เข้าสู่ระบบภายในห้องทำงานที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงาน วายุนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาของเขาจดจ้องไปยังแผ่นหลังของเลขาฯ สาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดเอกสารอย่างตั้งใจ ท่าทางจืดชืดของเธอขัดกับบรรยากาศเร่าร้อนที่เขายังคงติดตาจากเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างให้เขาอยากจะแกล้งเธอขึ้นมา
“อัปสร...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกทำลายความเงียบ
“คะ” ตรีอัปสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาขยับแว่นหนาให้เข้าที่
“ว่างหรือเปล่า” วายุถามพลางหมุนปากกาในมือเล่น สายตาคมกริบกวาดมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างจาบจ้วง ราวกับจะค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้ยูนิฟอร์มแสนเชยนั้น
“ว่างค่ะ ท่านรองจะให้ฉันทำอะไรคะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาที่ดูไม่น่าไว้วางใจของเจ้านายหนุ่ม
เขายื่นมือหนาออกมาคว้าขอบโต๊ะไว้ กักขังร่างบางไว้ในพันธนาการของวงแขนแกร่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกโด่งแทบจะชนกับพวงแก้มใสที่เริ่มซับสีระเรื่อ
“ต่อไปนี้ถ้าจะพูดจากับฉัน เธอต้องแทนตัวเองด้วยชื่อเล่น...เท่านั้น เข้าใจรึเปล่า!!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังกดชิดใบหู มันไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่มันคือการแสดงความเป็นเจ้าของที่ทำให้คนฟังถึงกับใจสั่นระรัว
“ค่ะ... ท่านรองจะให้อัปสรทำอะไรเหรอคะ” เธอตอบรับเสียงแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอกภายใต้ชุดทำงานที่ปิดมิดชิด การแทนชื่อตัวเองตามคำสั่งของเขาทำให้นิยามความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายและลูกน้องดูจะพร่าเลือนลงไปทุกที
วายุยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนละเอียดที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เขาสังเกตเห็นริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า และกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านที่ลอยออกมาจากผิวกายของเธอ กลิ่นที่ดูไร้เดียงสาแต่กลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายเขาได้อย่างประหลาด
เขาลากปลายนิ้วผ่านไรผมที่ปรกหน้าผากเธอเบาๆ สัมผัสที่ร้อนผ่าวราวกับจะเผาไหม้ผิวเนื้อนุ่ม ตรีอัปสรยืนนิ่งเป็นหิน ลมหายใจติดขัดเมื่อต้องรับมือกับเสน่ห์อันเหลือร้ายที่วายุจงใจสาดใส่เธออย่างไร้ความปรานี
“ไปจัดการเรื่องจองตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวให้ฉันสองที่สิ” วายุเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธ เขาขยับกายโน้มมาข้างหน้าจนใบหน้าคมสันอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่ปนเปไปกับกลิ่นอายดิบเถื่อนโชยเข้ากระทบจมูกเลขาฯ สาวจนเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย
