تسجيل الدخولผู้ชายที่เธอเคยตราหน้ามาตลอดว่าเป็นคนห่วยแตก เป็นคนเหยาะแหยะไม่ได้เรื่อง และไม่มีวันเดินหนีไปจากชีวิตของเธอได้
สามวันผ่านไปหลังจากคืนที่คชาธรแยกห้องนอน บรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังใหญ่กลับยิ่งอึดอัดเย็นยะเยือก จนแทบหายใจไม่ออก
สิตางค์พยายามจะหาโอกาสเข้าหาและพูดคุยกับเขาด้วยท่าทีที่อ่อนลง แต่กลับกลายเป็นว่าทุกความพยายามของเธอ ยิ่งทำให้คชาธรสร้างกำแพงหนาขึ้นมาขวางกั้นเอาไว้จนเธอไม่สามารถก้าวข้ามไปได้เลย
ตอนเช้าวันถัดมาหลังจากที่เขาแยกห้องนอน สิตางค์ตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่มานั่งรอที่โต๊ะอาหารเพื่อหาเรื่องชวนเขาคุยตอนมื้อเช้า ทว่าคชาธรกลับเลือกที่จะหนีออกจากบ้านไปทำงานก่อนเวลา ทั้งที่เขาจะเข้างานกี่โมงก็ได้
พอมาตอนเย็นเธอนั่งรอจนกับข้าวเย็นชืด เขาก็กลับบ้านดึกดื่นค่ำมืดพอนิ้วแตะเข็มนาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืน คชาธรอ้างหน้านิ่งว่าต้องเคลียร์งานที่คั่งค้าง แต่สิตางค์รู้ดีอยู่แก่ใจ... เขาก็จงใจหลบหน้าเธอชัดๆ
จนกระทั่งวันนี้ วันที่มีนัดทานข้าวเย็นร่วมกันที่บ้านใหญ่ของคชาธร ซึ่งเป็นข้อบังคับที่ครอบครัวของเขาตั้งขึ้นมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์
สิตางค์นั่งเงียบอยู่เบาะข้างคนขับ ขณะที่คชาธรทำหน้าที่คนขับรถด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ตลอดระยะเวลาการเดินทางไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่คอยทำลายความเงียบ
ทันทีที่ไปถึงบ้านใหญ่ คชาธรก็ถูกผู้เป็นพ่อและแม่ต่อว่าชุดใหญ่กลางโต๊ะอาหาร เพื่อเอาใจลูกสะใภ้ที่เป็นบ่อเงินบ่อทองของตระกูล
“แกหายหัวไปไหนมาตั้งสองอาทิตย์! ติดต่อก็ไม่ได้ งานการในบริษัทก็ทิ้งขว้าง รู้ไหมว่าหนูตางค์เค้าเป็นห่วงจนต้องวิ่งโร่มาถามหาแกถึงที่นี่ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้ มีเมียดี เก่งรอบด้านขนาดนี้แล้วยังจะสร้างเรื่องให้เค้าปวดหัวอีก!” เสียงดุด่าของผู้เป็นพ่อตวาดลงกลางโต๊ะอาหาร ขณะที่แม่ผัวก็รีบตักข้าวส่งยิ้มประจบสะใภ้
“นั่นสิตาคชา หนูตางค์เค้าเคลียร์งานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว แกลาพักผ่อนยาวดื้อๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน เค้าโตๆ กันแล้วมีอะไรก็ต้องหันหน้าคุยกัน ไม่ใช่ทำตัวเหลวไหลประชดประชัน” คชาธรทำเพียงแค่ก้มหน้ารับคำด่าของบุพการีนิ่งๆ มือหนากำช้อนส้อมแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
เขารู้ดีว่าที่พ่อแม่และพี่น้องคอยพูดจาเอาอกเอาใจสิตางค์ขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะรักใคร่อะไรนักหนา แต่ทุกคนกลัวว่าสิตางค์จะถอนตัวออกจากบริษัทใหญ่ แล้วพากันเจ๊งไปหมดต่างหาก นัยน์ตาคมปรายมองภรรยาที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาด้วยความรู้สึกชิงชังที่ฝังลึกขึ้นไปอีก
พอกินข้าวอิ่มและนั่งรถกลับบ้าน ความอดทนที่ขีดเส้นไว้ของคชาธรก็ขาดสะบั้นลงทันที
รถสปอร์ตแล่นไปบนถนน คชาธรกระชากพวงมาลัยด้วยความโมโห ก่อนจะเปิดฉากถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเพราะความโกรธเกรี้ยว
