LOGINแต่ถึงแม้บอกว่าจะชดใช้เงิน แต่นางไม่มีเงินมากขนาดนั้น หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ไปที่ด้านหน้าร้านยืมเงินหนึ่งร้อยตำลึงจากคนดูแลร้านที่กำลังทำบัญชีอยู่ นางบอกว่าเมื่อกลับไปยังหงเสียแล้วจะนำเงินมาคืนให้ในภายหลัง
พอได้เงินอยู่ในมือ นางก็เดินกลับไปที่หลังร้าน เห็นหลี่ต้าจ้วงกำลังถือถาดอาหารและน้ำแกงปลาเพื่อจะกลับไปที่ห้องทางทิศตะวันตกพอดี
“ให้เจ้า” จ้าวเยี่ยนเจียวเชิดคางขึ้น “หนึ่งร้อยตำลึง”
หลี่ต้าจ้วงเลิกคิ้วพลางส่ายหัว “คุณหนู แบบนี้มันไม่ถูกนะขอรับ แค่เอาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะเจอคุณชายของข้า มันแสดงถึงความจริงใจที่น้อยเกินไปหน่อย”
จ้าวเยี่ยนเจียวโกรธจนแทบจะกระอักเลือด “เงินพวกนี้เป็นเงินเก็บทั้งหมดของข้า! ไปบอกเจ้านายหมาป่าอกตัญญูของเจ้าว่าข้าทุบหม้อข้าวขายเหล็กเพื่อหาเงินก้อนนี้มาอย่างยากลำบาก ตอนนี้ได้มอบให้เขาแล้ว จากนี้ ข้ากับเขา ไม่มีอะไรติดค้างกันอีกต่อไป”
“คุณหนูขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านกำลังใช้วิธีถอยเพื่อรุกใช่หรือไม่?” หลี่ต้าจ้วงพูดไปเดินไปไม่หยุด เขามองจ้าวเยี่ยนเจียวด้วยความเห็นอกเห็นใจ “จริงๆ แล้วคุณหนูไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้นะขอรับ การที่ท่านทำม้าของคุณชายตายเป็นเรื่องจริง แต่การที่ท่านช่วยชีวิตคุณชายก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน การขอเข้าพบคุณชายเพื่อขอรางวัลก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ข้าจะไปแจ้งให้คุณชายทราบเดี๋ยวนี้”
จ้าวเยี่ยนเจียวชื่นชมความคิดของหลี่ต้าจ้วง แต่คำพูดสุดท้ายของเขาทำให้ดวงตาของนางเป็นประกาย “เจ้าจะให้ข้าไปขอรางวัล แบบนี้ไม่ถือว่าทรยศเจ้านายตัวเองหรือ?”
หลี่ต้าจ้วงส่ายหน้า “คุณหนูจะบอกว่าข้าทรยศเจ้านายได้อย่างไร? แค่คำพูดของท่านเมื่อครู่ทำให้ข้าคิดได้ โลกนี้มีกรรม ถ้าติดหนี้ในชาตินี้ก็ต้องชดใช้ในชาตินี้ ถ้าชดใช้ไม่หมดก็ต้องติดหนี้ไปชาติหน้า ตอนนี้คุณหนูชดใช้แล้ว คุณชายก็กลายเป็นคนที่ติดหนี้คุณหนูแทน ดังนั้นคุณหนูควรไปพบคุณชายและขอค่าชดเชยบ้าง ไม่อย่างนั้นคุณชายที่สง่างามของข้า หากต้องติดหนี้คุณหนูและต้องมาพบกันในชาติหน้าอีก จะขาดทุนมากเลยนะขอรับ”
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่เคยยอมให้ใครเอาเปรียบเรื่องคำพูดได้ง่ายๆ แต่เมื่อนางเจอหลี่ต้าจ้วง บัดนี้จึงได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า
