Masukยามเชิน (ประมาณ 15.00 น.) ณ ประตูเมืองทิศเหนือ เมืองหลวงแคว้นต้าซิง
บรรยากาศบริเวณหน้าประตูเมืองหลวงตึงเครียดจนเงียบสงัด...
ขบวนรถม้าสลักลายอสูรสงครามและกองกำลังทหารม้าเกราะดำนับร้อยชีวิต เดินทางเคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองเข้ามาด้วยท่าทางจองหองและคุกคาม นำโดย ‘องค์ชายสามแห่งเป่ยเยี่ยน’ พระโอรสผู้เหี้ยมโหดของมหาอำนาจแคว้นข้างเคียง และ ‘ปรมาจารย์ค่ายกลพรรคมาร’ ในชุดคลุมดำมืดมนแผ่ไอสังหารน่าขนลุก!
เหล่าขุนนางการทูตแห่งแคว้นต้าซิงที่ออกมาต้อนรับ ต่างพากันยืนตัวเกร็ง เหงื่อซึมหลัง ด้วยความยำเกรงอิทธิพลของแคว้นข้างเคียง
องค์ชายสามแห่งเป่ยเยี่ยนประทับบนอาชาตัวใหญ่ เหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียม มองขุนนางต้าซิงด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะหัวเราะเสียงดังลั่นประตูเมือง
“ฮ่าๆๆ! ราชสำนักต้าซิงจัดคนมารับต้อนรับคณะทูตเป่ยเยี่ยนแค่นี้หรือ?” องค์ชายสามเอ่ยเสียงกังวานข่มขู่ “กลับไปบอกฮ่องเต้ของพวกเจ้าเสีย... ครานี้ข้าพายอดฝีมือและ ‘ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณ’ มาเชื่อมสัมพันธ์! หากงานเลี้ยงคืนนี้ ต้าซิงหาคนมาแก้ค่ายกลพรรคมารของข้าไม่ได้... ก็จงเตรียมเซ็นสัญญายกเมืองชายแดนห้าเมืองให้เป่ยเยี่ยนเสียเถิด!”
ปรมาจารย์ค่ายกลพรรคมารที่ยืนข้างกาย หัวเราะในลำคอเสียงแหลมสูงดุจผีพราย “ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณ... ไร้ร่องรอย ไร้สภาพ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ต้องกระอักเลือดตายภายในสามก้าว! คืนนี้ข้าจะรอชมยอดฝีมือต้าซิงมาสังเวย!”
บนหลังคาเหลาอาหารหน้าประตูเมือง...
‘ชางสิง’ องครักษ์คนสนิทของชินอ๋อง ซุ่มซ่อนกายมองบรรยากาศตึงเครียดเบื้องล่างด้วยใบหน้าซีดเผือด!
“ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณรึ?!” ชางสิงพึมพำเสียงสั่นเครือขวัญผวา “เรื่องใหญ่แล้ว! ต้องรีบกลับไปรายงานท่านอ๋องด่วน!”
ชางสิงไม่รอช้า พุ่งตัวลงจากหลังคา ควบม้าศึกทะยานฝุ่นตลบมุ่งตรงกลับวังชินอ๋องทันที!
ยามเชินแก่ๆ (ประมาณ 16.30 น.) ณ เรือนท้ายสวน วังชินอ๋อง
ตัดกลับมาที่บรรยากาศภายในเรือนพักท้ายสวนอันแสนสงบสุขร่มรื่น...
มะลินั่งเอกเขนกไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หวาย ในมือถือ ‘ป้ายทองพฤกษาเสวยฟรีตลอดชีวิต’ ที่ได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้เมื่อวานขึ้นมาส่องกับแสงแดดยามเย็นวาววับ! นางใช้มุมผ้าเช็ดหน้าเช็ดป้ายทองคำแท้อย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นแก้วมณีในมหาจักรวาล!
“ฮู้ววว... ส่องมุมไหนก็วาววับทองแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์!” มะลิพึมพำยิ้มแป้นจนแก้มแทบปริ “ป้ายทองกินฟรีตลอดชีวิต... สวัสดิการบัตร VIP ระดับมหาจักรพรรดิชัดๆ! เกิดมาสองชาติเพิ่งเคยได้สัมผัสความฟินขั้นสุดขนาดนี้ว้อย!”
