LOGIN“ท่านรีบไปตระกูลว่านเดี๋ยวนี้! บอกว่านหนิงอวิ๋น ห้ามออกนอกเมืองเด็ดขาด!”
“ทำไมหรือ” ท่าทีของนางที่แสดงออก มิได้เหมือนกำลังล้อเล่น
“รีบไปเถอะน่า! ท่านต้องห้ามนางเอาไว้ให้ได้!”
ร่างบางดันหลังพี่ชายให้ลงจากรถม้า หัวใจของหญิงสาวยามนี้เต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น ภาวนาในใจให้ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ขอเพียงสวรรค์เมตตา อย่าให้เหตุการณ์ซ้ำรอยดังชาติที่แล้วเลย
แต่โชคชะตามักเล่นตลก แม้เซี่ยหรงเหยาจะภาวนาเพียงใด ทุกอย่างก็ยังดำเนินไปตามเส้นทางเดิม
ทั้งที่ยังไม่ถึงวันที่สิบห้า แต่ว่านหนิงอวิ๋นกลับออกเดินทางตั้งแต่เช้า และตอนนี้ก็ล่วงเลยไปแล้วถึงสองชั่วยาม
เซี่ยชิงสือแม้ไม่เข้าใจเหตุผลที่น้องสาวต้องเร่งเร้าให้ตนมาที่ตระกูลว่านนัก แต่ในใจลึกๆ กลับรู้สึกได้โดยสัญชาติญาณว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น...คงมิใช่เรื่องดีเป็นแน่
เซี่ยหรงเหยานั่งอยู่ในรถม้าหน้าหอว่านเซี่ยงด้วยความกระวนกระวาย รอพี่ชายอยู่นานก็ไม่เห็นกลับมาเสียที จึงพาไป๋ไช่ สาวใช้คนสนิทออกไปเดินดูเครื่องประดับ เพื่อคลายความกังวลที่ก่อตัวขึ้นในใจ
แต่เมืองหลวงแห่งนี้กลับแคบกว่าที่คิด
เพราะทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอไป๋เยว่ ร้านเครื่องประดับชื่อดังที่มีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถเหยียบย่างเข้าไปได้ นางก็ได้พบกับบุคคลที่ไม่อยากพบที่สุดในชีวิต
มู่หรงจ้านและลู่หลานหลิง
“คุณหนู...” ไป๋ไช่รีบกระซิบเตือนเสียงเบา
“ข้าเห็นแล้ว” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเย็น
“ไม่จำเป็นต้องกังวล ในเมืองหลวงแห่งนี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถทำอันตรายข้าได้” ร่างบางไม่สนใจคนเหล่านั้น หันกลับไปเลือกกำไลหยกวงหนึ่งขึ้นมาดู แต่ยังไม่ทันได้พิจารณาให้ดี กำไลวงนั้นก็ถูกแย่งชิงจากมืออย่างไม่เกรงใจ
“ท่านอ๋องเพคะ หลิงเอ๋อชอบกำไลวงนี้” เสียงออดอ้อนของลู่หลานหลิงดังขึ้นท่ามกลางสายตาผู้คน มู่หรงจ้านหัวเราะเบาๆ
“ในเมื่อเจ้าชอบ เช่นนั้นก็ซื้อเถิด เปิ่นหวางมีเงินมากพอ ต่อให้ต้องซื้อเครื่องประดับทั้งหอไป๋เยว่ หากชายารักชอบ เปิ่นหวางก็ยินดี”
คำพูดนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก ทำผู้คนรอบข้างต่างมองด้วยสายตาริษยา เพราะไม่ว่าสตรีใดย่อมต้องหวั่นไหวต่อบุรุษที่ทุ่มเทเพื่อตน ทว่าสำหรับเซี่ยหรงเหยาแล้ว มันกลับเป็นเพียงเสียงรบกวนที่ไร้ความหมาย
“ไป๋ไช่ ปิ่นไข่มุกชิ้นนี้งดงามยิ่งนัก ข้า...” ยังไม่ทันพูดจบ ปิ่นไข่มุกระย้าก็ถูกชิงไปอีกครั้ง ครานี้ลู่หลานหลิงถึงกับปักมันลงบนมวยผมของตนต่อหน้าทุกคน
“ท่านอ๋องดูสิเพคะ ปักบนผมของหลิงเอ๋อแล้วงดงามหรือไม่”
มู่หรงจ้านเหลือบมองเซี่ยหรงเหยาเล็กน้อย หวังจะเห็นโทสะหรือความอับอายบนใบหน้าของนาง ทว่า...สีหน้าของหญิงสาวกลับยังคงเรียบเฉย ราวกับทุกสิ่งที่พวกเขาทำ เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าไม่น่าให้ใส่ใจ
หญิงสาวยังคงเลือกเครื่องประดับต่อไปอย่างใจเย็น แม้จะถูกแย่งชิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้คนที่มองอยู่ต่างพากันซุบซิบเสียงเบา หากเป็นพวกเขา คงไม่อาจทนต่อการกลั่นแกล้งเช่นนี้ได้
“หลงจู๊” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าไม่ชอบเครื่องประดับดาษดื่นเหล่านี้ ท่านมีของที่ดีกว่านี้หรือไม่” เจ้าของร้านซึ่งเป็นชายวัยกลางคนรีบโค้งคำนับให้หญิงสาว
“แน่นอนว่ามีขอรับ คุณหนูเซี่ยโปรดรอสักครู่” เขาพยักหน้าให้พนักงานหญิงไปนำของล้ำค่าที่สุดออกมา
เครื่องประดับหยกหนึ่งชุด เครื่องประดับทองหนึ่งชุด และเครื่องประดับไข่มุกหนึ่งชุด ถูกเปิดออกจากกล่องไม้จันทน์หอมทีละชิ้น
กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง เซี่ยหรงเหยามองอย่างพินิจ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“งดงามและประณีต เครื่องประดับเหล่านี้ส่งไปที่ตระกูลเซี่ย ข้าซื้อทั้งหมด” น้ำเสียงของเซี่ยหรงเหยาดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหอไป๋เยว่ ผู้คนที่อยู่ในร้านต่างหันมามองด้วยความตกตะลึง
เพราะเครื่องประดับแต่ละชุดมิใช่ราคาถูก หนึ่งชุดอาจมีมูลค่าหลายหมื่น หรืออาจถึงหลักแสนตำลึง และสิ่งที่วางอยู่เบื้องหน้านั้น ล้วนเป็นผลงานที่ใช้ช่างฝีมือหลายสิบคนร่วมกันสร้างขึ้นมา
ลู่หลานหลิงที่พยายามก่อกวนหญิงสาวมาตลอด เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านกลับยิ่งรู้สึกขัดใจ นางหันไปเกาะแขนมู่หรงจ้าน สีหน้าน้อยใจราวกับเด็กที่ถูกแย่งของเล่น
“ท่านอ๋อง หลิงเอ๋อเองก็ชอบเครื่องประดับทั้งสามชุดนั้นเหมือนกันเพคะ” มู่หรงจ้านเหลือบมองเซี่ยหรงเหยา สายตาของนางยามนี้สงบนิ่ง มีเพียงความสนใจในเครื่องประดับตรงหน้า
ราวกับว่าโลกทั้งใบเหลือเพียงสิ่งเหล่านั้น หากเขาสามารถแย่งชิงมันมาได้ บางที...นางอาจต้องมาคุกเข่าขอร้องเขาให้คืนมันกลับไป ชายหนุ่มแอบยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“เครื่องประดับสามชุดนี้ เปิ่นหวางเองก็ต้องการ”
เป็นครั้งแรกที่มู่หรงจ้านแสดงเจตจำนงด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมา เขาเพียงทำตามใจลู่หลานหลิงเท่านั้น เซี่ยหรงเหยาหันมองชายหนุ่มเล็กน้อย ในแววตามิได้แสดงความรู้สึกใดใด
“ท่านอ๋อง นี่คงมิใช่ต้องการเป็นศัตรูกับตระกูลเซี่ยใช่หรือไม่”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในร้านเงียบงัน มู่หรงจ้านชะงักเล็กน้อย แต่เพราะความอยากเอาชนะมีมากกว่า เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“เจ้าเอ่ยเช่นนั้นหมายความอย่างไร เปิ่นหวางเพียงต้องการซื้อเครื่องประดับให้พระชายา เกี่ยวอันใดกับการเป็นศัตรูกับตระกูลเซี่ย”
เซี่ยหรงเหยาถอนหายใจเบาๆ อย่างรำคาญ
“ในเมื่อท่านอ๋องเองก็ต้องการ ข้าเองก็ต้องการ เช่นนั้นเราก็ประมูลกันเถอะ” นางหันไปทางหลงจู๊
“ราคาต่อเครื่องประดับหนึ่งชุดอยู่ที่เท่าไหร่...ไม่สิ บอกราคารวมเลยเถอะ อย่างไรเราสองคนก็ต้องการซื้อทั้งสามชุดอยู่แล้ว” คำพูดของนางแม้ฟังดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้มู่หรงจ้านต้องปาดเหงื่อ
วันนี้ตนเองพึ่งใช้เงินไปถึงห้าหมื่นตำลึงเพื่อซื้อเครื่องประดับให้ลู่หลานหลิง เมื่อเห็นสีหน้าที่เริ่มลังเลของอีกฝ่าย เซี่ยหรงเหยาก็พลันยกยิ้มมุมปาก
ในใจคิดอยากยั่วโทสะคนผู้นี้ ได้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของเขา คงรู้สึกสะใจพิลึก
“หรือถ้าหากท่านอ๋องไม่ต้องการ...”
“เปิ่นหวางต้องการ! หลงจู๊ บอกราคามา”
ชายหนุ่มตวาดเสียงดัง
หลงจู๊ร้านไป๋เยว่มองผู้สูงศักดิ์ทั้งสองไปมา หนึ่งคือองค์ชาย อีกหนึ่งคือท่านหญิงผู้ได้รับพระราชบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ ไม่ว่าฝ่ายใดตนก็มิอาจล่วงเกินได้
“เครื่องประดับสามชุดนี้ ทำจากหยก ไข่มุก และทองคำ เป็นสินค้าล้ำค่าที่สุดของร้านไป๋เยว่ จึงมีราคาสูงมาก พวกท่านทั้งสองมั่นใจหรือไม่ว่าต้องการประมูล” ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกัน
“เช่นนั้น...ราคารวมคือ หนึ่งล้านสองแสนตำลึงขอรับ” เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วร้าน มู่หรงจ้านแทบเข่าทรุด
“เป็นไปได้อย่างไร! เครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้น ราคาตั้งเป็นล้านตำลึง เจ้ากำลังโกงใช่หรือไม่!” หลงจู๊ยังคงเอ่ยอย่างสุภาพ
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้