Partager

บทที่ 4

สายลมเดือนหนึ่งเย็นสดชื่น ทิวทัศน์รอบด้านขาวโพลนด้วยเกล็ดหิมะ เทศกาลหยวนเซียวเพิ่งผ่านพ้นไป ผู้คนจึงยังร่าเริงด้วยกลิ่นอายของงานเทศกาล ทว่าทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นมิได้รวมถึงทุกคน

“ใต้เท้าอี้แสดงท่าทางแบบนี้ หรือคิดจะขัดคำสั่งฮองเฮากัน!”

ในห้องโถงรับแขกของจวนสกุลอี้ ยามนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดัน โดยมีอี้หานชิงประมุขจวนกับหลี่เซวียนนายน้อยสกุลหลี่เป็นจุดศูนย์กลาง

“ใต้เท้าหลี่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่แปลกใจที่ฮองเฮามีรับสั่งผ่านกรมอาญา ไม่ใช่ศาลต้าหลี่ก็เท่านั้น”

“จะแปลกอะไร ถึงจะมีความผิดที่ทำลายหยกพระราชทาน แต่อย่างไรเสียคุณหนูอี้ก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ฮองเฮาทรงมีพระทัยเมตตา ย่อมไม่ต้องการใช้งานศาลต้าหลี่เพื่อรักษาชื่อเสียงนาง”

อี้หานชิงได้ยินประโยคดังกล่าวแล้วปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา

“อย่างนั้นหรือ ฟังจากที่เจ้ากล่าวมา ข้าควรขอบพระทัยที่ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาต่อบุตรสาวของข้า ถึงขนาดไม่ทรงส่งคนของพระนางมาเองหรือเรียกใช้งานศาลต้าหลี่ แต่กลับทรงใช้กรมอาญาให้มาทำแทนสินะ”

ในที่นี้ใครบ้างไม่รู้ ศาลต้าหลี่มีหน้าที่จัดการคดีเล็กน้อยทั่วไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ทว่ากรมอาญานั้นแตกต่าง พวกเขารับผิดชอบเพียงคดีสำคัญๆ เท่านั้น ล่าสุดก็เป็นคดีกบฏอันอ๋องที่โด่งดังไปทั่วทั้งแคว้น

เมื่ออี้หานชิงพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าของหลี่เซวียนก็เปลี่ยนสีทันที

“ทรงมีพระเมตตามากจริงๆ ถึงขั้นปฏิบัติต่อบุตรสาวข้าเช่นนี้ ไม่ต่างกับเจ้าที่บุกเข้ามาบังคับจับตัวคนยามวิกาลสักนิด”

อีกฝ่ายกล้าพูดจากลับดำเป็นขาว กระทำต่อบุตรสาวของเขาราวกับนางคือนักโทษร้ายแรง ยังกล้ามาตีสีหน้าเสแสร้งให้ดู คิดว่าคนสกุลอี้รังแกได้ง่ายดายงั้นหรือ

“ขัดรับสั่งฮองเฮาหาใช่เรื่องดี ใต้เท้าอี้ท่านคิดให้ถี่ถ้วนด้วย”

หลี่เซวียนกัดฟันกรอด นึกแสบร้อนประหนึ่งถูกตบใบหน้า หากยังคงมุ่งมั่นเอาชนะ

“ไม่ว่าท่านจะพูดอย่างไรก็ตาม หน้าที่ข้าคือนำตัวคุณหนูอี้ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาเท่านั้น”

“ฮึ!” อี้หานชิงได้แต่แค่นสียงในลำคอ ต่อให้เขามีถ้อยคำเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่อาจแย้ง ฮองเฮาคือมารดาของแผ่นดิน อำนาจของพระนางนั้นอยู่ใต้คนคนเดียว ทว่าอยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน นับประสาอะไรกับเขาที่เป็นเพียงขุนนางขั้นสาม

“ท่านพ่อ”

ได้ยินเสียงใสเรียกขาน อี้หานชิงขมวดคิ้วเป็นรอยลึกกว่าเดิม เมื่อสายตามองเห็นร่างอรชรของเจ้าของเสียง

“อินเอ๋อร์”

“ลูกจะตามใต้เท้าหลี่เข้าวังเจ้าค่ะ” เห็นบิดาทำท่าจะคัดค้าน อี้อินจึงรีบเอ่ยต่อ “ฮองเฮารับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้า ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธนี่เจ้าคะ ในเมื่อลูกไม่ผิดแล้วจะต้องกลัวอะไร”

ฮองเฮาใช้คนแซ่หลี่มาเป็นหินถามทาง หากนางกับบิดายังดื้อดึงแข็งขืน เกรงว่าข้อหาขัดรับสั่งคงถูกโยนใส่ศีรษะแทน