มะลิหันไปส่งสัญญาณกวักมือเรียกสาวใช้คนสนิท “อาชู! มานี่เร็ว! กางผังห้องเครื่องวังหลวงกับผังเมืองหลวงออกซิ!”
อาชูรีบกุนีกุจอวิ่งเอาม้วนผังเมืองหลวงและตำแหน่งครัวเสวยมาวางกางออกเต็มโต๊ะไม้ด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนูสามเจ้าคะ!” อาชูเอ่ยถามตาเป็นประกาย “ท่านกำลังจะวางยุทธศาสตร์ใหญ่อะไรหรือเจ้าคะ?”
มะลิชี้นิ้วลงบนผังเมืองหลวง วางแผนยุทธศาสตร์จัดตารางกินฟรีรัวๆ ปานวางแผนรบ!
“ฟังนะอาชู!” มะลิเอ่ยน้ำเสียงจริงจังระดับชาติ “มีป้ายทองกินฟรีทั้งที เราจะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้! มหาประวัติศาสตร์ ‘ทัวร์กินฟรี 7 วัน 7 คืน’ ของพวกเราจะประเดิมมื้อแรกในเย็นวันนี้ที่ ‘งานเลี้ยงรับรองคณะทูต ณ โถงจัดเลี้ยงพระราชวังหลวง’!”
มะลียักคิ้วมั่นหน้าเกินร้อย “อาหารวังหลวงในงานเลี้ยงรับรองคณะทูต... ต้องเป็นระดับพรีเมียมบุฟเฟต์เจ็ดดาวที่มีเป็ดปักกิ่ง หมูหันย่างตัวโต หูฉลามน้ำแดงและกุ้งมังกรแน่นอน! เพราะฉะนั้น... เย็นนี้เราต้องล้างท้องรอตุนเสบียงให้คุ้มค่าป้ายทองคำแท้!”
“ล้างท้องรอรึเจ้าคะ?” อาชูขมวดคิ้วงงงวย
มะลิตบโต๊ะปัง ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ใช่แล้ว! ไปหยิบ ‘ชุดฮั่นฝูสีฟ้าพาสเทลทรงกว้างพิเศษ (ขยายท้อง 4 เท่า)’ ที่ให้เย็บซับในหลวมๆ เมื่อวานมาให้ฉันใส่ด่วน! เย็นนี้ฉันจะใส่ชุดนี้ไปตักบุฟเฟต์วังหลวงให้เกลี้ยงโต๊ะเลยคอยดู!”
อาชูจ้องมองคุณหนูสามด้วยสายตาตื่นตะลึงและศรัทธาสุดขีด!
‘คุณหนูสาม... ท่านกำลังเตรียม ‘ชุดยุทธภัณฑ์ทรงหลวมพิเศษ’ เพื่อเตรียมตุนเสบียงลับและรับศึกใหญ่ในวังหลวงจริงๆ ด้วย! คุณหนูคือยอดแม่ทัพสายเตรียมพร้อมที่เกรียงไกรที่สุดในมหาจักรวาล!’
ยามโหย่ว (ประมาณ 17.30 น.) ณ โถงใหญ่ วังชินอ๋อง
บรรยากาศภายในโถงใหญ่ของวังอ๋องตึงเครียดหนักดุจพายุหมุน!
‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดขุนนางเต็มยศสีดำขลิบทอง ยืนกอดอกก้าวเดินกลับไปกลับมาด้วยสีหน้าตึงเครียดระดับสูงสุด สายตาคมกริบจ้องมองรายงานข่าวลับเรื่อง ‘ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณ’ ของคณะทูตเป่ยเยี่ยนที่ชางสิงเพิ่งควบม้ากลับมารายงาน!
“ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณแห่งเป่ยเยี่ยน...” เวินเชียนฟานขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขมับเต้นตึ๊บๆ “พวกมันตั้งใจใช้ค่ายกลพรรคมารนี้ ข่มขู่ราชสำนักและยึดเมืองชายแดนห้าเมืองของเราต่อหน้าธารกำนัลในงานเลี้ยงคืนนี้!”
