Mag-log inมองดูกลุ่มคนที่เดินมาถึงยังจุดที่นางยืนอยู่ วันนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้ไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่มานางเคยรู้จักหรือไม่ แต่หากยิ่งปลีกตัวไปก็รังแต่จะทำให้น่าสงสัย
“คารวะท่านปราชญ์ ข้าน้อยเซี่ยซู อัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่”
เซียงป่ายเหอมองอัครมหาเสนาบดีหนุ่มตรงหน้า ในใจก็ลอบสูดปากอย่างชื่นชม เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยไม่เกินสามสิบ แต่กลับมีฐานะเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หน้าตาหรือก็หล่อเหลาคมเข้ม ท่วงท่าหรือก็สุขุมเยือกเย็น
“นี่คือกุนซือผู้ติดตามของข้า หลินหยาง ด้านหลังคือองครักษ์นามเฟยอวี่”
เซียงป่ายเหอมองกวาดไปยังบุรุษทั้งสองคน คนแรกนามหลินหยาง นางเพียงปรายตามองก็ต้องประหลาดใจ ชายหนุ่มอีกสองคนเองก็คงอายุไม่ต่างจากเซี่ยซู แต่คนที่นางสนใจมากกว่าผู้อื่นคือหลินหยาง เพราะอีกฝ่ายจ้องนางเขม็งราวกำลังพิจารณา
ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยยามที่นางสบตา กระนั้นนางก็หาได้ใส่ใจเพียงรับคารวะแล้วมองไปยังเฟยอวี่
เฮ้อ นางลอบถอนหายใจกับตัวเอง
บุรุษที่นี่ไยจึงมีแต่คนหน้าตาดีทั้งสิ้น หัวใจของซือเจ้เต้นรัวจนไม่อาจหยุดแล้ว!!! ฮือ...งานดีจริงๆ
แม้ในใจกำลังตื่นเต้น แต่ใบหน้าและดวงตาของเซียงป่ายเหอยังคงเรียบเฉย นางกล่าวทักทายอย่างเป็นทางการกับคนแคว้นฉู่ จากนั้นจึงตั้งใจจะหมุนตัวเดินจากมา
ขณะที่เอ่ยปากขอตัว บุรุษที่มีนามว่าเฟยอวี่กลับเคลื่อนไหวรวดเร็ว พริบตาเดียวกลับคว้าต้นแขนของนางเหวี่ยงออกไปเบื้องหลัง
แผ่นหลังของเซียงป่ายเหอ กระแทกเข้ากับแผ่นอกของหลินหยาง นางหวีดร้องออกมาเสียงหนึ่ง เมื่อโดนหลินหยางอุ้มตัวลอยขึ้น
เสียงขันทีอุทานด้วยความตกใจ ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงนอนแน่นิ่งกับพื้น แผ่นหลังยังมีลูกดอกปักคาอยู่ เลือดที่ซึมออกมากลายเป็นสีดำกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง
“หมอบลงลูกดอกนี่มีพิษ!” เฟยอวี่ตะโกนบอก
ลูกดอกที่ถูกยิงมาจากระยะไกล ทำให้พวกเขาทำอะไรได้ไม่มากนอกจากหลบหลีกและตั้งรับ ขันทีพร้อมกับนางกำนัลถูกลูกดอกล้มลงสิ้นทีละคน กระทั่งบนเก๋งหลังน้อยเหลือเพียงเซียงป่ายเหอ หลินหยาง เซี่ยซู และเฟยอวี่ซึ่งกำลังใช้แส้ของขันทีปัดลูกดอกออกไป
เสียงทหารองครักษ์วิ่งขึ้นมาบนสะพาน อีกส่วนก็ตรงไปยังจุดที่ลูกดอกถูกยิงออกมา
เซียงป่ายเหอมองเหตุการณ์ระทึกตรงหน้าด้วยดวงตาตื่นตระหนก มือทั้งสองกุมท่อนแขนของหลินหยางแน่น กระทั่งเหล่าองครักษ์มาถึงแทนที่พวกเขาจะเข้ามาคุ้มกัน พวกเขากลับหันคมกระบี่เข้าหาเซี่ยซูเสียอย่างนั้น
“ระวัง!”