“จริงของเจ้า”

สิ่งที่บุตรสาวยังคาดเดาได้ อี้หานชิงมีหรือจะคิดไม่ออก

“คนเดินตัวตรงไม่กลัวเงาเฉียง หากเท้าตรงย่อมไม่กลัวรองเท้าเบี้ยว[rc1] [1] นับประสาอะไรกับคำกล่าวหาเลื่อนลอยที่ไร้หลักฐาน ฮองเฮาทรงหาใช่คนที่ตื้นเขินพรรค์นั้นไม่”

“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ” มุมปากอี้อินโค้งสูงเล็กน้อยยามรับคำ

แตกต่างจากสองพ่อลูกสกุลอี้คือหลี่เซวียน ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวดำคล้ำจากความไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าสองพ่อลูกจงใจกล่าวดักคอพวกเขา ทั้งยังแฝงความหมายเป็นเชิงตำหนิฮองเฮาว่าฟังความข้างเดียวอีกด้วย

“ไปได้แล้ว!”

จริงอยู่ที่คำพูดของลูกพี่ลูกน้องเขาไร้น้ำหนัก แต่แซ่อี้สองพ่อลูกคงไม่รู้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจ เหตุผลของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งไร้ค่าเช่นกัน

อาจเพราะหลี่เซวียนรู้สึกว่าตนเองใช้เวลาในการถกเถียงกับอี้หานชิงไปมาก ยามออกเดินทางจากสกุลอี้เขาจึงไม่ได้มาเกาะแกะอี้อินเหมือนทุกครั้ง เมื่อทุกอย่างเร่งรีบในเวลาไม่ช้า เขากับนางก็มาเข้าเฝ้าฮองเฮาอยู่ในตำหนักคุนหนิง

“คุณหนูอี้รู้ความผิดตัวเองหรือไม่”

หยางฮองเฮาในวัยสี่สิบกว่ายังคงมีรูปโฉมงดงามอ่อนเยาว์ นางจิบน้ำชาพลางเอ่ยถามดรุณีน้อยเบื้องหน้าน้ำเสียงอ่อนโยน ยากจะคิดได้ว่านี่คือคนคนเดียวกับที่สั่งให้หลี่เซวียนไปนำตัวอี้อินมา

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

หากเป็นคนอื่นถูกถามซึ่งหน้าเช่นนี้ คงรีบร้อนทิ้งตัวลงโขกศีรษะขอความเมตตาไปแล้ว ทว่านั่นมิใช่กับอี้อิน

นางหาใช่คุณหนูในห้องหอผู้ไม่รู้อะไรเลย หยางฮองเฮาเอ่ยคำถามคลุมเครือก็เพื่อให้นางรีบร้อนออกตัว อี้อินพนันกับตัวเองได้เลยว่าถ้านางทำเช่นนั้น อีกฝ่ายคงตามน้ำด้วยการแสดงตัวว่ามีเมตตาโดยการสั่งลงโทษนางสถานเบา แล้วหลังจากนั้นชะตาชีวิตนางก็จะตกอยู่ในพระเมตตาของอีกฝ่าย

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันอยู่ในจวนดีๆ จู่ๆ ก็ถูกใต้เท้าหลี่ลากมาเข้าเฝ้าประหนึ่งเป็นนักโทษร้ายแรง หากจะมีความผิดที่พอจะนึกออก ก็คงเป็นการที่หม่อมฉันมารบกวนความสงบของพระองค์เพคะ”

“เจ้า!”

หลี่เซวียนใบหน้าดำคล้ำเมื่อถูกลากลงบ่อโคลนอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮาผู้เป็นญาติฝั่งมารดา เขาก็ไม่กล้าโต้เถียงอี้อินด้วยถ้อยคำรุนแรง

หยางฮองเฮาโบกมือหยุดคำพูดของหลี่เซวียนด้วยใบหน้านิ่งเฉย

“เจ้าจะบอกว่าเจ้าไม่มีความผิดอะไรเลยงั้นสินะ”

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมีความผิดที่มารบกวนความสงบของพระองค์เพคะ”

หยางฮองเฮาขมวดคิ้ว บุตรสาวตระกูลอี้ไม่ธรรมดาเลย หากยอมรับความผิดอีกฝ่ายในข้อนี้ แล้วคนที่รับคำสั่งนางอย่างหลี่เซวียนจะนับเป็นตัวอะไรได้

