เข้าสู่ระบบสถานะ : ไม่สามารถรักษาได้ [1/2]
สถานที่รักษาผู้ป่วยโรคระบาดในเมืองหงตูเต็มไปด้วยเสียงโกลาหล ผู้ป่วยนอนเรียงรายจนแทบไม่มีที่ให้ก้าวเดิน บ้างคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด บ้างนอนแน่นิ่งเหมือนรอความตาย กลิ่นคาวเลือดปะปนกับกลิ่นหนองเน่าจนชวนคลื่นไส้กลายเป็นบรรยากาศกดดันที่กดทับจิตใจทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้
หวังซืออันหมอหลวงผู้รับผิดชอบดูแลสถานที่แห่งนี้ขมวดคิ้วแน่น มือเหี่ยวย่นยังคงจับชีพจรชายวัยกลางคนที่ร่างกายอ่อนแรงดวงตาของเขาปรือแทบปิดก่อนร่างจะสะท้านไอออกมาจนเลือดสดไหลทะลักเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า หวังซืออันเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวปล่อยให้ความสิ้นหวังบีบหัวใจเขาอีกครั้ง
ชายชรารู้ดีว่าหมอจากเมืองหลวงที่ถูกส่งมาล้วนมีฝีมือแต่ทว่าโรคระบาดครั้งนี้กลับร้ายแรงเกินกว่าความรู้ที่พวกเขามี ทุกครั้งที่หวังซืออี้มองคนเจ็บล้มตายทีละรายเขาก็อดหวนนึกถึงคำพูดของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงก่อนที่เขาจะถูกส่งมาที่นี่ไม่ได้
‘หากไม่อยากให้โรคแพร่ไปยังเมืองอื่นมีเพียงต้องเผาผู้ติดเชื้อทั้งหมด!’
ความคิดโหดร้ายเช่นนั้นกำลังกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงหรือ....
“ท่านหมอหวังข้าขอรบกวนเวลาสักครู่!”
ในขณะที่ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง หวังซืออันหันขวับไปมองต้นเสียงพบทหารหนุ่มยืนหน้าเจื่อนข้างกายมีชายหญิงแปลกหน้าสวมผ้าคลุมหน้ายืนอยู่ด้วย คิ้วขาวขมวดแน่นรีบก้าวเข้าไปหาพวกเขาด้วยสีหน้าแข็งกร้าวก่อนจะตะโกนก้อง
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือห้ามพาผู้ใดเข้ามาที่นี่! เจ้ายังเห็นคนตายไม่พออีกหรือ!”
ทหารหนุ่มก้มหน้าด้วยความลนลานไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยจ้าวหว่านชิงก็ก้าวออกมาเอ่ยกับชายชราน้ำเสียงของนางสงบแต่หนักแน่น
“อย่าต่อว่าเขาเลยเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ดื้อรั้นจะเข้ามาที่นี่เอง”
สายตาของหมอชราหันมาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าแววตาเข้มค่อย ๆ อ่อนลง ก่อนจะเอ่ยออกมาน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม
“เจ้าเป็นใคร? รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด...หากไม่อยากตายก็รีบออกไปเสีย”
หญิงสาวที่ถูกขับไล่กลับไม่คิดถอยสักก้าว ร่างบางยืนนิ่งอย่างมั่นคงพลางเอ่ยตอบชายชราตรงหน้าเสียงชัด
“ข้าเป็นหมอในหมู่บ้านอันชุนนามว่าจ้าวหว่านชิงเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเมืองหงตูเกิดโรคระบาดและหมอไม่พอ...ข้าจึงมาที่นี่เพื่อหวังช่วยเหลือ”
คำตอบนั้นทำให้หวังซืออันนิ่งงันไปชั่วขณะ คิ้วขาวเลิกขึ้นเล็กน้อยแววตามองหญิงสาวฉายความแปลกใจและไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง
“เจ้า…เป็นหมอ?”