“ทำไมคุณต้องป่าวประกาศไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าผมไม่อยู่บ้าน!” ชายหนุ่มตวาดก้องจนดังลั่นรถ
“อยากจะให้คนอื่นเค้ารู้นักใช่ไหมว่าเรามีปัญหากัน อยากให้พ่อแม่ผมประณามว่าผมมันห่วยแตกเหลวไหลต่อหน้าคุณนักหรือไง คุณถึงจะสะใจ!” สิตางค์สะดุ้งเล็กน้อยกับอารมณ์ที่ระเบิดออกมาของสามี เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคชาธรด้วยความรู้สึกขัดใจ ทิฐิในใจเริ่มปะทุขึ้นมาแทนความรู้สึกผิด
“ฉันก็ไม่ได้อยากประกาศให้ใครรู้ทั้งนั้นแหละ!” สิตางค์เถียงกลับ น้ำเสียงข่มให้อ่อนลงแต่ยังคงแฝงความโกรธเกรี้ยว
“ก็ฉันติดต่อคุณไม่ได้เลยตั้งสองอาทิตย์ แชตไปก็ไม่ตอบ โทรไปก็ไม่รับ ฉันเป็นห่วงคุณจนนั่งไม่ติด กลัวว่าคุณจะคิดสั้นทำเรื่องบ้าๆ ก็เลยต้องไปถามหาคุณที่บ้านใหญ่ แล้วผลเป็นไงล่ะ... ขนาดพ่อแม่คุณก็ยังติดต่อคุณไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!”
สิตางค์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เธอทำเพียงแค่ดันจานอาหารตรงหน้าออกห่างตัว ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วยกมือขึ้นปิดหน้า สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่ทำท่าจะไหลร่วงลงมาอีกรอบ“ฉันอยู่ไม่ไหวแล้วแก... มันเจ็บ เจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว” น้ำเสียงของสิตางค์สั่นเครือ ละทิ้งหน้ากากประธานสาวผู้ทรงอำนาจ เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังแตกสลาย“คชาเขาไม่คุยกับฉันเลยนิชา เดินผ่านเหมือนฉันเป็นธาตุอากาศ แยกห้องนอนเด็ดขาด เช้าก็หนีไปทำงานก่อน ดึกดื่นค่ำมืดกว่าจะกลับบ้าน พอฉันพยายามจะชวนคุยดีๆ เขาก็ตอกกลับมาด้วยคำพูดประชดประชัน คำพูดที่ฉันเคยใช้พูดกับเขา” นิชามองเพื่อนด้วยความสงสาร มือเรียวเอื้อมไปกุมมือบางของสิตางค์ไว้แน่น“แกเปิดใจเล่าให้ฉันฟังละเอียดๆ หน่อยได้ไหม เผื่อฉันจะช่วยคิดหาทางออกให้” สิตางค์พยักหน้ารับช้าๆ น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงอาบแก้ม เธอยอมเปิดใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่เขากลับมา เรื่องบนรถสปอร์ตในคืนนั้น จนถึงเมื่อเช้านี้ ให้นิชาฟังทุกคำพูด ทุกความเคียดแค้นและปมด้อยที่คชาธรระเบิดใส่เธอจนเถียงไม่ออก“ฉันเพิ่งรู้ตัว... เพิ่งรู้ตัวจริงๆ ว่าฉันรักคชามากขนาดไหน” สิตา
“ห่วงงั้นเหรอ?” คชาธรแค่นหัวเราะในลำคอ ยิ่งได้ยินคำว่าห่วงจากปากของเธอ เขายิ่งรู้สึกสมเพช“แล้วคุณได้บอกคนอื่นเค้าไหมล่ะสิตางค์... ว่าที่ผมต้องหนีหายหัวไปตั้งครึ่งเดือน เป็นเพราะผมถูกคุณด่า ถูกคุณย่ำยีศักดิ์ศรีเหมือนหมากลางห้องทำงานน่ะ!”“คชา!”“อ้อ... ลืมไป” คชาธรเหน็บแนมกลับทันควัน แววตาจ้องมองถนนเบื้องหน้าด้วยความเย็นชาบาดลึก“คนอย่างผมมันไม่มีสิทธิ์โกรธ ไม่มีสิทธิ์รู้สึกน้อยใจ หรือรู้สึกอะไรทั้งนั้นแหละในบ้านหลังนี้ ต่อให้คุณจะด่าจะว่าผมกลางที่ประชุมต่อหน้าพนักงานนับร้อยผมก็ต้องทน ทนก้มหน้ารับความปากร้ายของคุณ เพราะผมมันต่ำต้อยกว่าคุณ ขาดคุณไปผมและครอบครัวก็มีแต่จะรอวันเจ๊งอย่างที่คุณว่าไว้ไม่มีผิด!”