เสียงหลินหยางดังขึ้น พร้อมกับแรงผลักที่ทำให้เซียงป่ายเหอเซไปอีกด้าน เท้าของนางเหยียบเข้ากับชายชุด ร่างอรชรเซไปเบื้องหลัง
ที่นางทำได้คือเบิกตามองหลินหยาง ในยามที่นางกำลังหงายหลังลงไปในน้ำอันเย็นเยียบ
ไม่ใช่! นางไม่ได้ตกใจที่ตัวเองกำลังตกลงไปในน้ำ
แต่เป็นเพราะคมกระบี่นั้นสมควรเล็งมายังนาง หากแต่ทันทีที่ชายหนุ่มผลักนางออก เขาย่อมต้องคมกระบี่นั้นแทน
ตูม!!!
ผิวน้ำอันเย็นเยียบโอบล้อมร่างในชุดหนาหนัก เซียงป่ายเหอสบถออกมาเสียงดัง ในยามที่นางพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา แต่เพราะชุดตัวสวยในยามที่โดนน้ำ กลับหนักอึ้งจนสมควรตาย
ชุดตัวนอกถูกหญิงสาวกระชากออกจากตัว กระทั่งในที่สุดก็สามารถลอยตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำสำเร็จ หากแต่กลับมีอีกคนตกลงมาเช่นกันกับนาง
หลินหยางซึ่งต้องคมกระบี่หล่นตูมลงมาใกล้ๆ กับเซียงป่ายเหอ คราแรกนางยังคิดว่าเขาจะโผล่ขึ้นมาในไม่ช้า แต่เมื่อเห็นแล้วว่าดวงตาของเขาปิดสนิท ในยามที่เขาตกลงไปในทะเลสาบ
หญิงสาวไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ดำน้ำลงไปกระชากร่างใหญ่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ
การต่อสู้เบื้องหลังไม่ได้ดึงดูดความสนใจเซียงป่ายเหอ มากไปกว่าริมฝั่งซึ่งอยู่ไกลออกไป ท่อนแขนเล็กสอดเข้าไปรัดใต้อกของหลินหยาง พยายามลากเขาไปกับนางพร้อมๆ กับระวังให้ใบหน้าเขาลอยอยู่บนผิวน้ำ
“อยู่นิ่งๆ อย่าทำตัวเป็นภาระข้า หาไม่ข้าจะปล่อยให้ท่านจมน้ำตายอยู่ตรงนี้”
นางเอ่ยเสียงดุเมื่อชายหนุ่มพยายามขยับตัว นัยว่าเขาคงพยายามว่ายน้ำ หรือเขาอาจไม่รู้ว่าใครกำลังกอดรัดตนอยู่
“พรุ่งนี้ท่านมาอีกสิ แล้วข้าจะบอก”ดวงตาเจ้าเล่ห์ของชายหนุ่ม ทำให้เซียงป่ายเหออดไม่ได้ที่จะถลึงตาเข้าใส่ “ฝันไปเถอะ ไม่บอกก็แล้วไป ข้ามีวิธีของข้า”“ท่านปราชญ์ ข้าขอเตือนท่านด้วยความปรารถนาดี อย่าได้ให้แม่นางหลิ่งจือไปสืบสาวโดยเด็ดขาด แต่ถ้าท่านไม่ต้องการชีวิตของนางก็แล้วไปเถิด”ยิ่งพูดเช่นนี้นางก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่นะสิ!!!มองดูเงาร่างอรชรเดินจากไป ดวงตาพราวระยับด้วยรอยขบขันพลันหายวับไปทันที หลินหยางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนคิ้วเข้มจะมุ่นลง เมื่อมองไปยังเก้าอี้ที่หญิงสาวเพิ่งจะนั่งเมื่อครู่“นางใช่เซียงป่ายเหอจริงๆ หรือขอรับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่เงาร่างปราดเปรียวของเฟยอวี่จะก้าวเข้ามา“ใบหน้าและร่างกายนั้นดูเหมือนใช่” หลินหยางพึมพำเสียงเบา“ท่านหมายความว่าอย่างไรขอรับ”“มือของนางยังคงมีแผลเป็นเดียวกับที่นางได้รับเมื่อตอนห้าขวบ” นั่นคือตอนที่นางหาเขาพบ ...ใช่ ถูกแล้ว นางเป็นคนหาเขาพบจริงๆ“แต่นางจำท่านไม่ได้”“อืม” หลินหยางพยักหน้า เขาเงียบไปนานก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเฟยอวี่ “เรื่องคนที่วางยาพิษนางเล่า เจ้าสืบไปถึงไหนแล้ว”“ยาพิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น เป็นพิษจากแมงมุมดำทะ