“เจ้าค่ะ...ข้าแม้จะมิได้มีวิชาแพทย์สูงส่งแต่มีใจอยากช่วยเหลือชาวบ้าน หากท่านหมอหวังเมตตา โปรดอนุญาตให้ข้าอยู่ที่นี่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ” จ้าวหว่านชิงเอ่ยตอบชายชราพลางยอบกายลงอย่างนอบน้อม
หวังซืออันทอดสายตาไปยังผู้ป่วยที่นอนรอการรักษาอย่างสิ้นหวัง สุดท้ายเขาถอนหายใจยาวเพราะตอนนี้ที่นี่ก็ต้องการหมอเพิ่มจริง ๆ
“หากเจ้ามีใจจริงข้าก็ไม่อาจห้าม…แต่ข้าขอเตือนโรคระบาดนี้ยังไร้หนทางรักษา...หากติดแล้วก็มีเพียงนอนรอความตาย...เจ้ารู้แล้วยังจะอยู่หรือไม่?”
จ้าวหว่านชิงมองภาพตรงหน้า ทั้งคนไข้ที่ไอเป็นเลือด ทั้งเด็กเล็กที่ไข้ขึ้นตัวร้อนราวไฟ มือบางค่อย ๆ กำแน่นก่อนจะหันไปตอบชายชราด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าจะอยู่รักษาผู้คนที่นี่เจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นสะท้อนความมุ่งมั่นแท้จริงจนหวังซืออันถึงกับนิ่งงันไปอึดใจ ชายชราพยักหน้าอนุญาตก่อนสายตาของเขาก็หันไปยังชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ด้านหลังหญิงสาว
“แล้วเจ้าล่ะ…เป็นหมอเหมือนกันหรือ?”
กู้ฮ่าวเทียนส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงนุ่มหนักแน่น
“ข้าเป็นสามีของนาง”
สิ้นคำพูดทุกสายตาหันไปจ้องเขาพร้อมกัน ทั้งหมอชรา ทั้งทหารหนุ่ม และแม้แต่จ้าวหว่านชิงเอง
“เจ้าตามภรรยามาเช่นนี้ ไม่กลัวติดโรคระบาดหรือ?” หวังซืออันเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว
กู้ฮ่าวเทียนเพียงวางมือลงบนไหล่ของจ้าวหว่านชิงพลางเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่นไม่สั่นคลอน
“ข้าเชื่อในการตัดสินใจของภรรยาข้า....แม้ตัวข้าจะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์แต่ข้าก็หวังว่าตนเองจะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้แม้จะเป็นแค่เล็กน้อยก็ตาม”
คำพูดนั้นทำเอาหมอชราและทหารหนุ่มได้แต่ตะลึง มองเขาด้วยแววตาที่ปนทั้งความเวทนาและความขบขันในใจ บุรุษผู้นี้เป็นคนโง่ที่ไม่กลัวตายเพราะเชื่อในรักหรือว่าคนบ้าที่ศรัทธาในตัวภรรยาอย่างไร้เงื่อนไขกันแน่…
หลังจากนำทางชายหญิงทั้งสองมายังสถานที่รักษาโรคระบาดแล้วทหารหนุ่มก็กลับไปทำหน้าที่ของตน ด้านหมอหวังซืออันก็ทำหน้าที่นำทางจ้าวหว่านชิงและกู้ฮ่าวเทียนเดินลึกเข้าไปในสถานที่รักษาผู้ป่วยโรคระบาด กลิ่นยาสมุนไพรเจือจางปะปนกับกลิ่นอับชื้นของห้องหับที่ปิดทึบชวนให้รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก ชายชราก้าวช้า ๆ แววตาหม่นหมองเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ที่นี่คือเรือนรักษาสำหรับผู้ป่วยอาการระยะแรก” เขาเอ่ยเสียงต่ำพลางชี้ไปยังคนไข้ที่นอนป่วยอยู่ไม่ถึงยี่สิบชีวิต
“โรคระบาดนี้เกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนแล้วเหตุใดยังมีผู้ป่วยระยะแรกอยู่หรือเจ้าคะ?” จ้าวหว่านชิงเอ่ยถามน้ำเสียงบ่งบอกถึงความประหลาดใจพลางกวาดตามองรอบ ๆ
“ทุกคนที่ท่านเห็นที่นี่หาใช่ชาวบ้านไม่....พวกเขาเป็นหมอที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงเมื่อสองสัปดาห์ก่อน…เพราะต้องรักษาผู้ติดเชื้อสุดท้ายจึงติดโรคระบาดเสียเอง”