ชางสิงเหงื่อทะลักเปียกหลัง เอ่ยเสียงสั่น “ท่านอ๋องพะยะค่ะ... ค่ายกลพรรคมารครานี้โหดเหี้ยมและพิศดารยิ่งนัก ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะในราชสำนักของเราเกรงว่าจะไม่มีใครรับมือได้เลยพะยะค่ะ!”
ทว่า... เวินเชียนฟานฟังแล้ว กลับยันกายลุกขึ้นยืน สะบัดชายเสื้ออย่างสง่างาม สายตาฉายแววความภาคภูมิใจระดับจักรวาล!
“ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรง...” ชินอ๋องเอ่ยเสียงต่ำดุดัน “พวกมันคงยังไม่รู้... ว่ายามนี้ ราชสำนักของเรามี ‘จอมมารซูเหมย’ ผู้สยบได้ทั้งยาพิษและค่ายกลสงคราม อยู่ข้างกายข้า! คืนนี้ข้าจะใช้ซูเหมยเป็นไพ่ลับ สยบค่ายกลพรรคมารของเป่ยเยี่ยนให้พังพินาศ!”
กึก... ตึง... ตึง...
ยังไม่ทันที่ชินอ๋องจะร่ายยุทธศาสตร์จบ เสียงก้าวเท้าอันผ่อนคลายและอุ้ยอ้ายเบาๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าโถงใหญ่!
ผ้าม่านแพรถูกเปิดออก... ร่างของ ‘มะลิ’ เดินผิวปากระรื่นเข้ามาในโถงใหญ่!
ทว่า... ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเวินเชียนฟานและชางสิง ทำเอาทั้งสองถึงกับตาค้าง หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพรากเปียกชุ่มเสื้อคลุมทันที!
มะลิใส่ชุดฮั่นฝูสีฟ้าพาสเทลทรงกว้างพิเศษ... ทว่าชุดในวันนี้ไม่ได้พริ้วไหวเลยแม้แต่น้อย! เพราะกระเป๋าซ่อนขยาย 4 เท่าและซับในพองหนาที่ยัดเตรียมไว้ตักบุฟเฟต์ ส่งผลให้ร่างของมะลิพองหนาแน่นเอี๊ยดดุจกระสอบข้าวสารเดินได้! ยามที่นางเดิน จำต้องเดินอ้าขาเล็กน้อยและก้าวอุ้ยอ้ายพองโตเข้ามาดุจเพนกวินยักษ์!
ตึง... ตึง... ตึง...
เวินเชียนฟานจ้องมองร่างพองหนาไร้ทรวดทรงของมะลิด้วยดวงตาคมกริบที่สั่นระริก! สมองระดับอัจฉริยะกำลังประมวลผลยุทธศาสตร์อย่างสะพรึงกลัวปนเลื่อมใสสลับซับซ้อนถึงแปดสิบแปดชั้น!
‘สวรรค์ชั้นฟ้า...!’ เวินเชียนฟานขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง เหงื่อซึมฝ่ามือ ‘นางรู้ข่าวเรื่องค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณแห่งเป่ยเยี่ยนแล้ว!’
ชินอ๋องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ประมวลผลด้วยความยำเกรงสูงสุด ‘นางจึงใส่ ‘ชุดยุทธภัณฑ์สงครามทรงหลวมพิเศษ’ พองหนาขนาดนี้! เพื่อซ่อนทั้งค่ายกลไก ยันต์มหาอุตม์ และศัสตราวุธลับสยบพรรคมารไว้ใต้ร่มผ้าแน่นเอี๊ยดไร้ช่องโหว่! จอมมารซูเหมย... เจ้าเตรียมพร้อมลงสนามสู้ศึกครานี้แล้วสินะ!’
มะลิเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าชินอ๋อง เลิกคิ้ว ยักคิ้วให้พระเอกส่งยิ้มหวานกวนประสาท
“สวัสดีค่ะท่านอ๋อง!” มะลิเอ่ยเสียงสดใส “พร้อมลงสนามมื้อเย็นคืนนี้แล้วค่ะ!”
