เข้าสู่ระบบสามีสวะของจ้าวหว่านชิง [1/2]
ภายในเขตค่ายองครักษ์เกราะทอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและระเบียบวินัย เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารผู้สวมเกราะทองสะท้อนก้องไปทั่วลานฝึก ทุกการเคลื่อนไหวเปี่ยมด้วยพลังและความแข็งแกร่ง แววตาของเหล่าองครักษ์เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นดั่งเปลวไฟไร้วันดับ เมื่อยามที่พวกเขายืนเรียงแถวสลับประกายเกราะสีทองอร่ามราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่อาจฝ่าทลายได้
ท่ามกลางหมู่ทหารนับร้อยผู้บัญชาการกู้ฮ่าวเทียนปรากฏกายขึ้นบนแท่นสูง ร่างสูงสง่าในชุดเกราะดำปักดิ้นสีทอง สายตาคมดุเย็นเยียบดั่งคมดาบที่กวาดไปเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ทหารทั้งแถวตั้งตัวตรงโดยไม่ต้องเอ่ยคำสั่ง
“วันนี้ฝึกดาบพันครั้ง ใครหยุดก่อน ข้าไม่ต้องการเห็นหน้าในหน่วยนี้อีก!” เสียงของกู้ฮ่าวเทียนที่เอ่ยออกมา ดุดัน หนักแน่น และแฝงด้วยพลังอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังไม่กล้าต่อต้านแม้แต่น้อย
“รับคำสั่ง!!” เสียงตอบรับหนักแน่นดังขึ้นพร้อมกันดุจฟ้าร้อง
เสียงดาบกระทบกันดังระงมไปทั่วลานฝึก เหล่าองครักษ์เหงื่อไหลท่วมร่างแต่กลับไม่มีใครหยุดแม้เพียงชั่วขณะเพราะคำสั่งหนักแน่นของผู้บัญชาการยังดังก้องอยู่ในหู องครักษ์หนุ่มคนหนึ่งเอ่ยเสียงต่ำกับสหายที่อยู่ข้างกายขณะฟันดาบไปไม่หยุด
“ท่านผู้บัญชาการกู้…พอกลับมากลับโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิมเสียอีก หากพลาดเพียงเล็กน้อยคงถูกขับออกจากหน่วยเป็นแน่”
สหายอีกคนสบตาแล้วหัวเราะหอบเบา ๆ
“ไม่รู้ว่าผู้ใดไปทำให้ท่านผู้บัญชาการขุ่นเคืองใจ...เมื่อก่อนแม้จะเหี้ยมโหดแต่ก็ยังเหลือความปรานีอยู่บ้าง....แต่นี่ฝึกหนักจนข้าแทบไม่ได้พัก”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังเงาร่างสูงสง่าของกู้ฮ่าวเทียนที่ยืนอยู่บนแท่นสูง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองลงมาที่พวกเขาอย่างเยือกเย็น ทหารทั้งสองจึงรีบร้อนจับดาบแน่นขึ้นกว่าเดิม เสียงฝีเท้าและเสียงดาบกระทบกันดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงไม่มีใครคิดหันไปสนทนากันอีก
“ข้าได้ส่งที่อยู่ของบุรุษที่ชื่อฉู่จิ่นหานไปให้แม่นางจ้าวตามคำสั่งแล้วขอรับ”
หลิวอวี่เฟิงทหารคนสนิทกลับมาจากทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายเมื่อมาถึงก็เอ่ยรายงาน ใบหน้าของเขาฉายแววลังเลอยู่เล็กน้อยสุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมา
“ตอนนี้แม่นางจ้าวกำลังเดินทางไปที่จวนสกุลฉู่.....แต่นายน้อย....ปล่อยให้แม่นางจ้าวไปเช่นนี้จะดีหรือขอรับ”
“นางกลับไปหาสามีและบุตร....ครอบครัวได้เจอกันพร้อมหน้ามีสิ่งใดไม่ดี”
ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความขมขื่นทว่าใบหน้ากลับยังคงนิ่งเฉยไร้ความรู้สึกใดใด แม้ความจริงภายในใจของเขาจะกำลังเจ็บปวดพังทลายก็ตาม
“แต่ข้าได้ยินมาว่า....เมื่อไม่กี่วันก่อนฉู่จิ่นหานเพิ่งแต่งงานกับบุตรสาวใต้เท้าเว่ยขอรับ...ข้าเลยกังวลว่าแม่นางจ้าวอาจจะ....”
