LOGINโปรย ในยุคที่ขัดสนและวุ่นวาย จ้าวเจี่ยลี่เคยเชื่อว่าความกตัญญูและการอดทนทำงานหนักคือคุณธรรมของลูกสะใภ้ที่ดี เธอใช้เวลาห้าปีเต็มเยี่ยงวัวควาย ปรนนิบัติแม่สามีที่แสร้งป่วย และไว้อาลัยให้สามีที่เชื่อว่าตายจากไปในคืนวันแต่งงาน แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอได้รับตอบแทนกลับคือความตายที่ไม่เป็นธรรม หลังจากแม่สามีตายสามีที่แกล้งตายของจ้าวเจียลี่ก็หวนคืนมาพร้อมกับหญิงคนรักเพื่อฮุบเงินก้อนสุดท้าย วินาทีที่ร่างของเธอกระแทกพื้นจนใกล้สิ้นลมหายใจ จ้าวเจียลี่ได้แต่ตั้งคำถามกับสวรรค์ว่าเธอทำผิดอะไรงั้นหรือ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ห้องหอสีแดงและร่างของจางเว่ยถิงที่กำลังแสร้งชักกระตุกกลับย้ำเตือนว่าสวรรค์ให้โอกาสเธอได้เริ่มใหม่! "เจียลี่ เฮือก! ฉันหายใจไม่ออก ไปเร็ว! ไปตามแม่มาที" จางเว่ยถิงเค้นเสียงกระเสือกกระสนสวมบทบาทคนใกล้ตาย จ้าวเจียลี่มองดูใบหน้าเสแสร้งนั้นด้วยสายตาเย็นชา เธอไม่ได้วิ่งออกไปกรีดร้องเหมือนชาติก่อน แต่กลับหยิบถ้วยน้ำชาเย็นชืดขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น มุมปากของเธอยกยิ้มเย็นเยียบ เว่ยถิงเอ๋ยเว่ยถิง ถ้าอยากตายจริงๆ เดี๋ยวฉันจะสงเคราะห์ให้เอง...
View More1
ผู้หญิงกินผัว
ที่ลานหน้าบ้านไม้เก่าหลังเล็กๆ จ้าวเจียลี่นั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเตี้ย ดวงตาที่หมองหม่นจ้องมองไปยังความมืดมิดของทุ่งนากว้าง มือที่เคยเนียนนุ่มบัดนี้หยาบกร้านและเต็มไปด้วยร่องรอยตรากตรำทำงานหนักมาตลอดหลายปี เธอในวัยยี่สิบกว่าปีดูซูบผอมและโรยราจนน่าใจหาย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพิสูจน์ความกตัญญูและลบล้างคำครหาที่ชาวบ้านพากันตราหน้าว่าเธอเป็น…ผู้หญิงกินผัว
ห้าปีแล้ว ห้าปีที่เธอครองตัวเป็นม่ายหลังจากที่จางเว่ยถิงสามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้เพียงคืนเดียวต้องมาด่วนจากไปเพราะอาการหัวใจวายกะทันหันในคืนเข้าหอ ตั้งแต่วันนั้นจ้าวเจียลี่ก็แบกรับภาระทุกอย่างในบ้าน คอยปรนนิบัติแม่สามีที่เจ็บออดๆ แอดๆ อย่างไม่เคยปริปากบ่น เธอทำงานรับจ้างทุกอย่างเพื่อหาเงินมาซื้อยาและอาหารดีๆ ให้แม่สามี ในขณะที่ตัวเองต้องกินเพียงข้าวต้มใสๆ กับผักดอง
แต่ในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้นเพื่อเข้าไปพักผ่อน เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ก่อนที่เสียงผลักออกอย่างแรงจะดังตามมา
จ้าวเจียลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเธอเต้นระรัว เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน ใบหน้านั้น ดวงตาคู่นั้น แม้จะดูดีมีภูมิฐานขึ้นในชุดเสื้อเชิ้ตขาวและกางเกงสแล็คแบบคนในเมืองหลวง แต่เธอไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด เพราะว่าเขาคือสามีที่ขึ้นชื่อว่าตายไปแล้วของเธอนั่นเอง
"จางเว่ยถิง...ผะ...ผีหลอกอย่างนั้นเหรอ" เสียงของเธอสั่นเครือราวกับคนละเมอ
"ฉันไม่ใช่ผีหรอกเจียลี่ ฉันยังไม่ตาย"
จางเว่ยถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาไม่ได้มาเพียงลำพังข้างกายของเขามีหญิงสาวสะสวยแต่งตัวทันสมัย สวมกระโปรงบานและรองเท้าคัทชูหนังเงาวับ หล่อนควงแขนเขาไว้อย่างเปิดเผย
"คุณยังไม่ตาย! เป็นไปได้ยังไง วันนั้นฉันเห็นกับตาว่าคุณตายไปแล้ว!"
