LOGIN“ต้องขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ทั้งหยกและไข่มุกล้วนมาจากดินแดนทางใต้อันไกลโพ้น มีเพียงเครื่องประดับทองคำที่ทำขึ้นในเมืองหลวง ราคาจึงถูกกว่า แต่ก็ยังสูงถึงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึง”
เซี่ยหรงเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ทำไม...ตวนอ๋องคิดว่าเครื่องประดับเหล่านี้แพงเกินไปหรือ เช่นนั้นก็ถอนตัวเถิด เครื่องประดับสามชุดนี้ข้าเอา” นิสัยอันธพาลสมัยก่อน แสดงออกต่อหน้าชายหนุ่ม
“ไม่ใช่นะ! ข้าเพียงต้องการทักท้วงราคาที่สูงเกินจริงเท่านั้น”
“อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง ข้าก็นึกว่าจวนอ๋องตวนไม่มีเงินมากพอสำหรับเครื่องประดับสามชุดนี้” คำพูดคำจาของนางช่างทิ่มแทงใจคนนัก ไม่คิดเลยว่าเซี่ยหรงเหยาจะเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
“เจ้า!” หลงจู๊รีบยกมือห้ามทัพ
“กระหม่อมว่าเราเริ่มการประมูลเลยดีหรือไม่”
ชายวัยกลางคนหันไปยังหญิงสาวร่างเล็กเป็นอันดับแรก
“ข้าให้หนึ่งล้านสี่แสน” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยขึ้นก่อน แต่มู่หรงจ้านก็กัดฟันสู้
“ข้าให้...หนึ่งล้านสี่แสนห้าหมื่น”
เมื่อชายหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงหัวเราะเบาๆ พลันดังขึ้นจากเหล่าลูกหลานขุนนางที่ยืนดูอยู่ เพราะเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มเริ่มเสียอาการ
“พูดผิด! ข้าพูดผิด! หนึ่งล้านห้าแสน!”
“หนึ่งล้านแปดแสน” เซี่ยหรงเหยาตอบกลับทันที
“เจ้า! เจ้าต้องการแย่งชิงกับข้ารึ!” ชายหนุ่มชี้หน้าหญิงสาวอย่างเดือดดาล
“ทำไม...ท่านโอ้อวดว่าตนคือเชื้อพระวงศ์ สามารถแย่งชิงของจากผู้อื่นได้ แต่ไม่ยอมให้ผู้อื่นแย่งของจากมือท่าน เช่นนี้มิเท่ากับว่า ขุนนางวางเพลิงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดตะเกียงหรือ”
คำพูดเฉียบคมของหญิงสาว ทำมู่หรงจ้านโกรธจนหน้าแดงก่ำ
“เจ้า! อย่าได้กล่าวหาคนดี!”
“ใครกล่าวหาคนดี ข้าหรือท่าน” หญิงสาวชี้มายังตนเอง พลางลอยหน้าลอยตาเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจ้า!...เซี่ยหรงเหยา” มู่หรงจ้านตวาดลั่น ก่อนจะพยายามทำใจให้เย็นลง
“พอ! พอ! เปิ่นหวางไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเจ้า ทำอย่างไรเจ้าถึงจะยอมปล่อยมือจากเครื่องประดับสามชุดนี้” ชายหนุ่มใช้สันติเข้าเจรจา
“ไม่มีทาง ข้าเองก็ชอบเครื่องประดับเหล่านี้เช่นเดียวกัน” มู่หรงจ้านขบกรามแน่น ก่อนจะใช้ข้อได้เปรียบทั้งหมดที่ตนมีมาเดิมพัน
“สองล้านห้าแสนตำลึง เปิ่นหวางยอมจ่ายสองล้านห้าแสนตำลึง สำหรับเครื่องประดับสามชุดนี้!” เสียงอุทานดังขึ้นทั่วห้อง ทุกคนต่างตกตะลึงกับจำนวนที่สูงลิ่ว เซี่ยหรงเหยาถอนหายใจเบาๆ
“เช่นนั้นเครื่องประดับเหล่านี้...คงต้องเป็นของท่านแล้ว”
คำพูดของนางเรียบง่าย แต่รอยยิ้มบางเบาที่ผุดขึ้นบนริมฝีปากกลับทำให้มู่หรงจ้านรู้สึกหนาวยะเยือกโดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่าเขาพึ่งตกหลุมพรางที่หญิงสาวขุดเอาไว้ด้วยมือของตน
การยอมแพ้อย่างง่ายดายของเซี่ยหรงเหยา ทำให้มู่หรงจ้านรู้สึกราวกับกำลังชกหมัดหนักสุดแรงใส่หมอนนุ่มๆ ทั้งหมดที่ทุ่มเทลงไป กลับไม่มีแรงสะท้อนกลับมาแม้แต่น้อย
“เจ้ายอมแพ้จริงหรือ” ชายหนุ่มถามเสียงต่ำ
“แน่นอน ในเมื่อตวนอ๋องรักพระชายาถึงเพียงนี้ ข้าที่เป็นเพียงข้าราชบริพาร ไหนเลยจะกล้าแย่งชิง” คำพูดแข็งกร้าวที่ราวกับยอมหักไม่ยอมงอก่อนหน้านี้หายไปไหน มู่หรงจ้านถึงกับนิ่งงัน ไม่รู้จะพูดสิ่งใดต่อไปอีก
“ตะ...แต่ว่าก่อนหน้านี้เจ้ามองมันอย่างหลงใหล...”