กู้ฮ่าวเทียนที่ได้ยินดังนั้นพลันหันขวับไปทางหลิวอวี่เฟิง ดวงตาคมกริบสะท้อนทั้งความตระหนกและไม่อยากเชื่อก่อนจะถามย้ำเสียงต่ำกดดันราวกับพายุคลื่น
“เจ้า…ว่าใครแต่งกับบุตรสาวใต้เท้าเว่ยนะ?”
“คือ…สามีของแม่นางจ้าวฉู่จิ่นหานขอรับ”
ทันทีที่คำตอบถูกเอ่ยออกมา เพลิงโทสะก็พลันปะทุขึ้นในอกกู้ฮ่าวเทียน ชายหนุ่มกัดฟันกรอด นัยน์ตาคมวาวโรจน์เต็มไปด้วยความอำมหิต ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาคือ...อยากฉีกเนื้อสังหารบุรุษโง่เขลานั่นให้สิ้น!
คนผู้นั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนโชคดีเพียงใดที่ได้จ้าวหว่านชิงเป็นภรรยา แทนที่จะถนอมกลับเลือกทรยศนางอย่างไร้หัวใจ!
“นายน้อย! จะไปที่ใดขอรับ!”
เสียงเรียกดังตามหลังแต่กู้ฮ่าวเทียนหาได้ตอบรับ เขาเพียงก้าวออกจากลานฝึกด้วยสีหน้ามืดครึ้มจนเหล่าทหารรอบกายรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งสันหลังเพราะสีหน้านี้คล้ายกับตอนที่ผู้บัญชาการออกศึกกวาดล้างกบฏไม่มีผิด!
รถม้าของตระกูลซูค่อย ๆ หยุดลงตรงหน้าจวนหลังใหญ่ ประตูไม้แกะสลักงดงามตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่า จ้าวหว่านชิงยกชายกระโปรงก้าวลงจากรถม้าดวงตาคู่สวยทอดมองเรือนหลังนั้นพลางคิดว่าจวนแห่งนี้เป็นของฉู่จิ่นหานอย่างไม่ต้องสงสัย หญิงสาวสูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปยังประตู
“เจ้ามาพบผู้ใด” เสียงคนเฝ้าประตูเอ่ยถามห้วนสั้นแฝงความไม่เป็นมิตรชัดเจน
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะตอบเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ปรากฏกายออกมา ฉู่จิ่นหานสวมอาภรณ์ผ้าชั้นเลิศย่างกายเดินออกมาจากจวนท่วงท่าสง่า แต่เมื่อสายตาปะทะกับจ้าวหว่านชิงกลับหยุดชะงักฝีเท้าดังดวงตาเบิกกว้างราวเห็นภูตผี
“ฉู่จิ่นหาน มิได้พบกันนาน สบายดีหรือไม่?”
ถ้อยคำแสนธรรมดากลับทำให้ร่างสูงสั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น
“จ้าวหว่านชิง... จะ...เจ้า...เจ้ามิใช่ว่าตายไปแล้วหรือ!”
เพียงเห็นท่าทีหวาดผวานั้นหญิงสาวก็เข้าใจทันทีว่าฮูหยินฉู่คงบอกเขาไปแล้วว่านางสิ้นใจ ร่างบางก้าวย่างเข้าด้านในจวนก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มและเอ่ยเสียงอ่อนโยนปนเย้ย
“ท่านพี่ข้ายังไม่ตายเจ้าค่ะ....ข้าว่าพวกเราคุยกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