“เรื่องนี้ไม่อาจโทษเจ้า การรบกวนครั้งนี้ล้วนเป็นความประสงค์ของเปิ่นกง[2][rc2] เอง เพียงแต่เรื่องนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ใหญ่ก็ไม่ใหญ่ เปิ่นกงจึงเรียกใช้คนใกล้ชิดมาทำหน้าที่เชิญตัวเจ้า หวังว่าคุณหนูอี้จะไม่ถือโทษ”

เพียงประโยคเดียวก็สามารถบอกเล่าขจัดข้อข้องใจทั้งหมดได้ อี้อินคลี่รอยยิ้มบนริมฝีปากอิ่ม พลางนึกกับตัวเองว่าฮองเฮาช่างเจรจาแถมยังปราดเปรื่อง ผิดกับหลานสาวจากสกุลเดิมของนางยิ่งนัก

เห็นอี้อินรับคำด้วยใบหน้านิ่งเฉย หยางฮองเฮาเกิดประกายเย็นชาในดวงตาขึ้นมาวูบหนึ่ง อายุยังน้อยทว่ามีความคิดลึกซึ้งเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น บุตรสาวสกุลอี้ผู้นี้ไม่ธรรมดาสามัญเลยสักนิด

คิดถึงความนิยมชมชอบของโอรสตน ในใจบังเกิดความประหวั่นขึ้นมาชั่วขณะ หยางฮองเฮาพลันนึกอยากลงมือสังหารสตรีตรงหน้าให้สิ้นซาก ก่อนที่อีกฝ่ายจะกลายมาเป็นอุปสรรคขวางทางสกุลหยางในวันหน้า

“เรื่องของคังหนิง เจ้าก็อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย นางยังเด็กจึงมีนิสัยตรงไปตรงมามุทะลุเช่นนี้”

ยังเด็ก?

ตรงไปตรงมา?

ถ้านับอายุเทียบตามรอบปีแล้ว หยางจื่อหรงถือเป็นพี่นางด้วยซ้ำ ฮองเฮายังกล้าใช้คำว่าอีกฝ่าย ‘ยังเด็ก’ ออกมา นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขบขันหรอกหรือ อีกทั้งคำว่า ‘ตรงไปตรงมา’ นี้ หากนำมาใช้บรรยายนิสัยคดในข้อ งอในกระดูกของสตรีคนนั้น ใต้หล้านี้ก็คงไม่มีผู้ใดชั่วร้ายมากเล่ห์แล้วเป็นแน่

คิดถึงตรงนี้แล้วอี้อินเองก็อดที่จะลอบเบ้ริมฝีปากกลอกตามองบนมิได้จริงๆ

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

นางเป็นแค่คุณหนูในห้องหอ มีหรือจะกล้าถือสาท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮองเฮา

วาจาล้วนปกปิดไม่จริงใจ ทว่าไร้ข้อผิดพลาดให้ตรวจจับ แน่นอนว่าหยางฮองเฮาเองไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมไม่คิดแตกหักด้วยเรื่องไร้มูลเหตุ อี้อินครุ่นคิดพลางถอนหายใจโล่งในอก แม้นางไม่กลัว แต่หากลดทอนความยุ่งยากลงไปได้ย่อมเป็นเรื่องดี

“เด็กดี...หงซิ่ว นำเครื่องประดับชุดปิ่นกับกำไลหยกขาวมันแพะมามอบให้คุณหนูอี้เป็นรางวัล” กล่าวจบนางกำนัลด้านหลังก็รับคำถอยหายไป อี้อินเม้มริมฝีปากแน่น ฮองเฮาพระราชทานของให้นางย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ความรู้สึกไม่สบายใจอันไร้ที่มาทำให้นึกประหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ฮองเฮาเป็นคนประเภทหว่านพืชหวังผล มีหรือที่อีกฝ่ายจะเรียกนางมาพบเพียงเพื่อมอบของรางวัลให้

ไม่ว่าในใจจะคิดอ่านอย่างไร แต่เมื่อนางกำนัลหงซิ่วประคองถาดเครื่องประดับออกมา อี้อินก็จำเป็นต้องยื่นมือออกไปรับด้วยท่าทีสุภาพ หยางฮองเฮามองภาพตรงหน้าแววตาเฉียบคม ก่อนจะกดมุมปากลึกอย่างคาดหวัง

เพล้ง!

รับของพระราชทานมายังไม่ทันถือดีๆ แขนขวาก็ถูกกระแทกอย่างแรง

“คุณหนูอี้! ทะ…ท่าน!” พร้อมเสียงร้องตื่นตระหนกที่พลันดังขึ้น

อี้อินหรี่นัยน์ตามองนางกำนัลที่แสดงสีหน้าสับสน พลางหันไปมองกำไลที่หล่นกระทบพื้นแยกออกเป็นชิ้นส่วน พลางนึกถอนหายใจ ถึงระแวดระวังตัวแค่ไหนก็ยังยากจะผ่านพ้นสินะ

“บังอาจ!”

