เข้าสู่ระบบเหตุการณ์โรคระบาดในเมืองหงตู [2/2]
ร่างบางก้าวลงจากรถม้าปลายรองเท้าสีอ่อนสัมผัสพื้นดินที่เย็นเยียบก่อนจะย่างเท้าเดินตรงไปหากู้ฮ่าวเทียนและทหารหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าประตูเมืองหงตู ใบหน้าของนางสงบนิ่งทว่าในดวงตากลับฉายแววจริงจัง เมื่อมายืนอยู่เบื้องหน้าของกู้ฮ่าวเทียนนางยื่นสิ่งที่อยู่ในมือให้เขา
“คุณชายกู้...ท่านสวมสิ่งนี้ไว้เมื่อเข้าไปในเมืองแล้วห้ามถอดออกเด็ดขาด” หญิงสาวกล่าวเสียงหนักแน่น “มันจะช่วยปกป้องท่านจากโรคระบาดได้”
กู้ฮ่าวเทียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารับ เขายกมือรับหน้ากากมากางออกและสวมอย่างเชื่อฟังโดยไม่เอ่ยถามสิ่งใด หลังจากนั้นทั้งสามจึงก้าวเข้าไปในเมืองด้วยจังหวะก้าวที่แผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
บรรยากาศภายในเมืองหงตูในยามนี้เงียบงันราวกับเมืองร้าง ไร้เสียงผู้คนหรือแม้แต่เรือนร้านค้าที่เคยคึกคักบัดนี้มีเพียงลมเย็นที่พัดผ่านมาพร้อมกลิ่นเหม็นอับของศพและกลิ่นยาสมุนไพรที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนแทบหายใจไม่ออก
กู้ฮ่าวเทียนกวาดสายตาคมกริบสำรวจไปรอบ ๆ เมือง สีหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ก่อนจะหันไปถามทหารหนุ่มผู้นำทางด้วยเสียงต่ำ
“ชาวบ้านในเมืองติดโรคระบาดทั้งหมดเลยหรือ”
ทหารหนุ่มแสดงสีหน้าเศร้าหมองทันที เขาหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบเสียงแผ่ว
“ขอรับ…ตอนแรกยังมีชาวบ้านบางส่วนที่ยังไม่ได้ติดโรค แต่พอมีคำสั่งให้ปิดเมืองทุกคนต้องอยู่ร่วมกันในในเมืองโรคระบาดจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว”
จ้าวหว่านชิงที่เดินอยู่ข้างกู้ฮ่าวเทียนขมวดคิ้วแน่น นางเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ
“แล้ว...โรคระบาดนี้มีอาการป่วยอย่างไรบ้างหรือ”
ทหารหนุ่มถอนหายใจยาวราวกับแบกรับความเจ็บปวดไว้นานก่อนจะกล่าวช้า ๆ
“ตอนแรก…เลือดจะไหลออกจากจมูก เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยจะเริ่มไอและมีไข้สูงจนลุกจากเตียงไม่ได้ สุดท้ายก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดอยู่สองสามวันแล้วก็…ตายขอรับ”
คำบรรยายของทหารหนุ่มทำให้กู้ฮ่าวเทียนชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ เขาเหลือบมองจ้าวหว่านชิงทันที แววตานั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้
“แล้วหมอหลวงที่ถูกส่งมาล่ะ” เขาเอ่ยขึ้นน้ำเสียงขรึมลงกว่าเดิม “ยังหาทางรักษาโรคระบาดนี้ไม่ได้เลยหรือ”
ทหารหนุ่มเงียบงันไปครู่หนึ่งพลางเหลือบมองใบหน้าของทั้งสองด้วยแววเจ็บปวดก่อนจะค่อย ๆ ส่ายศีรษะแล้วตอบอย่างสิ้นหวัง
“พวกเขาก็ทำเต็มที่แล้วเพียงแต่…โรคระบาดนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้ขอรับ…”
หญิงสาวที่ได้ฟังคำบอกเล่าของทหารหนุ่มตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของโรคระบาดที่กำลังแพร่กระจายอยู่ภายในเมืองหงตู สองเท้าเรียวใต้ชุดคลุมยาวสีนวลยังคงก้าวไปข้างหน้าด้วยความแน่วแน่ แม้ในใจจะเริ่มก่อตัวของความไม่สบายใจ
จ้าวหว่านชิงและกู้ฮ่าวเทียนเดินตามทหารหนุ่มผ่านตรอกซอกซอยอันเงียบงันกระทั่งมาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งซึ่งถูกจัดให้เป็นสถานที่รักษาผู้ป่วย กลิ่นคาวเลือดเจือกลิ่นยาสมุนไพรฉุนเฉียวโชยตลบอบอวลตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเข้าไปถึง ร่างบางชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรวบรวมสติก้าวข้ามประตูไม้บานต่ำเข้าสู่ด้านใน
“ที่นี่คือสถานที่รักษาผู้ป่วยโรคระบาดขอรับ”
นัยน์ตาคู่สวยทอดมองภาพตรงหน้าเตียงฟางเรียงรายแน่นขนัดไปทั่วลานกว้าง ผู้ป่วยมากมายต่างนอนทอดร่างด้วยสภาพซูบผอม บ้างไอไม่หยุด บ้างนอนนิ่งไร้สติ เสียงครางเบาจากบางคนแทรกขึ้นเป็นระยะเสริมให้บรรยากาศยิ่งน่าหดหู่
“พวกเจ้ามาดูทางนี้หน่อยผู้ป่วยกระอักเลือดออกมาอีกแล้ว!”
“ผู้ป่วยทางนี้มีไข้สูงมากเลยเจ้าค่ะ!”
“ขอคนช่วยทางนี้หน่อย!”
เหล่าหมอและผู้ช่วยต่างวิ่งวุ่นไปมาระหว่างเตียงราวกับมดในรังที่กำลังแตกตื่น บางคนยกถ้วยยา บางคนเปลี่ยนผ้าชุบน้ำลดไข้ สีหน้าทุกคนเคร่งเครียดเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
และในขณะที่จ้าวหว่านชิงยังยืนเพ่งมองภาพความโกลาหลจู่ ๆ ตรงหน้าของนางก็ปรากฏหน้าต่างสีฟ้าโปร่งใสของระบบพร้อมตัวอักษรที่คุ้นเคย
ติ้ง ติ้ง ติ้ง ติ้ง ติ้ง ติ้ง....
[ตรวจพบผู้ป่วย – หลิวซานเป่า อายุ 40 ปี]
[ตรวจพบผู้ป่วย – หลี่เอ๋อร์กง อายุ 38 ปี]
[ตรวจพบผู้ป่วย – หวังต้าเซิ่ง อายุ 25 ปี]
[ตรวจพบผู้ป่วย – เฉินเอ๋อร์เต้า อายุ 18 ปี]
[ตรวจพบผู้ป่วย – จางสื่อโถว อายุ 32 ปี]
[ตรวจพบผู้ป่วย – หูต้าไห่ อายุ 48 ปี]
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