“ท่านไปเยี่ยมคุณชายหลินเช่นนี้ อาจยิ่งทำให้ข่าวลือ...” มองไปรอบๆ นางกำนัลและขันทีต่างก็หยุดชะงักมองมา ทันทีที่ได้ยินนางเอ่ยถึงหลินหยาง“ไสหัวไปให้หมด!” หลิ่งจือตวาดออกมาเสียงดัง แม้กระทั่งเซียงป่ายเหอยังสะดุ้งหญิงสาวมองไปรอบๆ ดูเหมือนจะได้ผลดี เพราะทุกคนต่างก็หายตัวไปอย่างลนลาน ราวกับมีความตายกำลังไล่ล่า “หลิ่งจือ เจ้าเคยบอกข้าว่าสงสัยองค์จักรพรรดินี ข้าบอกเจ้าก็ได้วันนั้นที่เกิดเรื่อง ข้าคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือข้า ไม่ใช่คนแคว้นฉู่”“อะไรนะเจ้าคะ!”“เจ้าเบาเสียงหน่อย” เซียงป่ายเหอมองซ้ายขวาก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ที่ข้าต้องไปเยี่ยมคุณชายหลินก็เพราะเขาเองก็คงคิดเช่นนั้น”ใบหน้าของหลิ่งจือเกิดเค้าความยุ่งยากขึ้นมาในทันที นางมองสบตากับเซียงป่ายเหอ จากนั้นจึงเม้มปากด้วยความหนักใจ“แคว้นฉู่ภายใต้การนำของเซี่ยซู แคว้นฉินไหนเลยจะแข็งแกร่งได้ถึงครึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นช่างอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นยิ่งนัก”“เจ้าจะพูดอะไร”“มาคิดๆ ดูแล้ว หรือนี่เป็นความตั้งใจของเซี่ยซูที่ต้องการให้ท่านกับองค์จักรพรรดินีขัดแย้งกัน แสร้งทำเป็นช่วยท่านเอาไว้เพื่อเอาชนะใจท่าน”ได้ยินดังนั้นหญิงสาว
วันต่อมาจักรพรรดินีทรงเสด็จมาเยี่ยมอาการป่วยของเซียงป่ายเหอ และการเสด็จมาครั้งนี้ ทำให้หญิงสาวรู้ว่าหูตาของอีกฝ่าย ถูกวางเอาไว้ทั่วทั้งตำหนักฮุ่ยเจ๋อ เพราะจูเชวี่ยเอ่ยถามเรื่องที่นางไล่นางกำนัลและขันทีออกมาจากตำหนักเมื่อวันวาน“หม่อมฉันเพียงรู้สึกหงุดหงิดเพคะ อยากอยู่ตามลำพังแต่เหตุการณ์วันนั้นจึงต้องให้หลิ่งจือรั้งอยู่ เพราะเกรงว่าจะมีมือสังหารบุกเข้ามาอีก”เซียงป่ายเหอตอบด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน หลิ่งจือบอกนางว่าเซียงป่ายเหอคนก่อนมักทำอะไรคาดเดาได้ยาก บางครานางทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรซุกซ่อนไว้ทั้งสิ้น ดังนั้นการตอบเช่นนี้นับว่าเป็นเซียงป่ายเหอโดยแท้มองดูสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าแย้มยิ้มด้วยความเข้าอกเข้าใจ เซียงป่ายเหอได้แต่สงสัย ในใจของนางให้อย่างไรก็ยังกังขา เพราะนี่คือหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ต้องการชีวิตนางวันนั้นหากนางมองไม่ผิด หนึ่งในมือสังหารพุ่งเป้ามาที่ตัวนางชัดๆ จนถึงตอนนี้แม้แต่กับหลิ่งจือ นางเองก็ยังไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟังเพียงแต่...หลินหยางผู้นั้น…“เจ้าหายดีแล้วกระมัง”“เพคะ”“เรื่องนี้คงยากจัดการเสียแล้ว เพราะเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นฉู่และแคว้นฉินข