เสียงตวาดดังก้อง เหล่าผู้คนในตำหนักต่างทรุดตัวลงคุกเข่าร้องระงม หยางฮองเฮาสลัดภาพมารดาของแผ่นดินผู้มีเมตตาทิ้งในทันที อีกฝ่ายมองมายังอี้อินด้วยท่าทางเฉียบแหลม เอ่ยถามน้ำเสียงเย็นชาเจือดุดัน

“คุณหนูอี้ เจ้ากล้าลบหลู่เปิ่นกงรึ!”

แม้ใจจะรู้เต็มอกว่านี่คือบทละครที่ถูกกำหนดเอาไว้แต่แรก ทว่าอี้อินก็ยังต้องเล่นตามน้ำไปกับอีกฝ่ายอยู่ดี

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะ” นางกล่าวลนลานพลางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่า ขอพระเมตตาด้วยท่าทีตื่นตระหนกตกใจ

ก็นะ…ใครใช้ให้นางมีอำนาจไม่สู้คนอื่นเล่า!

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เพคะ เพราะชนถูกนางกำนัลหงซิ่ว หม่อมฉันจึงทำให้สิ่งของที่พระองค์พระราชทานตกเสียหาย ขอฮองเฮาทรงพระเมตตาด้วยเพคะ”

คำพูดร่ำร้องระรัวประหนึ่งคนกำลังขวัญหนีดีฟ่อ หากทุกคนในตำหนักต่างรับรู้ได้ถึงความราบเรียบในน้ำเสียง อีกทั้งดวงตาหงส์คู่นั้นก็ดูเฉยชาราวกับปลาตาย

หยางฮองเฮามองแล้วนึกชื่นชมอย่างบอกไม่ถูก เด็กสาวตรงหน้ามีความคิดอ่านหนักแน่นรับมือกับสถานการณ์ได้ดี เหมาะสมที่จะเป็นสตรีในวังหลังยิ่งนัก แต่ช่างน่าเสียดายที่มันมาอยู่ผิดที่ผิดทางและผิดคน ถ้าหลานสาวที่สกุลเดิมคิดให้สืบทอดตำแหน่งของตนเองมีคุณสมบัติได้แบบนี้ มีหรือพระนางกับคนในตระกูลจะต้องมานั่งหวาดระแวงผู้อื่นเยี่ยงนี้

“เรื่องหยกพระราชทานของคังหนิง เปิ่นกงยังไม่ทันเอาโทษ เจ้าก็ทำลายสิ่งของที่มอบให้ต่อหน้าเปิ่นกง คุณหนูอี้ช่างเก่งกล้านัก”

หยางฮองเฮากล่าวราบเรียบ ในน้ำเสียงไม่ปรากฏร่องรอยอารมณ์ให้จับผิด ทว่ากลับโยนความผิดทั้งหมดมัดรวมใส่ศีรษะอี้อิน นางพลันยิ้มขรึมในใจ นึกสาปส่งไม่ขาดสาย

คนสกุลหยางล้วนหาดีไม่ได้สักคนโดยแท้จริง!

“เดิมเปิ่นกงคิดลงโทษเจ้า…” หยางฮองเฮาโบกมือเป็นเชิงห้าม เมื่อเห็นเด็กสาวตรงหน้าทำท่าจะอธิบายต่อ “...เพียงแต่คิดถึงว่าเจ้าเป็นคนที่องค์ชายใหญ่พึงพอใจ เปิ่งกงก็ไม่อยากให้เจ้าต้องลำบาก คุณหนูอี้ เจ้าคิดว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนเช่นไร”

ในใจอี้อินสะท้านเฮือก คำพูดทุกคำถูกขบคิดวนไปมา ฮองเฮาเอ่ยกับนางเยี่ยงนี้ย่อมมีจุดประสงค์ คิดให้ตายนางก็คาดไม่ถึงว่าที่แท้ทุกการกระทำของฮองเฮาจะเป็นการจงใจโยนหินถามทางทั้งสิ้น

“ทูลฮองเฮา องค์ชายใหญ่ย่อมดีมากเพคะ ทรงเป็นมังกรในหมู่หงส์อย่างแท้จริง”

‘มังกรในหมู่หงส์’ คำนี้ทำให้หยางฮองเฮามีรอยยิ้มบางขึ้นมา เห็นชัดว่าพอใจในคำตอบนี้มาก

