LOGINในขณะเดียวกัน...สถานการณ์ในราชสำนักได้เริ่มสั่นคลอน เพราะข่าวจากวังหลวงประกาศออกมาว่า ฮ่องเต้ทรงประชวนอย่างกะทันหัน ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินตกอยู่ในความโกลาหล
จ้าวหนิงอวิ๋นเมื่อได้ยินข่าวเรื่องพระบิดาทรงประชวน ใบหน้าของนางซีดเผือดในทันที รีบรุดเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อดูพระอาการ จนกระทั่งมาถึงตำหนักเทียนเฉิงที่มีเหล่าขันทีและนางกำนัลยืนเรียงราย บรรยากาศรอบด้านเงียบงันจนได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา เมื่อประตูห้องบรรทมเปิดออก กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นลอยอบอวล จ้าวนิงอวิ๋นก้าวเข้าไปช้าๆ เห็นพระบิดานอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดขาว ดวงพระเนตรปิดสนิท ร่างบางพลันทรุดลง “เสด็จพ่อ!” มือบางจับพระหัตถ์ที่เย็นเฉียบไว้แน่น นางพึ่งได้พบบิดามารดาที่แท้จริง เหตุเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ “ลูกมาแล้วเพคะ...ได้โปรดลืมพระเนตรขึ้นมามองลูกอีกสักครั้ง” หมอหลวงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มศีรษะลงต่ำ “เกิดอันใดขึ้นกันแน่! ไยเสด็จพ่อที่ทรงแข็งแรงจึงประชวนได้” ร่างบางหันไปยังหมอหลวงหลายคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง “คือ...ทูลองค์หญิงรัชทายาท ความจริงฝ่าบามีอาการประชวนมานานแล้ว หลังจากถวายโอสถพระอาการก็ดีขึ้น แต่แล้วก็ทรุดหนักอย่างรวดเร็ว” หมอหลวงรายงานด้วยสีหน้าหวาดหวั่น “หลังตรวจพระวรกายพบว่า ในพระโลหิตถูกพิษกัดกร่อนมาจนไม่สามารถใช้โอสถรักษาได้ หากมิใช่เพราะพระองค์ทรงฝืนเพื่อรอท่านกลับมา เกรงว่าคงไม่อาจอยู่ถึงวันนี้” คำพูดหมอหลวงทำจ้าวหนิงอวิ๋นสะอื้นหนักยิ่งกว่าเดิม หญิงสาวก้มลงแนบหน้าผากกับพระหัตถ์ของพระบิดา “ลูกไม่รู้เลยว่าเสด็จพ่อทรงลำบากเพียงใด...หากลูกกลับมาเร็วกว่านี้สักนิด...” ราวกับได้ยินเสียงของบุตรสาว ฮ่องเต้จ้าวขยับพระเนตรขึ้นเล็กน้อย พระโอษฐ์แย้มรอยยิ้มจางๆ “อวิ๋นเอ๋อ...ลูก...มาแล้วหรือ...” “เพคะ เสด็จพ่อ ลูกอยู่ตรงนี้” พระหัตถ์ที่อ่อนแรงยกขึ้นลูบเส้นผมหญิงสาวแผ่วเบา น้ำตาของจ้าวหญิงอวิ๋นตกกระทบมือของฮ่องเต้ “อย่าร้องไห้...เจ้าต้องเข้มแข็ง...เพื่อแผ่นดิน...เพื่อราษฎร” “ลูกจำไว้แล้วเพคะ จะไม่ทำให้เสด็จพ่อทรงผิดหวัง” ชายวัยกลางคนที่แก่ชราชั่วข้ามคืน มองใบหน้าบุตรสาวอีกเล็กน้อย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงช้าๆ “เสด็จพ่อโปรดพักผ่อนเถิด” ร่างบางเอ่ยพร้อมเสียงสะอื้น แสงเทียนในห้องบรรทมสั่นไหวราวกับสะท้อนความเศร้าในใจของทุกคน จ้าวหนิงอวิ๋นกุมพระหัตถ์ของพระบิดาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ขณะที่เสียงลมหายใจของฮ่องเต้จ้าวค่อยๆ แผ่วเบาลงในยามราตรีอันเงียบงัน เซี่ยชิงสือที่ยืนด้านหลังเดินเข้าไปพยุงหญิงสาวออกมาช้าๆ ร่างบางซบหน้าบนอกของชายหนุ่ม พร้อมส่งเสียงสะอื้นแผ่วเบา แท้จริงแล้ว...