LOGIN
เสียงเฮฮาดังแว่วออกมาจากร้านหม้อไฟแถวใจกลางย่านเจียฟางเป่ย ร้านหม้อไฟร้านนี้ถือเป็นร้านดัง ที่ได้รับความนิยมมากร้านหนึ่งในเมืองฉงชิ่งเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นเอง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว ต่างก็แวะเวียนมากินหม้อไฟที่ร้านนี้อย่างไม่ขาดสาย
ซึ่งเจียงเถาเฟยเองก็เช่นกัน วันนี้เขาเลือกร้านหม้อไฟแห่งนี้เป็นที่เฉลิมฉลองกับเพื่อน ๆ เพราะเขาได้รับคัดเลือกให้เข้าไปเป็นพนักงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เขาอยากได้งานที่บริษัทนี้มาก จึงได้ทุ่มเทตั้งใจเรียนจนมีผลการเรียนที่ดี และได้ทุนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
เมื่อเรียนจบกลับมาเขาก็ยื่นประวัติเข้ามาสมัครงานที่นี่ และในที่สุดด้วยความสามารถของเขาก็เข้าตาฝ่ายบุคคลจนได้ ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ดังนั้นการเลี้ยงฉลองจึงเต็มไปด้วยความสุข
“อาเฟย นายนี่เก่งจริง ๆ นะ ในที่สุดก็สามารถเข้าทำงานในบริษัทที่ตัวเองใฝ่ฝันได้” หลิวกัง เพื่อนหนุ่มคนหนึ่งของเจียงเถาเฟยกล่าวชื่นชมเจ้าภาพของงาน เขายังยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะชวนทุกคนดื่มให้กับเจียงเถาเฟยด้วย “เอ้า พวกเรา ดื่มให้อาเฟยหน่อย”
เพื่อน ๆ ทุกคนในโต๊ะต่างยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นมาแล้วดื่มให้กับเจียงเถาเฟย
“ต้องขอบคุณพวกนายนะ ที่มาร่วมแสดงความยินดีกับฉันในวันนี้ พวกนายเป็นเพื่อนแท้ของฉัน ดังนั้นวันนี้เราจะฉลองกันให้เต็มที่เถอะ” เจียงเถาเฟยพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว
“ว่าแต่ ทำไมวันนี้นายไม่ชวนแฟนของนายมาฉลองด้วยกันเล่า ได้ยินว่าเธอเป็นแรงสำคัญที่ทำให้นายสอบชิงทุนไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไม่ใช่เหรอ” หลิวกังถามออกไปอย่างสงสัย เขารู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เมื่อพักหลัง ๆ มานี้เพื่อนของเขามักจะทำตัวห่างเหินกับสาวคนรักเหมือนกับว่าจะไม่ได้คบกันแล้ว
“ฉันกับอาชิงน่ะเหรอ พวกเราห่างกันมาพักหนึ่งแล้วล่ะ ตั้งแต่ที่ฉันไปเรียนต่อที่เมืองนอก พวกเราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันน่ะ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว” เจียงเถาเฟยตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย
“ไม่เหมือนเดิมได้ยังไงกัน ที่ผ่านมาฉันเห็นว่าเธอทุ่มเทเพื่อนายมากเลยนะ ผู้หญิงที่ดีขนาดนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ นะเพื่อน ฉันว่านายควรพยายามรักษาเธอเอาไว้ให้ดี” หลิวกังยังคงพูดต่ออย่างหวังดี
“นายไม่เข้าใจ บางทีน่ะ ฉันเองก็รู้สึกว่าฉันไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นกับอาชิงจริง ๆ ที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นเพียงแค่ความผูกพันใกล้ชิดกันเฉย ๆ ก็ได้ นายก็รู้นี่ว่าพวกเราเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ก็เลยผูกพันกันมากเป็นธรรมดา” เจียงเถาเฟยพูดขึ้นมา เขามองที่แก้วเบียร์ของตัวเองก่อนที่จะหยิบขวดมารินอีก