“ไปโตเกียว... สองที่เหรอคะ?” ตรีอัปสรทวนคำ พลางรีบหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาบันทึกข้อมูล หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาดเมื่อต้องสบตากับดวงตาคู่ร้ายที่จ้องเขม็งมา
“ใช่... สองที่ และจำไว้ว่าต้องเป็นที่นั่งติดกัน” วายุกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาจินตนาการถึงแผนการชิ่งทริปนี้และปล่อยให้เธอไปกับพ่อของเขาตามลำพัง แต่ในวินาทีที่เขามองเห็นผิวเนื้ออ่อนละมุนที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตของเธอ ความคิดฝ่ายต่ำก็แวบเข้ามาในหัว... ว่าถ้าหากเขาลองเปลี่ยนใจไปกำราบ เลขาฯ หน้าจืดคนนี้ที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเองดูสักครั้ง มันก็น่าจะเร้าใจกว่าการอยู่ควงพริตตี้อยู่ที่นี่หรือไม่ คิดได้แค่นั้นเขาทำท่ายักไหล่เพราะคนควงใหม่ที่เร้าใจกว่าพิมพ์วดียังรอเข้าคิวอีกเพียบ
“รับทราบค่ะ เดี๋ยวอัปสรจะรีบไปจัดการให้เร็วที่สุดค่ะ” ตรีอัปสรรีบก้มหน้าหลบสายตาที่ร้อนแรงคู่นั้น เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นผ่านผิวแก้ม
“ดีมากอัปสร... หัดว่าง่าย ๆ แบบนี้สิ แล้วชีวิตเลขาฯ ของเธอจะสบายขึ้นเยอะ”
“เอ่อ ท่านรองคะ แล้วท่านรองจะไปวันไหนเหรอคะ?” ตรีอัปสร เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นงานเป็นการ มือเรียวกระชับแท็บเล็ตเตรียมรับคำสั่งอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าหล่อเหลานั้นกำลังวางแผนการบางอย่างอยู่
“น่าจะเสาร์-อาทิตย์นี้” วายุตอบสั้นๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อนึกถึงแผนที่จะสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการของบิดา
“ค่ะ... รับทราบค่ะ” หญิงสาวหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้อง ทว่าเสียงทุ้มทรงอำนาจกลับรั้งเธอไว้ด้วยประโยคที่ทำให้เธอต้องชะงักกึก
“เอ่อ... เดี๋ยว! งานนี้... ฉันจะให้เธอไปกับท่านประธานนะ แล้วก็อย่าเพิ่งไปบอกคุณพ่อฉันล่ะ” ตรีอัปสรขยับแว่นสายตาหนาเตอะพลางเลิกคิ้วมองเจ้านายหนุ่มด้วยความสงสัย
“ทำไมท่านรองไม่ไปกับท่านประธานเองล่ะคะ? ในเมื่อคุณลุงตั้งใจจะให้ท่านรองไปเรียนรู้งานด้วยตัวเอง”
“ฉันไม่อยากไป! และอีกอย่าง... ฉันก็ไม่ถนัดภาษาญี่ปุ่นด้วย” วายุแกล้งปั้นหน้านิ่งพลางโกหกคำโต ทั้งที่ความจริงเขาตั้งใจจะใช้มุก ป่วยกะทันหัน ในวันเดินทาง เพื่อปล่อยให้บิดาไปกับเลขาส่วนตัวแทน ส่วนเขาจะขอครองอาณาจักรที่นี่เพื่อควงสาวๆ ให้หนำใจต่างหาก
“แล้วท่านรองได้บอกท่านประธานหรือยังคะ เรื่องที่จะไม่ไป?”
“พอถึงเวลา ฉันก็แกล้งป่วยกะทันหันไงล่ะ แค่นี้คุณพ่อก็ต้องไปเองอยู่แล้ว” เขาบอกความจริงพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาภายใต้เลนส์แว่นหนาประหนึ่งจะข่มขวัญ