เวินเชียนฟานมองมะลิด้วยสายตาเลื่อมใสและซาบซึ้งใจสุดขีด! ชินอ๋องพยักหน้าตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังระดับชาติ
“ขอบใจเจ้ามาก ซูเหมย...” ชินอ๋องเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ศึกค่ายกลพรรคมารคืนนี้... ข้าฝากแผ่นดินไว้ในมือเจ้าด้วย!”
มะลิฟังแล้วเอามือทบอก ยิ้มแป้นในใจ (เออๆ เลี้ยงบุฟเฟต์วังหลวงฟรี ฝากเรื่องกินไว้กับกูได้เลยท่านอ๋อง! กูสู้ตายถล่มโต๊ะจีนให้เกลี้ยงแน่นอน!)
ยามซวี (ประมาณ 19.00 น.) ณ หน้าประตูโถงจัดเลี้ยง พระราชวังหลวง
ขบวนรถม้าหรูหราของวังชินอ๋องเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบ ณ หน้าโถงจัดเลี้ยงพระราชวังหลวง...
บรรยากาศหน้าประตูโถงจัดเลี้ยงในยามนี้ อบอวลไปด้วย ‘ไอหมอกสีดำสนิทและไอสังหาร’ อันน่าขนลุก! มันคือ ‘ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณ’ ที่ปรมาจารย์ค่ายกลพรรคมารแห่งเป่ยเยี่ยน ร่ายกลไกไอพิษดำขวางกั้นทางเดินหน้าประตูโถงไว้ เพื่อท้าทายและข่มขู่ราชสำนักต้าซิงต่อหน้าธารกำนัล!
องค์ชายสามแห่งเป่ยเยี่ยนยืนกอดอกเหยียดยิ้มจองหองอยู่ข้างค่ายกลหมื่นมาร ตะโกนหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆ! เชื้อพระวงศ์และขุนนางต้าซิง! หากไม่มีใครกล้าเดินผ่าน ‘ค่ายกลหมื่นมารสลายวิญญาณ’ นี้เข้าไปในโถงจัดเลี้ยงได้... ก็จงยอมจำนนสยบต่อเป่ยเยี่ยนเสียเถิด!”
บรรดาขุนนางและทหารองครักษ์ต้าซิงต่างพากันหน้าซีดเผือด ไม่กล้าก้าวเท้าเข้าใกล้ไอหมอกดำแม้แต่นิ้วเดียว!
ชินอ๋องเวินเชียนฟานก้าวลงจากรถม้า จ้องมองค่ายกลหมื่นมารด้วยสายตาตึงเครียด ก่อนจะหันไปสบตากับมะลิที่กำลังก้าวลงมาจากรถม้าด้วยชุดฮั่นฝูพองหนาอุ้ยอ้าย
ทว่า... ฝั่งของ ‘มะลิ’!
สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุค 2026 ก้าวลงมาจากรถม้า มองเห็นไอหมอกควันสีดำและไอความร้อนลอยฟุ้งอยู่หน้าประตูโถงจัดเลี้ยง...
แต่นางไม่ได้มองเห็นเป็นค่ายกลพรรคมาร! แต่นางดันมองเห็นไอความร้อนนั้นเป็น “ควันเตาย่างหมูหันฟุ้งกระจาย”!
และที่เด็ดไปกว่านั้น... สายลมฤดูใบไม้ร่วงดันพัดโชยเอา ‘กลิ่นหมูหันย่างหนังกรอบฉ่ำซอสหอมๆ’ จากโต๊ะเสวยอีกฝั่งของค่ายกล ลอยเคว้งข้ามไอหมอกดำมาเตะเข้าจมูกมะลิอย่างจัง!!
ฟุดฟิด... ฟุดฟิด!
มะลิสูดกลิ่นหมูหันเข้าปอดลึกๆ! พริบตานั้น...
วูบ!
