮึ! ต้องบอกว่าใต้เท้าอี้ช่างสั่งสอนบุตรสาวได้ดียิ่งนัก”
“โอ้! ใต้เท้าหลี่ช่างลื่นไหลยิ่งนัก” มุมปากบางพลันเหยียดกว้าง อี้อินเลิกคิ้วเรียวให้กับถ้อยคำไร้ยางอาย นางจุปากพลางกล่าวชื่นชมด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “หมิ่นเกียรติราชวงศ์งั้นรึ เจ้าลืมไปหรือเปล่า ท่านหญิงคังหนิงแม้ได้รับการแต่งตั้ง แต่นางก็เป็นเพียงท่านหญิงจากนอกราชวงศ์เท่านั้น หรือเจ้าอยากจะบอกว่าสกุลหยางทั้งหมดก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของต้าโจวด้วย!”
“จะ…เจ้า!”
หากบอกว่าสกุลหยางคือเชื้อพระวงศ์ เช่นนั้นแผ่นดินต้าโจวจะยังเป็นของราชวงศ์โจวอยู่อีกหรือ ถ้าประโยคนี้ถูกแพร่ออกไป ฮ่องเต้จะยังทนมองสกุลหยางได้อยู่ไหม
“อี้อิน!” นางช่างเป็นสตรีน่าตายที่น่ารังเกียจเหลือเกิน
“ทำไม ใต้เท้าหลี่ก็เห็นด้วยกับคำพูดข้าใช่หรือไม่”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าได้คิดนะว่าเรื่องนี้จะจบแค่นี้!”
ต่อให้กินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน หลี่เซวียนก็ไม่กล้าบีบคนจนตายจริงๆ จึงได้แต่ถลึงตากล่าวคำอาฆาตทิ้งท้ายไว้
“กลับ!”
รอจนหลี่เซวียนจากไปอย่างหัวเสีย อี้อินถึงได้ผ่อนคลายลงจากเดิม นางถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ขณะในใจยังนึกกังวล
“พวกเรารีบกลับจวนกันเถอะ”
หยางจื่อหรงเป็นคนบ้าที่ไร้สติสำนึก ครั้งนี้นางใช้หลี่เซวียนลงมือไม่สำเร็จ ครั้งต่อไปไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีก
“ถึงข้าไม่ไปหาเรื่อง แต่เรื่องก็ยังมาหาข้าอยู่ดี เจอคนอย่างสกุลหยางกับสกุลหลี่ นับได้ว่าโชคร้ายไปแปดชาติสิบชาติจริงๆ”
“คุณหนู...” ปี้หยวนรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางจบแค่คนสกุลหลี่ล่าถอยไปแน่ สาวใช้ตัวน้อยขานเรียกผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงกังวล “คนสารเลวพวกนั้นรังแกกันเกินไปแล้ว พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”
“พวกเขาคิดว่าตัวเองสามารถปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือน่ะสิ ไปกันเถอะ” เสียงใสเอ่ยราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ก่อนจะพาคนของตนจากไปด้วยใบหน้านิ่งเฉย “พรุ่งนี้ข้าควรรีบคุยกับท่านพ่อ”
ในเมื่อคิดมากไปก็เปล่าประโยชน์ เช่นนั้นก็ถือประโยค ‘ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาก็ใช้ดินกั้น’ เอาแล้วกัน
เมื่อคนทั้งสองกลุ่มจากไป ชาวบ้านที่มุงดูก็พากันแยกย้ายสลายตัว ลานที่ว่างเปล่าจึงค่อยปรากฏร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งขึ้น เจ้าตัวเหม่อมองไปทางทิศที่อี้อินกับผู้คุ้มกันจากไปเนิ่นนาน ดวงตาเรียวเผยประกายสีเข้มลึกล้ำยากคาดเดา
“น่าสนใจ”
ไม่คิดว่าสตรีไร้เรี่ยวแรงมัดไก่ จะสามารถลงมือบีบคั้นหลี่เซวียนกับพวกจนล่าถอยไปได้
“นางไม่ธรรมดาเลย ว่าไหม”
“องค์ชาย พระองค์...” มู่จวงไม่กล้าถามเหตุผล ในตอนแรกที่แอบซุ่มดูการกระทำชั่วร้ายของคนสกุลหลี่ เขาสัมผัสได้ว่าผู้เป็นนายมีความคิดจะกระทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม
“ไม่มีอะไร ข้าก็แค่รู้สึกเสียดาย” ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อาจเปิดเผยตัวตน เกรงว่าเมื่อครู่เขาคงออกไปปะทะกับเจ้าหลี่เซวียนนั่นแล้ว “เสียดายที่ตัวเองตัดสินใจช้าไป...”
แลกกับการต้องถูกฮองเฮากับพรรคพวกพุ่งเป้ามา โจวหย่งรู้สึกว่าบางทีตนอาจยอมรับได้ก็เป็นได้ ถ้าหากผลของการกระทำมุทะลุจะทำให้ในดวงตาหงส์คู่นั้นมีเงาร่างของเขาฉายอยู่
[1] ปลาตายตาข่ายขาด หมายถึง ต่อสู้กันจนตายไปข้าง
[rc1]ต่อสู้กันจนตายไปข้าง