ฮ่องเต้จ้าวถูกวางยาพิษมานาน เพียงแต่ใช้โอสถที่หมอหลวงปรุงขึ้นเพื่อข่มพิษ เพื่อบุตรสาวเพียงคนเดียว ฮ่องเต้จ้าวจึงฝืนพระวรกายให้ผ่านพ้นพิธีแต่งตั้งรัชทายาท หลังข่าวการสวรรคตฮ่องเต้จ้าวประกาศออกไป ชินอ๋องที่รอคอยโอกาสนี้มาเนิ่นนาน ก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที ยังไม่ทันจัดพิธีไว้อาลัย กำลังทหารก็เคลื่อนพลเข้าประชิดเมืองหลวง หวังยึดอำนาจในช่วงที่ราชสำนักสับสน แต่สิ่งที่ชินอ๋องยังไม่รู้คือ มู่หรงฉางชิงได้วางแผนรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว เซี่ยชิงสือและว่านอวิ๋นเซียวต่างเสนอตัวออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารกล้าของแคว้นจ้าว ขณะเดียวกัน...กองทัพจากเป่ยหมิงก็ได้เตรียมกำลังไว้ก่อนที่ชายแดนแล้ว เพราะว่านอวิ๋นเซียวรายงานสถานการณ์ของแคว้นจ้าวไปยังบิดาของตนโดยตลอด แม่ทัพว่านเมื่อได้ข่าวว่าบุตรสาวอยู่ในอันตราย จึงขอพระราชทานอนุญาตนำทัพเข้าช่วยเหลือโดยไม่ลังเล กองทัพของชินอ๋องกำลังรุกคืบเข้าประชิดกำแพงเมืองหลวงโดยไม่รู้เลยว่า พายุลูกใหม่กำลังเคลื่อนเข้าหาพวกเขาจากด้านหลัง ท่ามกลางม่านหมอกยามรุ่งสาง เสียงกลองศึกของเป่ยหมิงพลันดังขึ้นก้องกังวาน แม่ทัพว่านในชุดเกราะดำขลับควบม้าศึกนำหน้า ดวงตาแข็งกร้าวราวดุจเหล็กกล้าจ้องมองผู้ที่คิดช่วงชิงบัลลังก์จากบุตรสาว “ทหารทั้งหลาย! เพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน! จงสังหารผู้ทรยศให้สิ้น!” “ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!” เสียงโห่ร้องของทหารนับหมื่นดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา กองทัพของแม่ทัพว่านพุ่งทะยานเข้าหาศัตรูจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว ธงรบสีทองสะบัดปลิวเหนือศีรษะ เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นดังกึกก้องราวฟ้าร้อง ทหารเป่ยหมิงและจ้าวที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ฟันฝ่าศัตรูอย่างไม่ลังเล ชินอ๋องที่อยู่ท่ามกลางสองกองทัพมีสีหน้าซีดเผือด สิบกว่าปีที่วางแผนนี้ขึ้นมา ไม่คิดว่าจักพินาศสิ้นในมือตน “เกิดอะไรขึ้น! มันเป็นไปได้อย่างไร” ชายวัยกลางคนในเกราะสีทองตะโกนลั่น ทว่า...ยังไม่ทันตั้งขบวนรับมือ เสียงโห่ของทหารฝ่ายแม่ทัพว่านก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หอกยาวพุ่งทะลวงแนวหลังของกองทัพชินอ๋องแตกกระจาย เสียงโลหะกระทบกันดังระงม เสียงม้าร้อง เสียงทหารที่ล้มตายดังประสาน แม่ทัพว่านควบม้าเข้าไปกลางวงล้อม ฟาดกระบี่ลงอย่างแรงจนศัตรูตรงหน้าขาดครึ่ง “ใครขวางหน้า...