“ส่วนเธอเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้นะ” วายุมองตามแผ่นหลังที่ดูจืดชืดของเลขาฯ สาวด้วยความลำพองใจ เขาจินตนาการถึงอิสระที่กำลังจะได้รับ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่าภายใต้ท่าทางสงบเสงี่ยมเมื่อสักครู่นั้น ตรีอัปสรกำลังบันทึกทุกคำพูดและท่าทางของเขาเอาไว้ในใจ เพื่อเตรียมนำไปบอกกับผู้เป็นบิดาของเขา
เธอทิ้งตัวลงกับหมอน ร้องครางกระเส่าเรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาเมื่อปากร้อนและลิ้นร้ายปรนเปรอความเป็นหญิงของเธออย่างไม่ลดละ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวบีบคั้นอยู่กึ่งกลางกาย สะโพกมนเริ่มส่ายวนตามอารมณ์ที่พุ่งสู่จุดเดือด สองมือจิกผ้าปูที่นอนแน่นเพื่อระบายความเสียวซ่านที่รุนแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน ปลายเท้าเหยียดเกร็ง ลมหายใจหอบกระชั้น“พี่วายุขา... อัปสรใจจะขาดอยู่แล้ว... อ๊ะ!!!...”“เสียวใช่ไหมที่รัก... ไม่ต้องเกรง แล้วก็ไม่ต้องอาย... มีความสุขไปกับพี่นะจ๊ะ” วายุวายุเงยหน้าบอกก่อนจะเร่งจังหวะรัวเร็ว ลิ้นร้ายทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์จนตรีอัปสรแทบทนไม่ไหว ร่างกายบิดเร่าพยายามจะหนีแต่ก็กลับโจนทะยานเข้าหา“พี่วายุ อย่าทำแบบนั้น... อัปสรไม่ไหว... มันจะ... อื้อออ พี่วายุ!!!... กรี๊ดดดด!” ร่างบางเกร็งสะท้านไปทั้งตัวเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ร่างกายเบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ทุกความอัดอั้นระเบิดออกมาเป็นความหฤหรรษ์ครั้งแรกในชีวิต น้ำหวานใสหลั่งไหลออกมาจนวายุได้ลิ้มรสอย่างจุใจ เขาดูดซับความหวานล้ำนั้นราวกับกลัวมันจะเหือดแห้งไป“ขอพี่กินให้ชื่นใจก่อนนะที่รัก...” วายุกระซิบชิดใบหูของคนที่นอนหอบเหนื่อย ก่อ
เมื่อร่างกายเริ่มชินกับความร้อน เธอจึงรวบรวมความกล้าปลดปมผ้าเช็ดตัวออกแล้วก้าวลงสู่น้ำอุ่นอย่างรวดเร็ว ทว่าสายตาคมกริบของเสือร้ายกลับไม่ยอมหันไปตามคำขอ เขาจ้องมองเรือนร่างอรชรที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำขุ่นมัวด้วยความหิวกระหาย“คนขี้โกง แอบดูทำไมคะ”“ก็พี่อยากเห็นนี่ครับ...จะเป็นเมียพี่อยู่แล้วจะอายทำไมหืม์!!” วายุขยับกายเข้ามาใกล้จนน้ำในบ่อกระเพื่อมไหวไหววนรอบกายเธอ เขาเริ่มชวนคุยเรื่องเที่ยวต่อเพื่อให้อัปสรผ่อนคลาย แต่สุดท้ายมือหนากลับคว้าเอวคอดกิ่วแล้วรั้งให้เธอขึ้นมานั่งบนตักแกร่งกลางอ่างน้ำร้อน“ว้าย!!!...พี่วายุ! จะทำอะไรคะ” ตรีอัปสรตื่นตระหนก สัมผัสจากผิวเนื้อที่แนบชิดกันโดยไร้สิ่งกีดขวางทำให้อารมณ์รักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว“ในเมื่อคุณพ่ออยากให้เรารักกัน งั้นเราก็มาสานฝันให้ท่านกันเถอะนะ”“แต่อัปสร... อัปสรง่วงแล้วค่ะ” เธออ้างทั้งที่ใจสั่นสะท้าน“พี่ไม่เชื่อ!!” ไม่รอคำอนุญาตสิ้นเสียงวายุก็โน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตที่ริมฝีปากบาง มือแกร่งที่โอบทางด้านหลังเริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังสะโพกกลมกลึงและบีบเค้นเบาๆ จนหญิงสาวหลุดเสียงครางอื้ออึงในลำคอลิ้นร้อนแทรก