จ้าวเจียลี่ถอยหลังไปจนติดกำแพง ความสับสนและตกใจทำให้เธอแทบตั้งตัวไม่ติด
"มันก็แค่แผนการแกล้งตายง่ายๆ เท่านั้นแหละ" จางเว่ยถิงยิ้มมุมปาก พลางมองสำรวจบ้านที่ทรุดโทรมด้วยสายตาดูแคลน
“แกล้งตายงั้นเหรอ!”
"ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้น ฉันจะหนีไปอยู่เมืองหลวงกับเสี่ยวเหมยรักแรกของฉันได้ยังไง อีกอย่างแม่ของฉันเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย ท่านไม่อยากให้ฉันต้องจมปลักอยู่ที่ชนบทแห่งนี้ไปตลอดชีวิต"
คำพูดนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจของจ้าวเจียลี่ ความจริงที่ได้รับรู้มันช่างโหดร้ายและขมขื่นเกินกว่าจะรับไหว แม่สามีที่เธอคอยเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ และยอมให้ด่าทอสารพัดมาตลอดห้าปี กลับรู้เห็นเป็นใจกับลูกชายเพื่อหลอกใช้เธอเป็นทาสรับใช้
"พวกคุณมันไม่ใช่คน! ตลอดห้าปีที่ผ่านมาฉันต้องแบกรับคำนินทาว่าเป็นหญิงกินผัว ทำงานงกๆ จนร่างกายพังเพื่อเลี้ยงดูแลแม่ของคุณ แต่คุณกลับไปเสวยสุขกับผู้หญิงคนนี้งั้นเหรอ!"
"อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกหน่อยเลยเจียลี่" เสี่ยวเหมยแทรกขึ้น "เธอเองก็เลือกที่จะทำเองไม่ใช่หรือไง วันนี้พวกเรากลับมาเพราะมีเรื่องสำคัญ เว่ยถิงบอกว่าแม่เขาทิ้งเงินเก็บและทองเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ ในเมื่อแม่ตายไปแล้วมันก็ควรจะเป็นของพวกเราสิ รวมถึงค่าช่วยงานศพด้วย รีบไปเอาออกมาให้หมด พวกเราต้องใช้เงินสร้างตัวที่เมืองหลวง"
"เงินค่าทำศพงั้นเหรอ เงินพวกนั้นฉันเอาไปใช้หนี้ค่าหมอและค่าโลงศพจนหมดแล้ว! ส่วนเงินและทองที่พวกคุณว่า แม่คุณก็แอบเอาไปขายเพื่อส่งเงินไปให้คนชั่วอย่างพวกคุณใช้จ่ายที่เมืองหลวงนั่นไง!”
"โกหก! แม่ต้องเหลือเงินไว้บ้างสิ แม่บอกฉันในจดหมายฉบับสุดท้ายว่าเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ให้ฉันใต้แผ่นไม้ในห้องนอน เธอแอบขโมยมันไปแล้วใช่ไหม!"
"จดหมายงั้นเหรอ อ๋อ...ที่แท้พวกคุณก็ติดต่อกันมาตลอดห้าปี ที่นี่ไม่มีเงินหรอกเว่ยถิง ต่อให้มีฉันก็จะไม่ให้คุณแม้แต่หยวนเดียว ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!" จ้าวเจียลี่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"บ้านเธองั้นเหรอ! นี่มันบ้านตระกูลจาง ส่งเงินมาซะนังโง่ อย่าให้ต้องลงมือ!" เสี่ยวเหมยเดินเข้ามาสมทบ หล่อนใช้มือที่ประดับด้วยแหวนทองผลักไหล่จ้าวเจียลี่อย่างแรง
"ไม่ให้! ต่อให้ฉันต้องตาย ฉันก็ไม่ให้คนสารเลวอย่างพวกคุณได้อะไรไปทั้งนั้น!"