หวังซืออันเอ่ยออกมาน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทุกถ้อยคำขมขื่นราวมีหนามทิ่มแทงหัวใจของเขา ชาชรามองคนไข้เหล่านั้นด้วยสายตาโศกเศร้าเพราะคนป่วยส่วนใหญ่ที่นอนอยู่ในห้องนี้คือลูกศิษย์ที่เขาเฝ้าอบรมสั่งสอนมาแทบทั้งสิ้น
“โรคระบาดร้ายแรงถึงเพียงนี้เหตุใดข่าวที่ส่งไปเมืองหลวงกลับกล่าวว่าได้ควบคุมสถานการณ์แล้ว?” กู้ฮ่าวเทียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้ม
หวังซืออันที่ได้ฟังคำถามสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าของเขาหวั่นไหวประหนึ่งถูกเปิดโปงความลับบางอย่างสุดท้ายเลือกที่จะหลบสายตา
“ขะ…ข้าจะพาพวกท่านไปดูผู้ป่วยอาการรุนแรงแทนดีกว่า”
ชายชราเอ่ยเสียงร้อนรนไม่รอให้คนทั้งสองซักต่อก่อนจะรีบก้าวนำหน้าไปยังอีกเรือนราวกับต้องการกลบเกลื่อนความผิด
จ้าวหว่านชิงและกู้ฮ่าวเทียนที่เดินตามหลังต่างหันมาสบตากัน สายตาแลกเปลี่ยนความคิดโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดออกมา ต้นเหตุของรายงานเท็จนั้นเกรงว่าจะเกี่ยวข้องกับชายชราตรงหน้าเป็นแน่...
ครอบครัว ENDเวลาผันผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม โรงหมอที่จ้าวหว่านชิงตั้งใจสร้างก็เปิดต้อนรับผู้คนตามที่นางตั้งปณิธานไว้ เดิมทีมีเพียงแผ่นป้ายไม้เรียบง่ายแขวนหน้าประตู แต่บัดนี้กลับมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ด้วยชื่อเสียงความสามารถการรักษาของนางที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ในแต่ละวันคนเจ็บไข้เดินทางมาขอรับการรักษาจนแน่นขนัด สุดท้ายนางจำต้องออกประกาศอย่างเข้มงวดว่าจะรับผู้ป่วยเพียงยี่สิบรายต่อวัน เพื่อมิให้ตนเองหมดเรี่ยวแรงเสียก่อนเวลาอันควรภายในห้องตรวจเงียบสงบกลิ่นสมุนไพรอวลอยู่ทั่วอากาศ จ้าวหว่านชิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้กำลังบันทึกตำรับยารอคนไข้รายสุดท้ายของวันอย่างใจเย็นจังหวะนั้นเองเสียงชายหนุ่มเอ่ยขึ้นนอกประตู“ท่านแม่ ค่อย ๆ เดินนะขอรับ...”เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาจ้าวหว่านชิงเงยหน้าขึ้นจากพู่กันด้วยท่าทีเรียบขรึม แต่ถ้อยคำต้อนรับคนไข้ยังไม่ทันหลุดพ้นจากริมฝีปากเสียงก็ขาดหายลงกลางคัน เมื่อสายตาสบเข้ากับบุรุษและหญิงชราที่นางคุ้นเคยในอดีตดวงตาคู่สวยพลันแข็งกร้าวในบัดดล“ทำไมถึงเป็นเจ้า!”ฉู่จิ่นหานก้าวเข้ามาพร้อมประคองมารดาใบหน้าแสดงความตกตะลึงยิ่งนัก ไม่อาจเชื่อได้ว่าหมอเทวดาผู้เลื่องลือ
จะไม่มีวันปล่อยนางให้หลุดมือไปอีกแล้ว...บนรถม้าตระกูลซูที่กำลังเคลื่อนตัวบนถนน จ้าวหว่านชิงกำลังลูบศีรษะของบุตรสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่ข้าง ๆ แววตาและรอยยิ้มของนางอ่อนโยนเสียจนทำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่อาจละสายตาจากนางได้เลย“เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของเจ้าหรือ”“ซูเหยาเป็นลูกติดของฉู่จิ่นหานกับภรรยาเก่า แต่ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันข้าก็รักนางเหมือนดั่งบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ยิ่งเห็นว่าเด็กคนนี้ถูกทำร้ายข้าก็ไม่อาจทนดูอยู่เฉย ๆ ได้”“เพราะแบบนั้นเจ้าเลยเดินทางมาที่เหมือนหลวงสินะ...”