ฆ่าให้สิ้น!” ทหารของชินอ๋องต่างแตกตื่น บางส่วนพยายามหันกลับไปตั้งแนวรับ แต่กลับถูกกองทัพของมู่หรงฉางชิงที่รออยู่ด้านหน้าโถมเข้าซ้ำอีกระลอก การตีขนาบทั้งสองด้านทำให้แนวรบของชินอ๋องแตกกระจายอย่างรวดเร็ว เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วสนามรบ คมดาบสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายเป็นประกายวาววับเหนือทะเลเลือด “ถอย! ถอยเร็ว!” เสียงนายทัพฝ่ายชินอ๋องตะโกนสุดเสียง แต่ไม่มีใครฟังอีกต่อไป ความโกลาหลกลืนกินทุกสิ่ง แม่ทัพว่านชูดาบขึ้นเหนือศีรษะ เสียงตะโกนของเขาดังก้องไปทั่วสนามรบ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ เสียงโห่ร้องของทหารฝ่ายพันธมิตรดังสะท้อนกลับราวกับคำประกาศแห่งชัยชนะ กองทัพของชินอ๋องแตกพ่ายยับเยิน เหลือเพียงควันไฟและซากศพที่เกลื่อนกลาดทั่วทุ่งราบ ทางด้านทัพเว่ย หลังได้ข่าวจากสายลับว่าฮ่องเต้จ้าวสวรรคต ก็เคลื่อนทัพประชิดชายแดนทันที หวังทำตัวเป็นผู้เฒ่าหาปลา หากเกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงบัลลังก์...เพราะดูแคลนว่าองค์หญิงรัชทายาททรงพระเยาว์ แต่แล้ว...กองทัพแคว้นเจาที่มู่หรงฉางชิงวางไว้ที่ชายแดน ได้รับคำสั่งให้สกัดกั้นทันที ทัพเว่ยถูกตีจนแตกพ่าย ลามไปจนถึงสี่เมืองเมือง ยามนี้สี่เมืองใหญ่ของเว่ยจึงอยู่ใต้อานัติแคว้นเจา โดยมีสืออีเป็นผู้นำทัพ ท่ามกลางหมอกควันแห่งสงคราม แม่ทัพว่านนั่งอยู่บนหลังม้า มองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มสว่าง ศึกนี้แม้จบลงแล้ว แต่สงครามการแย่งชิงอำนาจยังไม่สิ้นสุด ชินอ๋องเดิมทีคิดว่าตนต้องรับมือเพียงกองทัพของฝ่ายรัชทายาท แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะถูกตีตลบหลังจากกองทัพเป่ยหมิง การศึกที่คิดว่าจะชนะอย่างง่ายดายกลับกลายเป็นหายนะ กองทัพของชินอ๋องแตกพ่ายยับเยิน ทหารนับหมื่นล้มตายกลางสนามรบ ส่วนตัวเขาเองแม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังสามารถหลบหนีไปได้ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จ้าวเค่อเดินวนอยู่ภายในห้องโถงอย่างกระสับกระส่าย ความคิดในหัวสับสนวุ่นวายตีกันยุ่งไปหมด “เสด็จพ่อ...ท่านคิดจะก่อการกบฏโดยไม่ปรึกษาข้าสักคำเลยหรือ...ท่านต้องการทำสิ่งใดกันแน่” ชายหนุ่มพึมพำเสียงต่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่มืดครึ้มราวกับกำลังพยากรณ์ถึงลางร้าย ความคิดหนึ่งค่อยๆ ผุดขึ้นในหัว หากบิดาของเขากลายเป็นฮ่องเต้ ตนเองก็จะกลายเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรม และเมื่อถึงวันนั้น เซี่ยหรงเหยาก็จะไม่มีวันหนีจากเขาได้อีก ริมฝีปากของชายหนุ่มค่อยๆ โค้งขึ้นช้าๆ แฝงความหลงใหลและบ้าคลั่งบางเบา “นางจะต้องอยู่กับข้า...