จ้าวเจียลี่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายผลักทั้งสองคนออกไป เธอพยายามจะวิ่งขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อหาทางหนี แต่จางเว่ยถิงและเสี่ยวเหมยกลับวิ่งตามขึ้นไปติดๆ
การยื้อยุดฉุดกระชากเกิดขึ้นที่บริเวณหัวบันไดชั้นสอง จ้าวเจียลี่พยายามปัดป้องและตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงของเธอกลับถูกกลบด้วยเสียงลมพายุที่เริ่มกรรโชกแรง ข้างนอกนั้นฝนกำลังตั้งเค้า อีกไม่นานพายุก้อนใหญ่คงจะมาเยือนเป็นแน่
"เอามา! บอกมาว่าแกซ่อนเงินไว้ที่ไหน!"
จางเว่ยถิงคำราม เขาคว้าข้อมือของเธอแล้วบิดอย่างแรงจนเธอร้องด้วยความเจ็บปวด
"ฉันบอกว่าไม่มีไง! ไปลงนรกทั้งคู่เลยไป!"
จ้าวเจียลี่ถ่มน้ำลายใส่หน้าเขาด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด จางเว่ยถิงที่ตกอยู่ในความโลภจนขาดสติ เขาใช้แรงผลักร่างที่ผอมบางของเธอออกไปอย่างแรง ในขณะเดียวกันเสี่ยวเหมยเองก็ช่วยผลักร่างนั้นให้พ้นทาง
กรี้ดดด
ร่างของจ้าวเจียลี่ลอยละลิ่วตกลงจากบันได ดวงตาที่เบิกกว้างเห็นเพียงใบหน้าของสามีที่เธอเคยรักและภักดี เขายืนมองเธอที่กำลังจะตายด้วยแววตาไร้ความสงสาร ร่างของเธอกระแทกเข้ากับขอบบันไดไม้แข็งๆ กระดูกหักปวดร้าวไปทั้งร่าง เธอนอนอยู่ที่พื้นชั้นล่างในสภาพที่คอพับบิดเบี้ยวผิดรูป
เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกจากศีรษะ นองเต็มพื้นไม้เก่าๆ จ้าวเจียลี่พยายามจะอ้าปากสาปแช่ง แต่มันไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา นอกจากเสียงลมหายใจสุดท้ายที่รวยริน
สวรรค์ ถ้าท่านมีตาได้โปรดให้ฉันได้กลับไปแก้แค้นพวกมันด้วยเถิด...
สติของเธอค่อยๆ ดับวูบไปท่ามกลางความมืดมิด แต่แล้ว...ความตายกลับถูกแทนที่ด้วยการตอบรับคำขอสุดท้ายของเธอ
จ้าวเจียลี่สะดุ้งสุดตัว ลมหายใจหอบถี่ เธอสัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่นุ่มนิ่มของฟูกที่นอน กลิ่นที่เตะจมูกไม่ใช่กลิ่นคาวเลือด แต่เป็นกลิ่นหอมจางๆ ของเหล้ามงคลราคาถูก
เธอรีบลุกขึ้นนั่ง หัวใจยังเต้นโครมครามจนเจ็บหน้าอก แสงจากเทียนมงคลสีแดงส่องสว่างอยู่ทั่วห้อง บนผนังมีตัวอักษรเขียนว่าความสุขแปะอยู่ นี่มันห้องหอของเธอกับจางเว่ยถิงเมื่อห้าปีที่แล้ว!
เมื่อก้มลงมองมือของตัวเอง มันยังดูมีเลือดฝาดไม่เหี่ยวแห้งหยาบกร้านเหมือนก่อนตาย ร่างกายของเธอก็ไม่ได้เจ็บปวดร้าวระบมเหมือนถูกของหนักทับ เธอยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว เสียงเตียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับเสียงร้องครางที่ฟังดูทรมาน
"เจียลี่ฉัน...ฉันเจ็บหน้าอก ช่วยด้วย!"
พอหันขวับไปมอง ร่างของจางเว่ยถิงในชุดเจ้าบ่าวสีแดงกำลังนอนดิ้นพล่าน มือของเขากุมอยู่ที่หน้าอก ใบหน้าบิดเบี้ยวแสร้งทำเป็นหายใจไม่ออก ฉากเหล่านี้ช่างคุ้นเหลือเกิน มันเหมือนฉากละครที่เคยเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้วไม่มีผิด
จางเว่ยถิงมันช่างมีความสามารถด้านการแสดงมากจริงๆ!