ดวงตาของมะลิขยายกว้างเท่าไข่นกกระจอกเทศ! เปล่งประกายวาววับเป็นรูปสัญลักษณ์ดอลลาร์ $100$ และรูปหมูหันย่างสีทองทันที! หัวใจเต้นระทึกปานจะพุ่งทะลุอก!
มะลิตบหน้าอกตัวเองดัง ปัง! กลืนน้ำลายลงคอดัง เอื้อก!
‘เชี่ยเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!’ มะลิตะโกนกรีดร้องในใจด้วยความตะกลามระดับสิบ!
‘กลิ่นหมูหันย่างหนังกรอบหอมฉ่ำซอสเตะจมูกกูเต็มๆ ว้อยยยย! ไอ้พวกบ้านี่เอาเตาย่างหมูหันมาตั้งรมควันขวางทางเดินทำไมวะ! งานนี้กูไม่สนควันหมูหันไร้สาระอะไรทั้งนั้น! กูต้องพุ่งไปกินหมูหันจานนั้นให้ได้ว้อยยยย!’
มะลิเชิดหน้าขึ้น เช็ดน้ำลายที่มุมปาก ยักคิ้วมั่นหน้าเกินร้อย เตรียมพร้อมก้าวเท้าพุ่งพรวดลัดค่ายกลพรรคมารไปหาหมูหัน!!
ของกินในเรื่องนี้ คือของโปรดของไรท์ทั้งนั้นเลยค่ะ
ยามเว่ย (ประมาณ 14.00 น.) ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองหยกขาว มหานครเทียนหยวนครืนนนนนน... ตึง! ตึง!ล้อเหล็กของรถม้าพระราชทานเสริมเกราะทองคำแท้แห่งแคว้นต้าซิง บดขยี้ลงบนแผ่นศิลาหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เสียงฝีเท้าม้าศึกเกราะทองคำนับร้อยนายก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางสายลมหอบใหญ่ที่พัดพาเอากลิ่นอายความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของศูนย์กลางมหาทวีปมาปะทะขบวนเสด็จเบื้องหน้าของพวกเขา... คือกำแพงศิลาหยกขาวสูงตระหง่านเสียดฟ้า ปราการธรรมชาติที่ตั้งตระหง่านแบ่งแยกศูนย์กลางโลก ธงทิวหลากสีสันปักตราสัญลักษณ์แห่ง ‘ร้อยแคว้น’ โบกสะบัดต้านลมหนาวอย่างอหังการทว่า บรรยากาศ ณ ลานกว้างหน้าประตูเมืองในยามนี้ กลับมิได้มีความรื่นเริงสมกับเป็นงานเทศกาลระดับมหาทวีปแม้แต่น้อย!ลานหินอ่อนกว้างใหญ่คลาคล่ำไปด้วยขบวนราชทูต แม่ทัพใหญ่ และเชื้อพระวงศ์จากแคว้นมหาอำนาจต่างๆ ที่เดินทางมาถึงก่อนหน้า ทว่าสายตานับพันคู่กลับจับจ้องมายังขบวนรถม้าต้าซิงเป็นจุดเดียว... ด้วยแววตาคมกริบ ระแวดระวัง และเปี่ยมไปด้วยเจตนาลองดี!“นั่นหรือ... ขบวนของพญามัจจุราชแห่งต้าซิง เวินเชียนฟาน?
ยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหินใต้หน้าผา ป่าไผ่ท้ายหุบเขาเพลิงบรรลัยกัลป์อีกด้านหนึ่งหลังโขดหินใหญ่เบื้องบน!ยมทูตหมายเลข 7 ทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นดิน สองมือยกขึ้นทบอก ปาดเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มหน้าผากขาวซีดอย่างโล่งอก“เฮ้อออออออออ! รอดตายหวุดหวิดไปอีกหนึ่งวัน!” ยมทูตหอบหายใจรัวๆ รีบเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอวอย่างลนลานทว่า พริบตานั้นเอง... สัมผัสวิญญาณของยมทูตพลันสะดุ้งวาบ เมื่อคลื่นรังสีสังหารระดับเก้าชั้นฟ้าและจิตคุกคามอันบ้าคลั่งของชินอ๋องกำลังควบม้าศึกทะลวงป่าใกล้เข้ามาทุกขณะ!‘เชี่ยแล้วววววว! จิตคุกคามของพญามัจจุราชเมืองมนุษย์มาโน่นแล้ว!’ ยมทูตหมายเลข 7 ขนหัวลุกชันชี้ฟ้า หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษไหว้เจ้า ‘ขืนมัวอยู่ต่อให้ลมปราณอ๋องซัดกระเจิง หรือโดนจับได้ว่ายมทูตนรกแอบแทรกแซงชะตามนุษย์ ข้าโดนท่านพญายมถีบลงกระทะทองแดงรอบสองแน่! แม่หนูมะลิเอ๋ย... เจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าขอชิ่งกลับไปนอนตีพุงที่นรกก่อนละเว้ย!’พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดมิติหายวับกลับสู่นรกภูมิอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ! ทิ้งไว้เพียงเสียงฝ
ยามเหม่า (ประมาณ 06.00 น.) ณ ลานหน้าประตูพระราชวังหลวงต้าซิง สู่ประตูเมืองหลวงแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งประวัติศาสตร์สาดส่องลงมากระทบธงรบสีแดงชาดปักดิ้นทองคำลายพยัคฆ์เหินที่โบกสะบัดต้านลมหนาวกองทัพทหารม้าเกราะทองคำนับร้อยนายตั้งแถวหน้ากระดานตระหง่าน แผ่รังสีพลังยุทธ์เข้มข้นน่าเกรงขาม รถม้าพระราชทานเสริมแผ่นเกราะทองคำแท้ทั้งคันจอดเทียบอย่างโอ่อ่าสง่างามฮ่องเต้ต้าซิงในชุดมังกรเต็มยศเสด็จมาส่งขบวนด้วยพระพักตร์ซาบซึ้งระคนวิตกกังวลทว่า... พริบตาที่ประตูด้านข้างเปิดออก!ร่างหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวอุ้ยอ้ายออกมาสู่สายตาของธารกำนัล...กึก... ตึง... ตึง...เสียงฝีเท้าหนักแน่นแปลกประหลาด ทำเอาพื้นหินขัดเงาหน้าประตูวังแทบสะเทือน!มะลิปรากฏตัวในชุดฮั่นฝูสีชมพูกลีบบัว ‘รุ่นมหากระสอบเสบียง ขยายพอง 6 เท่า’!ชายกระโปรงและซับในถูกยัดช่องกระเป๋าสิบช่อง แขนเสื้อสี่ช่อง และรอบเอวอีกหกช่อง ส่งผลให้ร่างบางของนางพองฟูฟ่องแน่นเอี๊ยดจนดูกลมดุจซาลาเปายักษ์เดินได้! นางจำต้องเดินกางขาเตาะแตะ ส่ายไปส่ายมาดุจเพนกวินยักษ์หลงฝูง
ยามสายแก่ๆ ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมอุ่นพัดเอื่อยๆ พัดพาเอาชายเสื้อคลุมสีดำของ ‘เวินเชียนฟาน’ พลิ้วไหวเบาๆมือหนาอันอบอุ่นของชินอ๋องยังคงกุมมือเรียวของมะลิไว้แน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แววตาคมกริบเปี่ยมล้นไปด้วยความเว้าวอน จริงจัง และลึกซึ้งดุจห้วงสมุทรไร้ก้นบึ้งเขากลั้นลมหายใจ รอคอยการตอบสนองของสตรีตรงหน้า... รอคอยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัว หรือการโผเข้าซบอกกว้างของเขาเพื่อแสวงหาที่พึ่งพิงอันปลอดภัยในยามที่มรสุมสงครามระดับมหาทวีปกำลังจะพัดถล่มทว่า...