หลายวันต่อมาการเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นก็มาถึง ตรีอัปสรยืนอยู่ท่ามกลางกองเสื้อผ้าที่แผ่หลากสีอยู่บนเตียงกว้าง หัวใจของเธอกระตุกไหวด้วยความตื่นเต้นผสมปนเปกับความประหม่า เพราะนี่คือการเดินทางครั้งสำคัญที่จะทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับวายุชายหนุ่มที่ครอบครองหัวใจเธอมาเนิ่นนานในขณะที่มือเรียวหยิบจับเสื้อผ้าลงกระเป๋า หน้าจอสมาร์ทโฟนก็สว่างวาบพร้อมเสียงวิดีโอคอลจากจริยา เพื่อนรักตัวแสบที่เป็นคนปฏิวัติลุคให้เธอจนวายุเกือบตบะแตกมาหลายครั้งหลายหน“ยังไงแกก็ต้องใส่ชุดนี้ลงไปในกระเป๋า!” จริยาโพล่งขึ้นทันทีที่เห็นเพื่อนสาวโชว์ชุดนอนผ้าซาตินสายเดี่ยวสีแดง บางเบาจนแทบมองเห็นทะลุผ่าน“เชื่อฉันสิอัปสร ถ้าแกใส่ชุดนี้ ยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณวาทิตแอบให้แกพกไว้น่ะ... ตกกระป๋องไปเลย ไม่ต้องใช้ให้เสียเวลาหรอก”“คิดไปคิดมาฉันก็ไม่อยากทำเลยว่ะแก... ฉันกลัว” ตรีอัปสรพึมพำ ใบหน้าสวยสลดลงเล็กน้อย“กลัวว่าถ้าพี่วายุจับได้ว่าฉันกับคุณลุงวางแผนกัน เขาจะยิ่งเกลียดฉันไปกันใหญ่”“อย่าคิดมากสิเพื่อน เชื่อใจตัวเองหน่อย!” จริยาจีบปากจีบคอผ่านกล้อง“แกน่ะมีของดีตั้งเยอะ ทั้งหน้าอกหน้าใจ ทั้งผิวพรรณ ที่ผ่านมาพี่วายุเขาก็แค่ต่อต้านเพ
บรรยากาศภายในรถยุโรปคันหรูเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ทำงานอย่างนุ่มนวล ทว่าหัวใจของคนขับกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะตรีอัปสร ลอบถอนหายใจยาวขณะบังคับพวงมาลัยเข้าสู่ที่จอดรถของคอนโดมิเนียมหรูระดับไฮเอนด์ เธอหันไปมองคนข้างกายที่ดูเหมือนจะหมดสติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่รอยหยักที่มุมปากเขากลับฟ้องว่าเขากำลังสนุกที่ได้แกล้งเธอ“ถึงคอนโดแล้วค่ะ พี่วายุ” เธอเอ่ยพลางเอื้อมมือไปเขย่าแขนแกร่งเบาๆ“ขึ้นไปส่งพี่ก่อนสิ...” วายุลืมตาขึ้นทันควัน แววตาคมกริบที่จ้องมองมานั้นพราวระยับด้วยเล่ห์กล ผสมกับรังสีคุกคามอันตรายที่ทำให้อุณหภูมิในรถร้อนฉ่าขึ้นมาทันที ตรีอัปสรพยายามรวบรวมสติ นึกถึงคำเตือนของมารดาที่ว่าอย่าใจง่าย แต่ท่าทางซวนเซที่ดูเหมือนจงใจของเขาก็ทำให้เธอลืมคำเตือนนั้นไปเสียสนิท“พี่เดินไม่ไหวเหรอคะ? งั้นเดี๋ยวอัปสรจะไปตาม รปภ. ให้”“ไม่ต้องหรอก อัปสรขึ้นไปส่งพี่หน่อยได้มั้ย” เขาต้อนเธอด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำ แฝงอำนาจที่ทำให้คนฟังใจสั่นระรัว จนสุดท้ายเธอก็ต้องยอมประคองร่างหนาขึ้นไปยังห้องพักส่วนตัว ทันทีที่เสียงสแกนคีย์การ์ดดังขึ้นและประตูปิดสนิทลงกลอน ความเงียบสงัดภายในห้องกลับถูกแทนที่ด้วยบรรยา