อี้อินยิ้มเย็น นางไม่ได้พูดปดจริงๆ นะ มังกรเปรียบบุรุษ หงส์คือตัวแทนสตรี หากนำเอาองค์ชายใหญ่มาเปรียบเทียบกับสตรี ขอแค่เขาไม่ใช่ขันที ย่อมต้องเป็นมังกรอยู่แล้ว

“เห็นเจ้าชื่นชมองค์ชายใหญ่เช่นนี้เปิ่นกงก็เบาใจ ว่าจะไม่เชื่อมวาสนาคู่ยวนยางผิดตัว” หยางฮองเฮาคลี่รอยยิ้ม “คิดว่าคุณหนูอี้คงไม่ปฏิเสธ ถ้าเปิ่นกงจะรับเจ้ามาเป็นสตรีของเหยียนเอ๋อร์”

ฝ่ามือขาวถูกกำแน่น อาการเจ็บชาช่วยเรียกสติให้กลับมา อี้อินขบริมฝีปากรุนแรง ทำไมฮองเฮาถึงคิดว่านางจะไม่ปฏิเสธกัน ‘สตรีของโจวเหยียน’ คำนี้ราวกับฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้า เพราะมันหมายถึงการให้นางไปเป็นอนุอุ่นเตียงให้กับองค์ชายใหญ่นั่นเอง

“ทูลฮองเฮา อี้อินเป็นเพียงสตรีในห้องหอ เหนือศีรษะล้วนมีบุพการีและผู้อาวุโส เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้หม่อมฉันไม่อาจตัดสินใจเองได้เพคะ”

องค์ชายใหญ่เจ้าสำราญแค่ไหนทุกคนต่างก็รู้ดี ในวัยสิบห้าชันษาพระองค์ทรงรับชายารองพร้อมกันถึงสองนาง ยามนี้ผ่านมาห้าปีกว่า ตำหนักในพระองค์มีสตรีมากเกินนิ้วนับด้วยซ้ำ คนแบบนี้ให้เป็นชายาเอกนางยังไม่ต้องการเลย นับประสาอะไรกับการเป็นอนุให้อีกฝ่าย

หยางฮองเฮาพลันเปลี่ยนสีหน้า ดวงตาเฉี่ยวตวัดจ้องพลางถามน้ำเสียงเย็นชา

“หมายความว่าเจ้าไม่เต็มใจงั้นหรือ”

ได้ยินคำถามนี้อี้อินพลันก้มหน้าเบ้ริมฝีปาก นี่ฮองเฮาคิดว่าโอรสของตัวเองเป็นเทพจุติจากสวรรค์ชั้นฟ้าหรือไง ถึงมั่นใจว่าผู้อื่นจะยินดีเป็นอนุให้อย่างเต็มใจ

ในความคิดของหยางฮองเฮา โอรสของพระนางคือว่าที่ฮ่องเต้ ย่อมไม่ต่างจากเทพบนสวรรค์จริงๆ นางคิดว่ารับอี้อินมาในฐานะอนุคนหนึ่ง ต่อให้อนาคตอีกฝ่ายไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสนมของฮ่องเต้อยู่ดี เรื่องดีงามเช่นนี้ใครบ้างจะอยากปฏิเสธ

“หรือเจ้าไม่พอใจ ต้องการตำแหน่ง”

หยางฮองเฮาถาม ดวงตาเผยแววเหยียดหยามไม่ปิดบัง หญิงสาวตรงหน้าช่างมักใหญ่ใฝ่สูงเสียจริง

“เอาเถิด ถึงสกุลอี้ของเจ้าจะไร้อำนาจ ฐานะอาจไม่คู่ควร แต่เปิ่นกงจะยอมผ่อนผันให้เหยียนเอ๋อร์แต่งตั้งเจ้าเป็นชายารองก็แล้วกัน”

ส่วนตำแหน่งชายาเอกนั้นอย่าได้หมายไปเลย

อี้อินฟังแล้วลอบส่ายศีรษะ นางกับฮองเฮาช่างเหมือนประโยคที่บอกว่า ‘ซิ่วไฉพบทหาร[3][rc3] ’ เสียจริงๆ

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันหาได้มีความคิดเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ตามกฎของต้าโจวเรา สตรีจะออกเรือนล้วนขึ้นอยู่กับบิดามารดา เรื่องแต่งงานของหม่อมฉันคงต้องแล้วแต่ท่านพ่อจะจัดการเพคะ”

คำบอกปัดนี้หากถอดความนัยออกมา คงมีคำตอบเพียงประโยคเดียว นั่นคือให้อีกฝ่ายไปคุยกับบิดานางเอาเอง แน่นอนว่าหยางฮองเฮาเองก็รู้ดีว่าถ้าพระนางเอ่ยปากกับอี้หานชิงไป เจ้าขุนนางเถรตรงนั่นคงประกาศกร้าวเรื่องตำแหน่งชายาเอกเป็นแน่