สมแล้วที่เจ้านายเป็นอย่างไร คนรับใช้ก็เป็นอย่างนั้น ชอบที่จะเหน็บแนมคนอื่นโดยไม่ใส่ใจ เพียงไม่กี่คำก็แทงใจดำคนจนรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
“เจ้านายของเจ้าอาจจะหน้าตาดี แต่ข้าก็ไม่ได้แย่นะ ดังนั้นอย่าพูดเหมือนว่าเจ้านายของเจ้าเป็นขนมหวานที่ข้าจะชอบนักหนา”
“คุณหนูขอรับ ข้าขอพูดอีกแค่คำเดียวว่าอย่าหลอกตัวเองเลยขอรับ” หลี่ต้าจ้วงพาจ้าวเยี่ยนเจียวเดินมาจนได้ ไม่ได้สนใจว่านางจะเต็มใจหรือไม่ จากนั้นก็ให้นางรออยู่ด้านนอก แล้วตัวเองก็ถือน้ำแกงปลาเข้าไปข้างในก่อน
จางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเตียง อาหารบนโต๊ะเตี้ยๆ ข้างๆ แทบจะไม่ได้ถูกแตะต้อง เมื่อมองน้ำแกงปลาที่นำมาให้ แม้ว่ากลิ่นจะหอมมาก แต่ก็ยังไม่มีความอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย
หลี่ต้าจ้วงลดสายตาลงเพื่อซ่อนความกังวลในใจ เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว แต่ความอยากอาหารของคุณชายก็ยังไม่ดีขึ้น เขาแสร้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “คุณชาย มีคนมาขอเข้าพบขอรับ”
จางเจิ้งเหอไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เวลาไม่เช้าแล้ว เขาพร้อมที่จะออกเดินทางได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นใครเขาก็ไม่อยากพบ กำลังจะพูดออกไปหลี่ต้าจ้วงก็พูดต่อว่า
“คุณชายน่าจะจำได้นะขอรับ นางคือคุณหนูที่ชื่อเจียวเจียว คนที่มีพละกำลังมหาศาลเมื่อวานนี้ขอรับ”
คำพูดที่จางเจิ้งเหอกำลังจะปฏิเสธให้เข้าพบก็เปลี่ยนไป เขาถามด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “นางมาทำอะไร?”
“มาจ่ายเงินขอรับ” หลี่ต้าจ้วงอดหัวเราะไม่ได้ “นางบอกว่าโลกนี้มีกรรม ถ้าติดหนี้ในชาตินี้ก็ต้องชดใช้ในชาตินี้ ถ้าชดใช้ไม่หมดก็ต้องติดหนี้ไปชาติหน้า เพราะไม่อยากติดหนี้คุณชาย ก็เลยตัดสินใจเอาเงินมาจ่ายค่าม้าขอรับ”
มุมปากของจางเจิ้งเหอยกขึ้น หากไม่สังเกตให้ดีๆ ก็มองแทบไม่เห็น “ในเมื่อนางตั้งใจขนาดนั้น ก็ให้นางเข้ามาเถอะ”
หลี่ต้าจ้วงดีใจมาก รีบหันหลังออกไปเรียกคน
จ้าวเยี่ยนเจียวเดินตามเข้าไปอย่างไม่เต็มใจพร้อมกับเงินในมือ แต่ความไม่เต็มใจบนใบหน้าของนางกลับหายไปหมดสิ้นเมื่อได้กลิ่นอาหารที่หอมอบอวลไปทั่วห้อง สายตาของนางจับจ้องไปที่อาหารบนโต๊ะทันที
หลินอี้ใช้ความสามารถทั้งหมดของเขาในการทำอาหาร แม้จะเป็นอาหารง่ายๆ แต่ก็เป็นอาหารที่ประณีต ไม่เพียงมีกลิ่นหอม แต่ยังดูน่ากินอีกด้วย แม้ว่านางจะกินซาลาเปาลูกใหญ่ไปสองลูกตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะตอนนี้ ท้องของนางก็หิวอีกแล้ว
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