น้ำตาที่ไหลออกมาในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความโศกเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความเคียดแค้นที่ฝังลึกลงไปในกระดูก จ้าวเจียลี่ไม่ได้วิ่งออกไปตะโกนเรียกใครเหมือนชาติก่อน เธอเพียงแต่นั่งนิ่งๆ บนเตียง จ้องมองชายสารเลวตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเฉียบราวกับมองซากศพที่ตายไปแล้วจริงๆ
"จางเว่ยถิง..."
เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเรียบราบ จนร่างที่กำลังแสดงละครอยู่ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
"ไป! ไปตามแม่มาที ฉันจะไม่ไหวแล้ว"
เขาพยายามแสดงบทบาทคนใกล้ตายต่อไป เธอเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชามงคลที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาจิบช้าๆ รสชาติของมันเหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิด เธอมองดูสามีที่กำลังแกล้งตายด้วยความสมเพช ในเมื่อมันอยากตายนักก็ช่างหัวมารดามันสิ!
จางเว่ยถิง...ในชาตินี้ฉันจะจัดงานศพให้คุณอย่างสมเกียรติที่สุด
72ตอนพิเศษ 3วันนี้เป็นวันที่เด็กน้อยตื่นเต้นที่สุดในรอบปี เพราะเป็นวันเกิดครบรอบแปดขวบของเขา จื่อหานรีบลุกขึ้นจากเตียงจัดที่นอนให้เรียบร้อย แล้วอาบน้ำแต่งตัวอย่างว่าง่าย เขาหวังว่าเมื่อลงไปข้างล่างจะได้ยินคำอวยพรหรือเห็นของขวัญชิ้นพิเศษที่พ่อกับแม่เตรียมไว้ให้เด็กน้อยก้าวลงบันไดเสียงเบาหวิว หัวใจดวงน้อยเต้นรัวด้วยความคาดหวัง แต่เมื่อเดินมาถึงห้องอาหาร บรรยากาศกลับดูเงียบผิดปกติ ไม่มีของขวัญ ไม่มีอาหารพิเศษ บนโต๊ะมีเพียงน้ำนมถัวเหลืองกับหมั่นโถวขาวอวบสี่ห้าลูกเฉินเยว่ซวนนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ กำลังอ่านหนังสือพิมพ์ประจำวันด้วยท่าทางเคร่งขรึม ส่วนเจียลี่กำลังจัดจานอาหารเช้าเงียบๆ โดยมีป้าแม่บ้านเป็นลูกมือ และไม่หันมามองเจ้าเด็กที่กำลังเดินเข้ามาใกล้"คุณพ่อ คุณแม่ครับ" จื่อหานเอ่ยเสียงอ่อย“มาแล้วหรือจื่อหาน รีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยววันนี้พ่อต้องรีบไปประชุมที่บริษัทแต่เช้า" เฉินเยว่ซวนพูดโดยไม่ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ ส่วนเจียลี่วางจานผลไม้ลงตรงหน้าลูกชายพร้อมบอกอย่างใจดี"ใช่จ้ะ เสี่ยวหาน วันนี้แม่ก็มีงานค้างที่ต้องไปสะสางแต่เช้าเช่นกัน เสี่ยวหานรีบกินนะเดี๋ยวให้คนขับรถเอารถออกไปส่ง
71ตอนพิเศษ 2เย็นวันหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนของจื่อหาน เด็กน้อยเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนด้วยความเหนื่อยล้า เขาโยนกระเป๋านักเรียนลงบนเก้าอี้ก่อนจะเดินไปที่เตียงเพื่อที่จะทิ้งตัวพักผ่อน แต่ทว่าสายตาเหลือบก็ไปเห็นผ้าห่มผืนหนาที่คลุมอยู่บนที่นอน เด็กน้อยถึงกับชะงักเพราะผ้าห่มผืนนั้นมันกำลังขยับหยุกหยิก"เอ๊ะ!"จื่อหานขมวดคิ้วแน่นอย่างตื่นตระหนก เขาถอยหลังกรูดไปจนติดผนัง หัวใจดวงน้อยเต้นรัว จินตนาการไปไกลถึงสัตว์ประหลาดที่อาจจะแอบเข้ามาในบ้าน มือเล็กควานหาอาวุธในกระเป๋าหนังสืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบไม้บรรทัดเหล็กออกมาถือไว้แน่น ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าใกล้เตียงทีละก้าวอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยื่นไม้บรรทัดออกไปเขี่ยชายผ้าห่มให้เปิดออกพรึ่บ!