เส้นความอดทนสุดท้ายของคาสโนวาขาดผึง เขาไม่สนคำถากถางของบิดาอีกต่อไป ร่างสูงใหญ่สาวเท้าฉับ ๆ มุ่งตรงไปยังเป้าหมายทันที“ท่านรอง! มาตั้งเมื่อไหร่คะ” ตรีอัปสรสะดุ้งสุดตัว กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่เข้มข้นและคุ้นเคยโชยเข้าจมูก พร้อมกับสัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือหนาที่แนบชิดสะโพกมนจนเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว“สวัสดีครับ... ขอตัวเลขาฯ ผมสักครู่นะครับ!” วายุเอ่ยเสียงเรียบแต่แววตาดุดัน จนชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าพลางถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว วายุไม่รอช้า เขาบังคับประคองร่างบางให้เดินเลี่ยงออกมายังมุมระเบียงที่เงียบสงัดและลับตาคน“ใครให้เธอมางานนี้!” เขากระซิบชิดใบหูสะอาด น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งทะลุจุดเดือด ความโกรธผสมปนเปไปกับความต้องการที่พลุ่งพล่านยามได้กลิ่นกายสาวในระยะประชิด“ก็คุณลุงสิคะ ท่านบอกว่าอยากให้อัปสรมาเปิดหูเปิดตาบ้าง” เธอตอบพลางพยายามเบี่ยงตัวออก แต่วงแขนแกร่งกลับรัดแน่นขึ้นจนทรวงอกอวบอัดบดเบียดเข้ากับแผงอกกว้างของเขา“แล้วดูแต่งตัวสิ... กะจะให้ผู้ชายทั้งงานหัวใจวายตายรึไง!”“ชุดราตรีมันก็แบบนี้แหละค่ะ ใครๆ เค้าก็ใส่กัน” ตรีอัปสรช้อนสายตาหวานหยดย้อยที่ไร้กรอบแว่นมองเขาอย่างท้าทาย
ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางแผ่ว วายุไม่อาจละสายตาจากร่างระหงที่นั่งหันหลังให้เขาได้เลย แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านม่านปรับแสงตกกระทบลงบนแผ่นหลังเนียนละเอียด ที่เปิดเปลือยรำไรจากดีไซน์ชุดเดรส ทุกครั้งที่เธอขยับตัว สะโพกมนกลมกลึงที่เบียดชิดอยู่บนเก้าอี้ทำงานก็ดูจะเน้นสัดส่วนจนเขารู้สึกร้อนรุ่ม คอแห้งผากราวกับเดินอยู่กลางทะเลทรายเมื่อเข็มนาฬิกาชี้เลขสิบสอง วายุไม่รอช้า เขาผุดลุกขึ้นแล้วก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานของเลขาฯ สาวด้วยท่าทีคุกคามทรงอำนาจ“เที่ยงแล้ว... ไปทานข้าวกันเถอะ”“เอ่อ... แต่ว่าอัปสร...”“นัดใครไว้เหรอ?” วายุเลิกคิ้ว เสียงเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“นัดเพื่อนไว้ค่ะ”“ผู้ชายหรือผู้หญิง?” เขาถามสวนกลับทันควัน แววตาคมกริบจ้องเขม็งจนตรีอัปสรต้องรีบตอบ“ผู้หญิงค่ะ... จริยาไงคะ ถ้าท่านรองไม่รังเกียจ จะไปทานด้วยกันก็ได้ค่ะ”“ไปสิ” เขาตอบสั้นๆ ทว่าแววตามุ่งมั่นระหว่างทางบนรถหรู เสียงโทรศัพท์ของตรีอัปสรดังขึ้น เธอรับสายเพื่อนรักที่มารออยู่ก่อนแล้ว โดยมีวายุเป็นสารถีขับรถให้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่กำพวงมาลัยกลับเกร็งแน่นเมื่อเห็นเธอคุยโทรศัพท์อย่