ดูจากความชอบพอของโอรส ไม่แน่ว่าเขาอาจยอมยกตำแหน่งนี้ให้เด็กสาวสกุลอี้ก็เป็นไปได้ ทว่าตำแหน่งชายาเอกนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาจากสกุลหยางเท่านั้น นั่นเป็นสาเหตุทำให้พระนางตัดสินใจเข้าทางอี้อิน เพียงแต่หยางฮองเฮาคิดไม่ถึงว่าอี้อินคนนี้จะพูดด้วยยากเย็นไม่ต่างกับบิดานางสักนิด

“ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวสิ่งใดจริงๆ หรือเจ้าคิดว่าเปิ่นกงจะไม่กล้าทำอะไรเจ้า!”

“หม่อมฉันมิกล้า ขอฮองเฮาทรงพระเมตตา”

หากเป็นผู้อื่น พบเจอการเปลี่ยนท่าทีแบบทันควันของฮองเฮา ในใจคงไม่แคล้วเกิดอาการหวาดหวั่น แต่อี้อินนั้นกลับยิ่งเยือกเย็นมากขึ้นไปอีก

“ปากเจ้าบอกไม่กล้า แต่การกระทำกลับสวนทาง” หยางฮองเฮาตวัดสายตาเย็นชา “เอาเถิด เปิ่นกงเป็นคนรักหยกถนอมบุปผา จะโบยตีก็คงปวดใจไปด้วยเปล่าๆ...หงซิ่ว เจ้าพาคุณหนูอี้ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่นอกตำหนักก็แล้วกัน”

หันมองด้านนอกที่ขาวโพลนด้วยหิมะ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาก้ำกึ่งระหว่างยามอู่กับยามเว่ยก็ยังหนาวเย็นจนตัวสั่น อี้อินอดนึกสบถในลำคอไม่ได้ พื้นที่ลานหน้าตำหนักคุนหนิงเวลานี้ไม่ต่างกับเตียงน้ำแข็ง หยางฮองเฮายังกล้าปิดทองบนใบหน้าตัวเองว่ามีเมตตา ไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน!

แม้ในใจคิดอยากขัดขืน แต่อี้อินก็มิอาจกระทำ ร่างบอบบางได้แต่ลุกขึ้นทำความเคารพ ก่อนจะก้าวตามหลังหัวหน้านางกำนัลออกไปช้าๆ ภายใต้สายตาเคร่งขรึมเย็นชาของหยางฮองเฮา

เพราะเป็นฤดูหนาว ในตำหนักจึงจุดเตาผิงเอาไว้หลายด้าน ทว่าถึงอย่างนั้นอากาศก็ยังคงอบอวลไปด้วยไอเย็นอยู่ดี หยางฮองเฮาประทับบนตั่งกุ้ยเฟย ในมือถือเตาพกอันเล็กสลักลวดลายสวยงาม ด้านข้างรายล้อมไปด้วยนางกำนัล พอเห็นหงซิ่วเดินเข้ามาก็เอ่ยถามทันที

“นางเป็นอย่างไรบ้าง”

หงซิ่วส่ายหน้าเล็กน้อย “นางเอาแต่คุกเข่าไม่ปริปากเลยเพคะ”

ตั้งแต่ฮองเฮามีรับสั่ง สตรีนางนั้นก็คุกเข่ามาตลอดเกือบสองชั่วยามท่ามกลางสายลมที่หนาวเย็นเช่นนี้ นับว่าความอดทนไม่ธรรมดาเลย

“ถ้าพระองค์ยังให้นางคุกเข่าต่อไป เกรงว่านางอาจล้มป่วยเอาได้นะเพคะ ถึงตอนนั้นทางใต้เท้าอี้คง…” นางกำนัลคนสนิทเตือนสติ

“นางจงใจต่อต้านให้เห็นซึ่งหน้า จะให้เปิ่นกงกลืนน้ำลายตัวเองได้อย่างไร อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่การลงโทษเสียหน่อย”

นางเพียงสั่งให้คุกเข่าสำนึกผิด ไม่ได้โบยตีหรือทำอะไรรุนแรง ต่อให้เด็กสาวสกุลอี้บาดเจ็บจริงแล้วอี้หานชิงจะทำสิ่งใดนางได้

“อยากจะรู้เหมือนกันว่านางจะอวดเก่งไปได้นานแค่ไหน”