ตัดภาพมาที่สัญญาณคลื่นสมองระดับ 5G ของ ‘มะลิ’ สาวคอนเทนต์ครีเอเตอร์ปี 2026!มะลิไม่ได้ฟังคำสาบานพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกของเขาเลยแม้แต่ครึ่งคำ!สายตาอันเฉียบไวของนักล่าโปรโมชัน มองทะลุตัวอักษรราชโองการสีทองและตราประทับมังกรห้าเล็บ... ดิ่งตรงลงไปสะดุดกึกเข้ากับ ‘บันทึกรายการพระกระยาหารรับรองร้อยแคว้น’ ที่สลักด้วยอักษรตัวจิ๋วไว้ท้ายเทียบเชิญทองคำอย่างพอดิบพอดี!‘หมูหันจักรพรรดิบูรพา...’&ls
ตัดกลับมาในห้องนอน...ยมทูตหมายเลข 7 เห็นเงาร่างชุดเทานอกหน้าต่างล่าถอยหนีไป ก็ถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่จนพุงยุบ ปาดเหงื่อกาฬที่ท่วมหน้าผาก“เฮ้ออออออ! รอดตายหวุดหวิด!” ยมทูตเก็บพัดเวทมนตร์เข้าเอว “นักฆ่ากระจอกแท้ พอเห็นเวทมนตร์นรกของข้าถึงกับตกใจวิ่งหนีป่าราบ! สบายใจละ ข้ากลับไปนอนตีพุงที่นรกดีกว่า!”พูดจบ ยมทูตหมายเลข 7 ก็สะบัดก้น วาร์ปมุดกลับเข้าตู้เสื้อผ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบซอสหม่าล่าบนคอมะลิที่ค่อยๆ ดับแสงลง กลับมาเป็นคราบน้ำมันพริกสีแดงธรรมดาๆ ตามเดิมยามโฉ่ว (ประมาณ 01.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องสายลมราตรีพัดกรรโชกหวีดหวิว พัดพาเอาใบไม้แห้งหมุนวนเป็นเกลียว...แม้ผืนฟ้าจะมืดมิดไร้ดวงดาว ทว่าบรรยากาศรอบเรือนท้ายสวนกลับคุกรุ่นไปด้วยรังสีอำมหิตอันเยียบเย็นดุจก้นบึ้งนรกภูมิ!กึก... กึก...ร่างสูงโปร่งสง่างามของ ‘เวินเชียนฟาน’ ในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท ก้าวเดินตรวจตรารอบแนวกำแพงเรือนท้ายสวนด้วยตนเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองขึ้นไปยังกิ่งไม้ใหญ่ข้างหน้าต่างห้อ
ยามซวี (ประมาณ 19.30 น.) ณ ลานหน้าเรือนพักท้ายสวน วังชินอ๋องกลิ่นหอมกรุ่นของควันเตาถ่าน เครื่องเทศหม่าล่า และน้ำกะทิหวานมัน ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วลานเรือนท้ายสวนจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือตำหนักอ๋องหรือถนนคนเดินเยาวราชโบราณ!ผลพวงจากการระดมพลบอดี้การ์ดสายเปย์เมื่อบ่ายแก่ๆ...บัดนี้ ขบวนทัพนักรบเกราะทองคำนับสิบนายที่เพิ่งเดินกลับมาจากตลาดเมืองหลวง ต่างพากันวาง ‘ตะกร้าสานใบยักษ์’ ลงบนลานหินดัง ตึง! ตึง! ในตะกร้าอัดแน่นไปด้วยหมูสะเต๊ะร้อนๆ น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง เกาลัดคั่วหอมฉุย และเนื้อแกะย่างเสียบไม้อีกนับร้อยๆ ไม้!“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากนะคะ!” มะลิในชุดฮั่นฝูสีชมพูทรงหลวม นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือน โบกมือทักทายเหล่าทหารอย่างร่าเริง “วางไว้ตรงนั้นแหละค่ะ! ใครหิวก็หยิบไปแทะคนละสิบไม้ยี่สิบไม้ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ!”“มิกล้าพะยะค่ะพระชายาเอก! พวกเราขอถวายการอารักขาอยู่รอบนอกพะยะค่ะ!”เหล่านักรบเกราะทองคำคุกเข่าประสานมืออย่างพร้อมเพรียง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจงรักภักดี ก่อนจะล่าถอยออกไปยืนค