“...”“เงินที่คุณหามา รถหรูที่คุณซื้อให้ บ้านช่องที่คุณให้ซุกหัวนอน... มันค้ำคอผมอยู่ใช่ไหม สิตางค์” น้ำเสียงของคชาธรแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบแต่มันกลับสั่นเครือด้วยปมด้อยที่อัดแน่นมาเป็นสิบปี“เพราะงั้นคุณจะพูดจาแย่ๆ ใส่ผมยังไงก็ได้ จะสั่งให้ผมซ้ายหันขวาหันยังไงก็ได้ใช่ไหม” สิตางค์อ้าปากจะเถียง แต่คำพูดทั้งหมดกลับจุกอยู่ที่ลำคอจนเถียงไม่ออกใบหน้าสวยถอดสี แววตาที่เคยทรงอำนาจตอนนี้สั่นระ
ผู้ชายที่เธอเคยตราหน้ามาตลอดว่าเป็นคนห่วยแตก เป็นคนเหยาะแหยะไม่ได้เรื่อง และไม่มีวันเดินหนีไปจากชีวิตของเธอได้สามวันผ่านไปหลังจากคืนที่คชาธรแยกห้องนอน บรรยากาศภายในคฤหาสน์หลังใหญ่กลับยิ่งอึดอัดเย็นยะเยือก จนแทบหายใจไม่ออกสิตางค์พยายามจะหาโอกาสเข้าหาและพูดคุยกับเขาด้วยท่าทีที่อ่อนลง แต่กลับกลายเป็นว่าทุกความพยายามของเธอ ยิ่งทำให้คชาธรสร้างกำแพงหนาขึ้นมาขวางกั้นเอาไว้จนเธอไม่สามารถก้าวข้ามไปได้เลยตอนเช้าวันถัดมาหลังจากที่เขาแยกห้องนอน สิตางค์ตั้งใจตื่นแต่เช้าตรู่มานั่งรอที่โต๊ะอาหารเพื่อหาเรื่องชวนเขาคุยตอนมื้อเช้า ทว่าคชาธรกลับเลือกที่จะหนีออกจากบ้านไปทำงานก่อนเวลา ทั้งที่เขาจะเข้างานกี่โมงก็ได้พอมาตอนเย็นเธอนั่งรอจนกับข้าวเย็นชืด เขาก็กลับบ้านดึกดื่นค่ำมืดพอนิ้วแตะเข็มนาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืน คชาธรอ้างหน้านิ่งว่าต้องเคลียร์งานที่คั่งค้าง แต่สิตางค์รู้ดีอยู่แก่ใจ... เขาก็จงใจหลบหน้าเธอชัดๆจนกระทั่งวันนี้ วันที่มีนัดทานข้าวเย็นร่วมกันที่บ้านใหญ่ของคชาธร ซึ่งเป็นข้อบังคับที่ครอบครัวของเขาตั้งขึ้นมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์สิตางค์นั่งเงียบอยู่เบาะข้างคนขับ ขณะที่คชาธรทำหน้าที่คนขับ
“มุก แค่นี้ก่อนนะ สิตางค์มาตามแล้ว เดี๋ยวพี่โทรหาใหม่นะ”(ค่ะพี่คชา มุกจะรอนะคะ) คชาธรกดตัดสายทันทีด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจเขาเก็บโทรศัพท์ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงอย่างมิดชิด ก่อนจะรีบเปิดฝักบัวอาบน้ำลวกๆ เพื่อให้เนื้อตัวเปียกปอนสมจริง ชายหนุ่มใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีก็กระชากประตูห้องน้ำเปิดออก เดินก้าวเท้าออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงและอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด“จะเคาะจิกอะไรนักหนาสิตางค์! คนจะอาบน้ำปลดทุกข์ปวดท้อง วุ่นวายจริง!” สิตางค์มองท่าทางกระฟัดกระเฟียดของสามีแล้วขมวดคิ้วมุ่นความตั้งใจที่จะพูดดีๆ ในตอนแรกเกือบจะปลิวหายไปทันที แต่เธอข่มอารมณ์เอาไว้ สูดหายใจลึก ขยับก้าวเข้าไปหาคชาธร ยื่นมือไปหมายจะช่วยเช็ดผมที่เปียกชื้นให้เขา“ก็เห็นเข้าไปตั้งนานแล้ว นึกว่าเป็นอะไรไป... นี่คชา ฉันพยายามจะคุยกับคุณดีๆ แล้วนะ ทริปพม่าเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม อารมณ์ดีขึ้นหรือยัง” น้ำเสียงของสิตางค์อ่อนลงกว่าปกติมาก ท่าทางและสายตาของเธอยอมลงให้เขาเต็มที่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนแต่คชาธรกลับเบี่ยงตัวหลบสัมผัสจากมือของเธออย่างไม่ใยดี เขาเดินเลี่ยงไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ในตู้ออกมาใส่ สลัดผ้าขนหนูทิ้งล