“ใช่ ที่ข้ายอมเดินทางมาเมืองหลวงเพราะตั้งใจจะมาขอหนังสือหย่าและรับตัวซูเหยามาอยู่ด้วยกัน”“เจ้า....เสียใจหรือไม่ที่หย่ากับสามี...”“ข้าไม่เสียใจเพราะข้าไม่ได้รักเขามานานแล้ว....”กู้ฮ่าวเทียนหัวใจสั่นสะท้านรุนแรง ความหนักอึ้งที่เคยกดทับเสมือนภูผาหล่นหายไปในพริบตา สายตาคมที่มักเคร่งขรึมกลับทอประกายอุ่นวาบราวกับเปลวไฟที่ลุกโชนกลางคืนหนาวใช่แล้ว นางไม่เสียใจเพราะหมดรักบุรุษโง่นั่นไปนานแล้ว...ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าข้ายังมีความหวังไม่ใช่หรือ?“จริงสิ ข้าขอบคุณนะเจ้าคะ หากไม่ได้ยื่นมือมา
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [2/2]“ตะ…ใต้เท้ากู้! เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่…”ฉู่จิ่นหานถึงกับชะงักงัน ร่างสูงผู้ยืนตระหง่านตรงหน้าไม่เพียงทำให้บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด หากยังเป็นผู้มีอำนาจแม้ตนจะเป็นขุนนางแต่เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการองครักษ์เกราะทองแล้วก็ยังห่างชั้นนัก ยิ่งไปกว่านั้นชื่อเสียงความเหี้ยมโหดของกู้ฮ่าวเทียนมีหรือจะไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้จัก!กู้ฮ่าวเทียนยืนนิ่ง ปลายคมเฉียบของกระบี่ยังคงจ่ออยู่ตรงลำคอของฉู่จิ่นหาน นัยน์ตาคมฉายแววดุดันดั่งคมดาบแฝงแรงกดดันมหาศาลจนผู้คนรอบกายต่างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง“ฉู่จิ่นหาน เจ้ากล้าวางแผนสังหารคนเพียงเพราะต้องการปกปิดความผิดของมารดาต่อหน้าต่อตาข้า…เจ้าช่างไม่กลัวตายเสียจริง” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นช้า ๆ แต่ทุกถ้อยคำหนักหน่วงประหนึ่งสายฟ้าฟาดฉู่จิ่นหานหน้าถอดสีเข่าทั้งสองแทบทรุดลงกับพื้น เขาโขกศีรษะลงกับพื้นหลายครั้งเพื่อขอความเมตตาด้วยรู้ดีว่าหากผู้บัญชาการกู้ลงมือจริง ๆ แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย“ข้า… ข้าไม่กล้าแล้ว!” เขารีบโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างแรงพลางเอ่ยเสียงสั่นพร่าอย่างอับจนหนทางกู้ฮ่าวเทียนก้าวเข้าหาอีกก้า
ข้าต้องการหนังสือตัดสัมพันธ์ [1/2]กู้ฮ่าวเทียนยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้เก่า ร่างสูงเปียกชุ่มจากสายน้ำแต่แววตาคมกลับเย็นยะเยือกประหนึ่งคมดาบ เสียงตะโกนด่าทอของหญิงชราแว่วก้องท่ามกลางสายตาของเหล่าบ่าวรับใช้ที่จับจ้องมาอย่างตื่นตระหนก หากไม่ใช่เพราะจ้าวหว่านชิงยังอยู่ในห้องด้านหลังเขาคงยื่นมือไปบีบคอหญิงปากกล้าผู้นี้จนสิ้นใจคามือไปแล้ว“เจ้าเป็นใครกัน? เหตุใดจึงกล้ามาแทรกแซงเรื่องในจวนของบุตรชายข้า!” น้ำเสียงแหลมตวาดก้อง หญิงชราเชิดหน้าด้วยความหยิ่งผยองราวกับตนถือสิทธิ์อันชอบธรรมเหนือผู้ใดกู้ฮ่าวเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดพาดหลังมือ แววตาเปล่งประกายอาฆาตเย็นเยียบริมฝีปากเอื้อนเอ่ยช้า ๆ แต่หนักแน่น“เด็กคนนั้นตกน้ำข้าเพียงช่วยชีวิตนาง เจ้ามิเพียงไม่ขอบคุณแต่ยังบังอาจกล่าววาจาดูหมิ่นข้า…หรือว่าเจ้าเบื่อการมีชีวิตแล้ว?”ถ้อยคำเย็นดุจน้ำแข็งทำให้บรรยากาศรอบกายขึงตึง หญิงชราผู้นั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกร่างสั่นสะท้านเผลอก้าวถอยหลังแต่ยังดึงหน้ากลบเกลื่อนความหวาดหวั่นไว้เชิดหน้าสวนกลับเสียงสั่นเครือ“คะ…คนต่ำต้อยเช่นเจ้ากล้าข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าบุตรชายข้าเป็นใคร!”คำพูดโอห