ทันใดนั้นเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวกลมสีส้มขนฟูนุ่มนิ่มก็กระโจนพรวดออกมาจากใต้ผ้าห่ม มันจ้องมองจื่อหานด้วยดวงตากลมใสแป๋ว ก่อนจะร้อง...เหมียววววจื่อหานถอยกรูดอีกรอบด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นว่ามันไม่มีท่าทีดุร้ายและดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน หัวใจที่ตื่นกลัวก็เปลี่ยนเป็นเอ็นดู เขารีบทิ้งไม้บรรทัดลงพื้นแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าแมวส้มที่กำลังสะบั
70ตอนพิเศษ 1งานแต่งงานของเฉินเยว่ซวนและเจียลี่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน แขกเหรื่อที่มาร่วมงานมีเพียงคนสนิทที่ไว้ใจได้เท่านั้น บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบและเสียงหัวเราะเบาๆ ของจื่อหาน เด็กน้อยสวมชุดสูทน่ารักน่าเอ็นดู เจียลี่สวมชุดแต่งงานสีแดงปักลวดลายด้วยไหมทองดูงดงามราวกับภาพวาด เฉินเยว่ซวนที่มักจะเคร่งขรึมและเย็นชากลับดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสบตากับเจ้าสาว ทั้งสองกล่าวคำมั่นสัญญาท่ามกลางสายลมที่พัดโชยมาแผ่วเบา เป็นสัญญาที่ผูกมัดหัวใจของทั้งสองเข้าด้วยกันหลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายเมื่อค่ำคืนมาถึง ภายในห้องหอที่ถูกตกแต่งด้วยเทียนมงคล เจียลี่นั่งอยู่บนเตียงกว้าง หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองศึก แม้จะผ่านช่วงเวลาลึกซึ้งมาแล้วหลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ยังตื่นเต้นไม่หาย ประตูห้องถูกเปิดออกช้าๆ เฉินเยว่ซวนก้าวเข้ามาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ ก่อนจะเอื้อมมือไปเชยคางมนขึ้นมาสบตา"เหนื่อยไหม"เสียงของเขานุ่มทุ้มและแหบพร่าเล็กน้อย เจียลี่ยิ้มบางๆ ตอบกลับ ความกังวลก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงคว
69ผมไม่เคยเฉลียวใจเลย"ผลการสอบปากคำเป็นอย่างไรบ้างครับ" เฉินเยว่ซวนถาม"เรื่องของคุณหมิงจู คุณลู่อวี่ถงให้การรับสารภาพหมดแล้วครับ เธอสารภาพว่าใช้จังหวะที่คุณหมิงจูเผลอแอบใส่ยาในอาหาร ทำให้โรคประจำตัวของคุณหมิงจูอาการกำเริบอย่างรุนแรงจนถึงแก่ความตาย เธอไม่ได้วางยาพิษเพื่อให้ตายทันที แต่เจตนาทำให้สภาพร่างกายล้มเหลวจนเหมือนเป็นการตายธรรมชาติ"“เป็นแบบนั้นเองเหรอครับ ผมไม่เคยเฉลียวใจเลย ตอนนั้นหมิงจูก็ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่แล้วผมเลยคิดว่าเธอตายเพราะโรคประจำตัวที่เธอเป็นอยู่”"ส่วนเรื่องเสี่ยวเหมย คุณลู่อวี่ถงสารภาพว่าที่ต้องฆ่าเพราะได้ยินเสียงในหัวสั่งให้ทำครับ”“เสียงในหัวเหรอครับ”“ครับ เธอหมกมุ่นกับคุณเฉินมากจนถึงขั้นที่เรียกว่าอาการทางจิต เธอต้องการกำจัดผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้คุณไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร เธอบอกว่าเสียงนั้นสั่งให้เธอจัดการทุกคนซะ รวมไปถึงคุณเจียลี่ด้วย สำหรับคุณเจียลี่อยู่ในช่วงวางแผนว่าจะกำจัดยังไงดีแต่ยังไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ นับว่าเป็นโชคดีนะครับที่คุณเฉินรู้ว่าเธอฆ่าเสี่ยวเหมยและถูกจับตัวไปก่อน ไม่อย่างนั้นคุณเจียลี่ก็อาจจะตกอยู่ในอันตราย"เจียลี่ที่นั่งฟังอยู่