“บางทีนี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่ฉันจะพูดความจริงกับอาชิง” เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
หลิวกังได้ยินอย่างนั้นก็เลิกคิ้วอย่างงุนงงก่อนถามกลับไปว่า “อย่าบอกนะว่าตอนนี้นายมีคนอื่นแล้ว”
“ก็อาจจะทำนองนั้น” เจียงเถาเฟยตอบกลับนิ่ง ๆ
“ได้ยังไงกัน นายคิดดีแล้วเหรอที่ทำแบบนี้” หลิวกังถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาเป็นว่าปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้ดีกว่า วันนี้เรามาฉลองกันนะ อย่าพูดเรื่องเครียด ๆ เลย มาดื่มด้วยกัน” เจียงเถาเฟยพูดอย่างเคร่งขรึม จากนั้นก็ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มต่อ
เวลาผ่านไปอีกสิบห้าปี ตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนกับเฟยฟางอี้โตเป็นหนุ่มแล้ว เฟยเจ๋อหยวนรับช่วงต่อกิจการของตระกูลเฟยอย่างที่เฟยเจียงเหลียงวางแผนเอาไว้ ส่วนเฟยฟางอี้ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย ปีหน้าเขาก็จะออกมาเรียนรู้งานและรับช่วงต่อกิจการของเหอซินหยวนและเฟยหลานเยว่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวยจนทุกคนที่ได้เห็นต้องตะลึง เด็กสาวมีความฝันว่าอยากเป็นดารานักแสดง ซึ่งเฟยเจียงเหลียงกับเหอซินหยวนต่างก็สนับสนุนลูกสาวอย่างเต็มที่ เวลาที่มีการรับสมัครนักแสดงทั้งหลาย พวกเขาก็มักจะพาเฟยหลานเยว่ไปสมัครอยู่เสมอค่ำคืนหนึ่ง สมาชิกครอบครัวตระกูลเฟยมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องรับประทานอาหาร วันนี้เป็นวันที่เฟยฟางอี้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยพอดี ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้จึงเหมือนการเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ให้กับเขา เมื่อจบอาหารมื้อเย็น ทุกคนก็ออกมานั่งเล่นและจิบชาด้วยกันที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศมีความอบอุ่นมาก“ฟางอี้ นับจากวันนี้ไปก็ถือว่าหลานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ” เฟยตงที่อยู่ในวัยชราหันไปพูดกับหลานชาย “จะเที่ยวเล่นสนุกสนา
ตอนพิเศษ 2ในที่สุดเหอซินหยวนก็คลอดลูกสาวให้สามีสมใจ เฟยเจียงเหลียงถึงกับกระโดดโลดเต้นอยู่หน้าห้องคลอด เมื่อพยาบาลออกมาบอกว่าครั้งนี้เขาได้ลูกสาว เขาแทบจะวิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด เพื่อกอดลูกกับภรรยา แต่ยังดีที่พยาบาลห้ามเอาไว้ก่อนนับตั้งแต่ได้ลูกสาว เฟยเจียงเหลียงเองก็เริ่มทำงานน้อยลงเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ดูแลภรรยากับลูก ๆ ให้มากขึ้น กิจการของตระกูลเฟยไม่มีอะไรให้เป็นห่วงมากนัก เพราะตอนนี้งานทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้วและคนของเขาแข็งแกร่งพอที่จะสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ หากว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง ๆ ก็ไม่ต้องถึงมือของเฟยเจียงเหลียง เหอซินหยวนเองช่วงนี้ก็วุ่นอยู่กับการเลี้ยงลูกเล็ก งานทุกอย่างของเธอจึงตกไปเป็นของเสี่ยวฮวา ตอนนี้เสี่ยวฮวาพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นมาก