“อ๋อ ข้าแค่รู้สึกว่ามันงดงามเท่านั้น จึงได้มองนานไปสักหน่อย”
เพียงคำพูดเดียวของนาง ทำชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเลือดในกายไหลย้อนกลับ เขาพึ่งสูญเสียเงินแปดในสิบส่วนของทรัพย์สินทั้งหมดไปเพราะคำพูดเดียวของนาง
“เจ้ากำลังล้อเล่นกับเปิ่นหวาง!”
มู่หรงจ้านชี้หน้าเซี่ยหรงเหยาด้วยความโกรธ
“เจ้ากำลังชี้หน้าใครอยู่กัน” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นจากบันได ร่างสูงในชุดดำปักลายเมฆมงคลก้าวลงมาช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจ จนผู้คนรอบข้างต่างรีบหลีกทางโดยไม่รู้ตัว
มู่หรงฉางชิง องค์ชายรองแห่งแคว้นเป่ยหมิง ชายหนุ่มผู้ที่พึ่งสละตำแหน่งรัชทายาทไปไม่นาน กำลังยืนอยู่ตรงนั้น
ก่อนหน้านี่ที่เซี่ยหรงเหยาพึ่งเข้ามาในร้าน เขาได้เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดจากชั้นสอง และในใจยังนึกชื่นชมหญิงสาวที่ปั่นหัวมู่หรงจ้าน จนต้องสูญเสียงทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของตน
“มู่หรงฉางชิง!” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยชื่อชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนที่อ้ารอรับ
“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” นางถามด้วยรอยยิ้มสดใส ดวงตาเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยมีให้ใครมาก่อน
มู่หรงจ้านมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบีบรัดหัวใจ ราวกับว่า...ที่ตรงนั้นควรเป็นของตน และรอยยิ้มนั้นควรเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“พี่รอง” ชายหนุ่มเอ่ยทักเสียงขุ่น ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่สนใจ
“เป่าหนิงคนดี เจ้าต้องขอบคุณตวนอ๋องให้ดีนะ ที่เอาเงินสองล้านห้าแสนตำลึงมาให้ถึงที่” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“หมายความว่าอย่างไร” ชายหนุ่มใช้นิ้วเคาะปลายจมูกของนางเบาๆ อย่างเอ็นดู
“ก็...ร้านนี้เป็นของเป่าหนิงตั้งแต่ที่เจ้าก้าวเข้ามาแล้วอย่างไรเล่า” คำพูดนั้นทำให้ทั้งร้านเงียบกริบ ก่อนที่หลงจู๊จะรีบโค้งคำนับ
“ยินดีกับคุณหนูเซี่ยด้วยขอรับ ก่อนหน้านี้ที่ท่านเข้ามาในร้านไป๋เยว่ของเรา องค์ชายรองได้ทรงจ่ายเงินซื้อที่นี่ในนามของท่านแล้ว”
เสียงสูดหายใจดังขึ้นพร้อมกันจากเหล่าสตรีที่ยืนมุงดู ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความริษยา
ตวนอ๋องควักเงินสองล้านตำลึง ซื้อเครื่องประดับให้พระชายา....แล้วอย่างไรเล่า แต่องค์ชายผู้พึ่งสละตำแหน่งรัชทายาทกลับซื้อทั้งร้านเครื่องประดับให้สตรีอันเป็นที่รัก คนเหมือนกันช่างแตกต่างกันยิ่งนัก ทั้งสององค์ชายต่างแสดงให้เห็นชัดในวันนี้
ใครกันที่ควรร้องไห้ คงไม่พ้นมู่หรงจ้าน ผู้ที่พึ่งควักเงินสองล้านห้าแสนตำลึงให้หญิงสาวโดยไม่รู้ตัว ได้ทั้งร้าน ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งหัวใจขององค์ชายรอง ไม่มีสตรีใดในเมืองหลวงโชคดีไปกว่าเซี่ยหรงเหยาอีกแล้ว
“นี่! ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร”
“ก็หมายความทุกสิ่งที่เจ้าทำล้วนแต่ไร้ความหมาย จำไว้ อย่าได้คิดเรื่องที่ไม่ควรกับนางอีก ไม่อย่างนั้น...พี่ชายอย่างข้ายินดีจะทำให้เจ้าต้องสูญเสียเงินที่เหลืออันน้อยนิดไปให้หมด”
คำพูดเย็นชาของพี่ชายต่างมารดา ทำชายหนุ่มชาวาบไปถึงสันหลัง ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยข่มขู่ตนเองต่อหน้าธารกำนัลอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัว
ในระหว่างที่เรื่องวุ่นวายทั้งหลายจบลง องครักษ์ที่ติดตามเซี่ยชิงสือไปก่อนหน้านี้ ได้ย้อนกลับมาเพียงลำพัง ไร้เงาของผู้เป็นพี่ชาย
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้