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวขึ้นห้องก่อน เหนื่อย อยากพักผ่อน” พูดจบคชาธรก็ก้าวเท้าเดินผ่านร่างของสิตางค์ไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หรือหยุดรอฟังคำสั่งเหมือนทุกที เขาเดินหนีขึ้นบันไดไปแบบไม่ใยดี ทิ้งความเงียบงันให้ขยายตัวปกคลุมห้องโถงกว้างสิตางค์ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือบางที่วางอยู่บนพนักโซฟากำเข้าหากันแน่น หัวใจของเธอวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูกมันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี... ที่เธอรู้สึกถึงความห่างเหินอย่างรุนแรงระหว่างตัวเองกับสามี ปกติเวลาทะเลาะกัน คชาธรจะแสดงอาการฟึดฟัด โกรธเกรี้ยว หรือไม่ก็ยอมก้มหน้าเงียบรับคำด่าแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอแท้ๆ ส่งเสียงพูดคุยกับเธอประโยคต่อประโยค แต่สิตางค์กลับรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ลอยห่างออกไปไกลแสนไกล... ไกลจนเธอเอื้อมมือไปคว้าไว้ไม่ถึงความมั่นใจเต็มร้อยที่เคยมีว่าคุมผู้ชายคนนี้อยู่หมัด เริ่มสั่นคลอนเป็นครั้งแรกโดยที่เธอเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไรคชาธรรีบจ้ำเท้าขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนใหญ่ ทันทีที่ประตูปิดลง เขาวางกระเป๋าเดินทางใบย่อมไว้ข้างเตียงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือเดินดิ่งเข้าห้องน้ำไป ชายหนุ่มกดล็อกประตู ขยับไปเป
“ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาที่มุกได้ดูแลพี่คชา มุกมีความสุขมากเลยค่ะ... สุขจนมุกนึกกลัวว่าถ้ากลับไปถึงไทยแล้ว ทุกอย่างมันจะกลายเป็นแค่ความฝัน” คำพูดตัดพ้อแสนซื่อ ไร้จริตของหญิงสาว ทำให้อกซ้ายของคชาธรกระตุกวูบ ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาหาเธอ ดึงร่างน้อยเข้ามาโอบกอดตอบอย่างทะนุถนอม มือหนาลูบเส้นผมนุ่มสลวยเบาๆ เพื่อปลอบประโลม“ไม่เอาน่ามุก ไม่คิดมากสิครับ” คชาธรเชยคางมนขึ้นมา สบตาคู่โศกที่บัดนี้มีน้ำตาคลอหน่วย“พี่เองก็มีความสุขมากเหมือนกัน พี่อยากอยู่กับมุกทุกวันแบบนี้เลย”“มุกรู้ค่ะว่ามุกไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร แต่พอคิดว่าพี่คชาต้องกลับไปหา... ไปหาคนทางนั้น มุกก็อดใจหายไม่ได้” เด็กสาวหลบสายตาต่ำ ท่าทางหวาดกลัวและเจียมเนื้อเจียมตัวของเธอ ยิ่งสุมไฟแค้นและไฟราคะในตัวชายหนุ่มให้ปะทุคชาธรกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แววตาเเป็นเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยวและแข็งกร้าวขึ้น เมื่อคิดถึงใบหน้าเย่อหยิ่งของสิตางค์“เชื่อใจพี่นะมุก ขอเวลาให้พี่อีกหน่อย พี่จะรีบจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อให้เราสองคนได้มาอยู่ด้วยกันจริงๆ สักที พี่จะไม่ยอมให้ใครมาชี้นิ้วสั่งชีวิตพี่อีกต่อไปแล้ว” เขากดจูบลงบนหน้าผากมนของหญิงสาวเนิ่นน