สามารถดูแลเรื่องต่าง ๆ แทนเจ้านายได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องเวลาผ่านไปห้าปีตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนพี่ชายคนโตอายุได้สิบสองปีแล้ว ส่วนเฟยฟางอี้ก็อายุได้เจ็ดปี และลูกสาวคนสุดท้ายอย่างเฟยหลานเยว่ก็อายุได้ห้าปีเฟยเจ๋อหยวนเป็นพี่ชายที่มีความคิดความอ่านโตกว่าอายุมาก เขาถูกปลูกฝังมาตลอดว่าเขาคือทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลเฟย และมีหน้า
กลับมาถึงบ้านแล้วบทสนทนาก็ยังไม่จบ สองสามีภรรยายังคงพูดคุยกันถึงเรื่องความหลังเมื่อครั้งวันวานกันอยู่ เหอซินหยวนพูดถึงตอนที่เฟยตงไปรับตัวเธอให้มาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเฟยแห่งนี้ให้เฟยเจียงเหลียงฟัง ส่วนเฟยเจียงเหลียงเองก็เล่าเรื่องตอนที่เขาพบเธอครั้งแรกให้เธอฟังเช่นกันทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง และทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างผ่อนคลาย“พี่รู้ไหมว่าตอนที่ฉันรู้ข่าวว่าพ่อของฉันขายฉันให้แต่งงานกับพี่น่ะฉันโมโหขนาดไหน” เหอซินหยวนพูดยิ้ม ๆ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็อดที่จะหัวเราะให้กับการกระทำของตัวเองในวันนั้นไม่ได้“ยังไงเหรอ เล่าต่อสิ” เฟยเจียงเหลียงเบิกตาโต แล้วหันหน้ามาตั้งใจฟัง“ตอนนั้นฉันโกรธพ่อของฉันมาก และฉันยื่นคำขาดว่ายังไงก็ไม่มีทางแต่งกับคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด แล้วก็ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ให้เอง” เหอซินหยวนพูดถึงความหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม“ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่ก็คงไม่ได้พบกับภรรยาคนสวยของพี่แล้วล่ะสิ” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างหยอกล้อ “แล้วยังไงต่อล่ะ”“ฉันน่ะถึงขั้นหนีออกจากบ้านเลยนะ” เหอซินหยวนเล่าต่อ “ฉันหนีขึ้นไปบนเขา ไปอยู่ตรงที่ดินของปู่กับย่า ที่นั่นมีกระท่อมร้างอยู่ ฉ
ตอนพิเศษ 1เย็นวันหนึ่งของฤดูหนาว หิมะที่ด้านนอกตกหนัก ทำเอาคนที่ด้านในหนาวจนร่างกายสั่นสะท้าน เหอซินหยวนนั่งอยู่ในห้องทำงานที่โรงงานใหญ่ของบริษัทซินเฟยกรุ๊ปในกรุงปักกิ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารและอาหารตัวอย่าง ที่วางเรียงรายเต็มไปหมด แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้แตะต้องอาหารเหล่านั้นเลยสักนิดเฟยเจียงเหลียงที่เพิ่งเลิกการประชุมที่ตึกกิจการตระกูลเฟย ก็รีบมาหาภรรยาที่โรงงานทันที ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าภรรยาจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนลืมกินอาหารเย็น เขามาพร้อมกับน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ของโปรดของภรรยา เมื่อมาถึงก็งุนงงเล็กน้อยที่เห็นอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ“นี่อะไรกัน อาหารมากมายเต็มไปหมด ยังไม่เห็นแตะสักคำเลยนี่ พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าทำงานหนักได้ แต่ว่าก็ต้องกินข้าวด้วย” เฟยเจียงเหลียงมาถึงก็บ่นภรรยายกใหญ่ที่ไม่ดูแลตัวเอง“ของพวกนี้เป็นอาหารตัวอย่างค่ะ พ่อครัวใหญ่เอามาให้พวกเราชิมน่ะค่ะ พี่มาพอดีเลย จะได้ชิมด้วยกัน” เหอซินหยวนพูดขึ้นมายิ้ม ๆ เธอยื่นตะเกียบคู่หนึ่งให้สามี“มีอะไรบ้างเนี่ย” เขารับตะเกียบมาแล้วถามขึ้น“จานนี้เป็นข้าวผัดธัญพืช เป็นอาหารอิงหลักโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ว่าคนทั่วไปที่ร