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [2/2]ภายในห้องเล็กที่เย็นชืดจ้าวหว่านชิงเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์ให้บุตรสาวเรียบร้อย ร่างเล็กของซูเหยาเอนนอนอยู่บนเตียงเก่าใบหน้าน้อยซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวเปิดใช้ระบบหมอเทวดาตรวจอาการละเอียดถี่ถ้วน[กำลังตรวจวิเคราะห์….][ตรวจพบภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ชีพจรเต้นอ่อน ปอดได้รับความกระทบกระเทือน และมีรอยฟกช้ำปรากฏหลายแห่งบนร่างกาย]หญิงสาวมองหน้าต่างของระบบด้วยหัวใจสั่นสะท้าน ความเจ็บปวดและความโกรธเกรี้ยวถาโถมเมื่อเห็นคำว่าขาดสารอาหารและฟกช้ำปรากฏตรงหน้า แต่เพราะการรักษาบุตรสาวนั้นสำคัญกว่านางจึงได้แต่ข่มใจเอาไว้[ตรวจวิเคราะห์เสร็จสิ้น.....][ระบบกำลังส่งใบสั่งยาไปให้ท่านกรุณารอสักครู่....]ไม่นานใบสั่งยาก็ปรากฏขึ้นบนมือของหญิงสาว นัยน์ตาคู่สวยมองใบสั่งยาก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะนี่ต้องใช้เวลาต้มยานานและบุตรสาวของนางอาการจะไม่ทรุดลงหรือ“ระบบในร้านค้ามียาที่สามารถทดแทนกันได้หรือไม่”ติ้ง![กำลังทำการตรวจสอบ....]ติ้ง![โอสถฟื้นฟูโลหิต]ระดับ : สูงสรรพคุณ : ฟื้นฟูโลหิต 80% ทันทีผลข้างเคียง : ไม่มี[ ราคา : 500 ค่าประสบการณ์ ]ติ้ง![โอสถประสานชีพจร]ระดับ
แม่ผิดเองที่มารับเจ้าช้า.... [1/2]“ซูเหยา...ข้าต้องการให้ท่านยกซูเหยาให้ข้า” เสียงของจ้าวหว่านชิงหนักแน่นชัดเจน ราวกับคำขอนี้เป็นสิ่งเดียวที่นางเฝ้ารอ“เจ้าคิดบ้าอันใด! ซูเหยาเป็นบุตรสาวของข้าจะยกให้อีกผู้ใดได้อย่างไร!”น้ำเสียงของฉู่จิ่นหานแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองทั้งที่แทบไม่เคยมีความผูกพันกับเด็กน้อยนัก ทว่าเพียงเพราะนางคือสายเลือดของสกุลฉู่เขาย่อมไม่อาจยกให้ไปง่าย ๆ โดยเฉพาะกับสตรีที่เขาต้องการลบออกจากชีวิตจ้าวหว่านชิงมองสีหน้าโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่ายแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ความแปลกใจผุดวาบขึ้นในใจฉู่จิ่นหานหวงแหนซูเหยามากถึงเพียงนี้หรือ....แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดจาต่อเสียงวุ่นวายจากด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างตระหนก“ช่วยด้วย! คุณหนูซูเหยาตกน้ำ!”หัวใจของจ้าวหว่านชิงร่วงวูบนางไม่สนสิ่งใดอีกต่อไปรีบผุดลุกแล้ววิ่งออกจากห้องไปทันที แม้เสียงเรียกห้ามของฉู่จิ่นหานจะดังตามหลังมานางก็หาได้หันกลับไปมองไม่เมื่อมาถึงสระน้ำก็พบเหล่าบ่าวรับใช้ยืนแตกตื่นล้อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของนางแทบแตกสลาย เด็กหญิงร่างน้อยนอนหมดสติอยู่บนพื้นร่างเปียกปอนจนหนาวสั่นข้างกายมีร่างสูงใหญ่ข