นางจะต้องเป็นของข้า ว่าที่รัชทายาทผู้นี้” ชายหนุ่มหัวเราะบ้าคลั่ง ราวกับคนวิปลาส แต่เขาหารู้ไม่ว่า ณ เวลานั้นเอง กองทัพของชินอ๋องได้พ่ายแพ้ย่อยยับไปแล้ว เสียงกลองศึกที่เคยดังกึกก้องได้เงียบหาย เหลือเพียงควันไฟและซากศพที่เกลื่อนกลาดทั่วสนามรบ เมื่อความคิดเริ่มตกผลึก จ้าวเค่อจึงตัดสินใจออกจากจวนโดยใช้ทางลับที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ ชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง มุ่งหน้าไปยังจวนของชินอ๋องด้วยความตั้งใจจะเข้าเฝ้าเสด็จแม่ของตน แต่เมื่อไปถึงที่นั่น กลับพบว่าจวนทั้งหลังถูกล้อมไว้ด้วยองครักษ์หลวง เสียงคำสั่งและการเคลื่อนไหวของทหารดังระงมไปทั่วถนน “นี่มัน!...เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่า...เสด็จพ่อทรงพ่ายแพ้” จ้าวเค่อขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวล ชายหนุ่มแอบมองจากเงามืด เห็นเหล่าข้ารับใช้ถูกมัดเดินออกมาทีละคน“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
“เตรียมม้า! เราจะเข้าเมืองหลวงให้ทันก่อนที่จ้าวเค่อจะกลับมา!” เสียงคำสั่งของชายหนุ่มดังก้องในความมืด เหล่าองครักษ์ลับรีบเคลื่อนไหวทันที...ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเองที่อีกฟากหนึ่งของแคว้นจ้าว...จ้าวเค่อยามนี้ได้ปลอมตัวเป็นมือสังหาร ใบหน้าของชายหนุ่มถูกปิดบังด้วยผ้าคลุม ดวงตาอำมหิตดูเย็นเยียบราวกับสั
งานเลี้ยงน้ำชายังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่าย เสียงหัวเราะเบาๆ ของสตรีเหล่านั้นกลบเกลื่อนความตึงเครียดในอากาศ เหล่าข้ารับใช้ที่ถูกวางตัวให้จับตาดูเซี่ยหรงเหยา ไม่ทันสังเกตถึงสิ่งผิดปกติใดๆไม่มีใครรู้เลยว่า หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังวางแผนหลบหนีจากกรงทองที่พันธนาการชีวิตของนาง ทั้งที่กำลังจัดงานเลี้ยงน้ำช
“ต่อมาข้าได้ตั้งครรภ์ ข้าดีใจนัก คิดว่าหลังถูกทำลายความหวังไปแล้วครั้งหนึ่ง...เด็กคนนี้อาจกำลังให้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นแก่ข้า”“...แต่แล้วเขากลับสั่งให้สาวใช้ใส่ยาทำให้ข้าแท้งลูก ข้าร้องขอให้เขาไว้ชีวิตลูกของข้าจนเสียงแหบแห้ง แต่เขากลับไม่สนใจแม้เพียงนิด...” น้ำตาของหลินซินหรานหยดลงบนพื้นทีละหยด เมื่อ
ทั้งสองเดินผ่านสวนดอกไม้โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต ท่ามกลางเสียงลมพัดใบไม้ไหว เซี่ยหรงเหยายังคงยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ข้ารับใช้ โดยไม่รู้เลยว่า...มีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องมายังตนสายตาหนึ่งเต็มไปด้วยความหวงแหน อีกสายหนึ่งกลับแฝงความเจ็บปวดและอดีตที่ไม่อาจลืมเลือนยามราตรีในจวนซื่อจื่ออันเงียบสงัด แสงจันทร