“ไม่เป็นไรหรอก” เหอฟงตอบกลับมา “ที่ร้านยาน่ะมีอาเจียงกับอาหว่านดูแลอยู่แล้ว เพียงแค่เขาเขียนจดหมายมารายงานพ่อทุกสัปดาห์ก็ไม่เป็นไรแล้ว อาเจียงกับอาหว่านไว้ใจได้” เขาพูดอย่างสบายใจ“งั้นถ้าพ่อสบายใจ และทางนั้นไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไรค่ะ” เหอซินหยวนบอกยิ้ม ๆเหอฟงอุ้มหลานชายเดินไปเดินมาในห้อง จู่ ๆ ฟางอี้น้อยก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา เหอฟงทำตัวไม่ถูกเขารีบเขย่าหลานชายยกใหญ่ แล้วพูดปลอบให้หลานชายหยุดร้อง“พ่อส่งลูกมาให้ฉันเถอะค่ะ ได้เวลากินนมแล้ว” เหอซินหยวนบอกกับพ่อของตัวเอง และเอื้อมมือออกไป“อ้อ...จริงสิ พ่อไม่ได้เลี้ยงเด็กมานาน ลืมไปเลยว่าเขาต้องกินนมเป็นเวลา” เหอฟงพูดพลางยื่นหลานชายในมือให้เหอซินหยวนเพียงไม่กี่วัน เหอซินหยวนก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน เฟยเจียงเหลียงยังทำหน้าที่ดูแลภรรยาเช่นเคย เขาถึงขั้นไล่คนขับรถลงแล้วตัวเองขึ้นไปขับแทน เพราะกลัวว่าคนขับรถจะขับไม่ระวัง แล้วเหอวินหยวนกับเฟยฟางอี้จะได้รับการกระทบกระเทือน คนทั้งบ้านต่างก็หัวเราะเขาและบอกว่าเขาดูจะเป็นกังวลมากเกินไปกลับมาที่บ้านตระกูลเฟยแล้ว เฟยตงก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานชายตัวน้อยกันภายในครอบครัว งานนี้เป็นงานเลี้ยงท
ทายาทคนที่สองกลับมาถึงบ้าน คนทั้งคฤหาสน์ก็ร้องเฮกันยกใหญ่“ตระกูลเฟยมีข่าวดีอีกแล้ว นายหญิงน้อยกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง” อาตวนประกาศเสียงดัง“จริงเหรอ ดีจังเลย” ทุกคนพูดอย่างยินดี ไม่ว่าใครก็ดีใจทั้งนั้น และคนที่ดีใจที่สุดก็ไม่พ้นเฟยเจียงเหลียง“คราวนี้ฉันอยากได้ลูกสาวบ้าง ฉันอยากอุ้มลูกสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ๆ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วคฤหาสน์” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างดีใจเฟยตงเองก็ดีใจไม่แพ้กัน เขาให้คนจัดหาของขวัญชิ้นใหญ่ให้เหอซินหยวน ในฐานะที่มีทายาทให้แก่ตระกูลเฟยอีกคนเฟยเจ๋อหยวนเองก็ดีใจมากที่จะมีน้อง เขาอยากมีน้องสักคนมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งนานแล้ว เพราะนอกจากลูกชายของเฟยเจียงซูที่นาน ๆ มาครั้ง ที่บ้านก็ไม่มีใครวิ่งเล่นด้วยอีก คุณปู่เองก็วิ่งตามเขาไม่ทัน“แม่ครับ แล้วน้องจะออกมาเมื่อไร” เฟยเจ๋อหยวนถามขึ้น ดวงตากลมแป๋วจ้องมองท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของแม่อย่างสงสัย“ต้องรออีกเจ็ดเดือน เดี๋ยวน้องก็ออกมา” เหอซินหยวนตอบอย่างอ่อนโยน“เจ็ดเดือน” เด็กชายยกมือขึ้นมานับนิ้ว แล้วพูดขึ้น “โห...นานเหมือนกันนะครับ”“ไม่นานหรอก เจ็ดเดือนสำหรับแม่ก็แค่แป๊บเดียว สำหรับลูกก็แค่ปิดเทอมหน้า” เ