เมื่อยามเซินเริ่มมาเยือน ดวงอาทิตย์เคลื่อนลงต่ำแสงแดดตกคล้อย ยิ่งทำให้อากาศที่เย็นอยู่แล้วยิ่งยะเยือกกว่าเดิม ภายในตำหนักคุนหนิงมีสายลมพัดเคล้ากลิ่นไอเย็นของหิมะ ในขณะที่หยางฮองเฮาเอนกาย ดวงตาปรือมองปลายเล็บที่ตัดแต่งสวยงามของตน ด้านนอกนั้นอี้อินกำลังยืนหยัดกลางสายลมจนร่างกายสั่นสะท้าน

การคุกเข่ากลางสายลมหนาวบนพื้นที่เย็นจัดทำเอาดวงตาของนางพร่ามัว สองขาภายใต้กระโปรงชาจนไร้ความรู้สึก แต่ที่ทรมานที่สุดคือหัวเข่าทั้งสองข้างซึ่งยามนี้ปวดจนยากจะทานทน ไร้คำสั่งจากคนในตำหนัก อี้อินย่อมไม่อาจลุกหรือยกเลิกการคุกเข่าของตัวเองได้ หญิงสาวข่มความรู้สึก ขบริมฝีปากจนสั่นระริก หยางฮองเฮาดูท่าจะไม่ยอมรามือโดยง่าย

หรือข้าควรจะต้องยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่าย...ชั่ววูบความคิดนี้พลันผุดขึ้นมาในหัว ทว่าใจก็นึกปฏิเสธออกไปทันที

หากการต่อต้านครั้งนี้จำต้องแลกด้วยชีวิต แล้วการยอมอ่อนข้อให้กับฮองเฮาจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อทางเลือกทั้งสองนั้นต้องแลกมาด้วยชีวิตของนาง ก็ให้นางได้เป็นคนกำหนดชะตาตัวเองก็แล้วกัน

ฉับพลันนั้นดวงตาหงส์พลันหรี่แคบลง เมื่อรู้สึกได้ถึงร่มเงาสายหนึ่งเหนือศีรษะ อี้อินแหงนหน้าขึ้นมองก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

[1] คนเดินตัวตรงไม่กลัวเงาเฉียง หากเท้าตรงย่อมไม่กลัวรองเท้าเบี้ยว หมายถึง เมื่อเรากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น

[2] คำที่เชื้อพระวงศ์หญิงใช้เรียกแทนตัวเอง

[3] ซิ่วไฉพบทหาร หมายถึง ต่างคนต่างความคิด ไม่อาจสื่อสารกันได้

[rc1]เป็นสำนวนจีนหมายถึง เมื่อเรากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น

[rc2]คำที่เชื้อพระวงศ์หญิงใช้เรียกแทนตัวเอง

[rc3]ซิ่วไฉพบทหาร ต่างคนต่างความคิดไม่อาจสื่อสารกันได้

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 58

    ทว่าเจ้าโจวเหยียนนั่น ยังไม่ทันขึ้นนั่งบัลลังก์ก็ทำร้ายผู้คนไปนับไม่ถ้วน โจวหย่งขบคิดอยู่เป็นนาน ก่อนจะบอกตัวเองว่าจะปล่อยให้พี่ชายต่างมารดาผู้นั้นขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!ร่างของอี้หานชิงถูกนำลงมาเป็นคนสุดท้าย ดวงตาเรียวมองสำรวจผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตาเผยแววหนักใจออกมาวูบหนึ่ง อินเอ๋อร์ต

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 57

    “ลูกยังไม่โง่งมถึงขั้นนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ทำแบบนั้นก็สมพระทัยเสด็จพ่อน่ะสิ ที่จะให้เจ้าเก้ารับบทวีรบุรษของแคว้น” ดวงตาเรียวหยีแย้มยิ้มให้บิดาด้วยท่าทางอารมณ์ดียิ่ง“นำตัวคนเข้ามา!” สิ้นเสียงตวาด กลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็ถูกฉุดลากเข้ามา โจวฮ่องเต้เบิกพระเนตรกว้าง ภายในพระทัยเกิดความหวั่นไหวจนแสดงออกทางพระพัก

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 56

    อากาศในเดือนสิบสองหนาวเย็นสมกับเป็นฤดูเหมันต์ การฟาดฟันกันระหว่างหลี่อ๋องกับอ๋องเก้าในวันที่สิบหกของเดือนสิบสอง กองทัพอ๋องเก้าก็สามารถตีฝ่าประตูเมืองหลวงได้ภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่จาง กองกำลังทหารในเมืองหลวงล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ จวนสกุลหยางกับสกุลหลี่ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการก่อกบฏถูกทหารบุกเข้า

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 55

    “ท่านอ๋องโปรดถนอมตัวด้วย อย่าให้โทสะมาบดบังความคิดจนเสียการใหญ่เลยพ่ะย่ะค่ะ” หยางเหลียงก้าวออกมาเตือนสติ“ท่านตาไม่ต้องเป็นห่วง เปิ่นหวานยังมีสติดี” หลี่อ๋องหันมาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดาบในมือถูกโยนทิ้งก่อนจะรับผ้าจากนางกำนัลมาเช็ดทำความสะอาดหากยังมีสติอยู่ก็ไม่ควรสังหารคนจนหมดเช่นนี้ ยังค้นหาตัวอ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 54

    คล้ายว่าคำก่นด่าของพระบิดาจะทำให้โจวเหยียนยิ่งบ้าคลั่ง เขาเปล่งเสียงหัวเราะราวกับขบขันเสียเต็มประดา“เดรัจฉานอย่างนั้นหรือ! เสด็จพ่อคงไม่ทรงรู้ เดรัจฉานที่แท้จริงต้องแบบนี้ต่างหาก!”พูดจบก็กระชากเอาแม่ลูกคู่หนึ่งจากในกลุ่มนั้นลากมาหยุดยังเบื้องหน้าฮ่องเต้ เสียงกรีดร้องร่ำไห้ระงมจนฟังไม่ได้ศัพท์ดังไป

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 53

    แน่นอนคำถามนี้ไม่มีสิ่งใดไม่ถูก เสด็จพ่อไม่เคยไม่ไว้หน้าเขาในฐานะโอรสองค์โต มีเพียงเรื่องเดียวที่พระองค์ไม่ทรงตามใจเขา นั่นก็คือเรื่องของอี้อิน และนี่ก็เป็นปมในใจโจวหย่งมาตลอด“เสด็จพ่อทรงไม่ไปเป็นนักแสดงละคร เรื่องนี้นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งจริงๆ ที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดล้วนรู้ดีแก่พระทัยว่าทรงทำไปเ

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 52

    “ฮุ่ยอ๋องถูกจับขังคุก ฮ่องเต้ทรงตกพระทัยจนพระอาการประชวรทรุด เรื่องราวน้อยใหญ่ยกให้หลี่อ๋องเป็นผู้ดูแลขอรับ”ซุนเฉินหนึ่งในผู้คุ้มกันที่หลงจู๊ชวีมอบให้นาง กลับมารายงานสถานการณ์ในเมืองหลวงให้อี้อินฟังหลังกลับมาจากการลอบสืบข่าว อี้อินซักถามถึงความเป็นไปอย่างคร่าวๆ ก่อนจะเผยสีหน้าเคร่งขรึมเมื่อซุนเฉินก

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 46

    “หลี่อ๋องเป็นคนยึดติด ภายหน้าไม่แค่พระองค์ แม้แต่อินเอ๋อร์เองก็เกรงว่า...”นิสัยมีแค้นต้องชำระ ไม่ตายไม่เลิกรา ของหลี่อ๋องใครๆ ก็ต่างรู้ดี อี้อินหักหน้าไม่ยอมเป็นสตรีของเขา เขาไม่มีทางยอมปล่อยนางลอยนวลแน่สองบุรุษต่างวัยมองหน้ากันอย่างหนักใจ ก่อนที่โจวหย่งจะเป็นฝ่ายหลบสายตา“เรื่องนี้ข้าจะคิดหาหนทาง

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 3

    ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเทศกาลลอยโคมนั้นงดงามดุจภาพฝัน เบื้องล่างมีแสงจันทร์สาดส่องสว่างไสว ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจช่วยให้บรรยากาศเริงรื่นขึ้นอีกหลายเท่า“คุณหนู พวกเราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้หยวนเอ่ยชวนผู้เป็นนาย รอยยิ้มบนใบหน้าสดใสเช่นเดียวกับดวงตาที่เป็นประกายวาววับอี้อินเดินตามโดยไม่ค

  • ฮูหยินใหญ่ ภาคมารดาแผ่นดิน   บทที่ 1

    เดือนสามย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ สายลมอบอุ่นพัดผ่านประปรายด้วยกลีบเถาฮวาสีสด ต้าโจวแห่งรัชสมัยโจวหลงฮ่องเต้แม้ไม่เรียกได้ว่าเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด หากก็ยังห่างไกลคำว่าทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่มากโข“น้องรอง ว่าวของเจ้ากำลังจะตกแล้วนะ!”เสียงร้องโหวกเหวกของดรุณีน้อยดังกังวานสดใส เจ้าของนามที่ถูกเรียกแหงนใบหน้า

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status