เปิดหน้าถัดไป ถัดไป และถัดไป เนื้อเรื่องตรงกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ กระทั่งมาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ตรงที่ชายหนุ่มในนิยายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตหญิงสาว ทั้งยังอุ้มนางขึ้นมาจากทะเลสาบ“ท่านปราชญ์”มองดูเซียงป่ายเหอมือกำสมุดภาพเล่มนั้นแน่นจนข้อซีดขาว หลิ่งจือพลันรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง นางรับรู้ได้ถึงอารมณ์โกรธกรุ่นของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน“ตอนจบปราชญ์หญิงเกิดความซาบซึ้งจึงแต่งเขาเป็นนายท่านอย่างนั้นเรอะ”น้ำเสียงเย็นเยียบทำเอาหลิ่งจือคุกเข่าลงอย่างแรง “ขอท่านปราชญ์อย่าได้มีโทสะ เรื่องนี้ข้าน้อยจะสอบสวนหาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้”มองดูอีกฝ่ายคุกเข่าลงพร้อมเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง เซียงป่ายเหอครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงบอกให้นางยืนขึ้น “ช่างเถิด จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาวันๆ อยู่แต่ในกำแพงสูง การเล่นสนุกนี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่ทำเพื่อความสำราญเล็กๆ น้อย หากข้ามีโทสะและเอาความ รังแต่จะเป็นการยอมรับและทำให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะ”“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือมองหญิงสาวราวกับมองคนแปลกหน้า“หลิ่งจือ”“เจ้าคะ”“ข้าขอบอกเจ้าตามตรง” หญิงสาวใคร่ครวญดีแล้ว อย่างน้อยนางก็ควรจะพูดกับคนสนิทให้กระจ่าง หาไม่คงไม่อาจเอาตัวรอดไปได้อย่าง
ชายหนุ่มยอมอยู่นิ่งในที่สุด เขามองดูการต่อสู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนลอบมองใบหน้าของคนที่กำลังพาเขาว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง เสี้ยวหน้าจริงจังของนางทำให้คิ้วเข้มของเขามุ่นลง“ท่านปราชญ์” เขากระซิบเมื่อเท้าแตะพื้นดินใต้น้ำดูเหมือนนางจะพาเขามาถึงฝั่งได้จริงๆ ครานี้นางสอดสองแขนเข้ากับตัวเขาเพื่อลากร่างสิ้นเรี่ยวแรงขึ้นฝั่ง“ข้าไม่เคยรู้ว่าท่านปราชญ์ว่ายน้ำเป็น”ได้ยินดังนั้นเซียงป่ายเหอพลันปล่อยมือ ร่างสูงจมลงไปในน้ำทันที หญิงสาวนึกขึ้นได้ก็รีบควานลงไปงมเขาขึ้นมา ชายหนุ่มสำลักน้ำก่อนมองนางด้วยรอยยิ้ม“เรื่องนี้...คงไม่ถึงขั้นต้องคิดฆ่าคนปิดปากกระมัง เป็นความลับถึงเพียงนั้นเลยหรือ” เขาหัวเราะเซียงป่ายเหอถลึงตาใส่เขา“หุบปาก!” นางตวาดก่อนลากเขาขึ้นไปส่งให้ขันทีและนางกำนัลที่รออยู่บนฝั่ง ดูเหมือนการต่อสู้ที่เก๋งกลางทะเลสาบจะยุติลงไปแล้ว อีกทั้งร่างที่กำลังถูกหิ้วออกไปนั้น คงจะเป็นมือสังหารที่บุกเข้ามาเมื่อครู่กระมังหลิ่งจือปราดเข้ามาพร้อมกับเสื้อคลุม นางมองผู้เป็นนายสลับกับใบหน้าขาวซีดของชายหนุ่ม รู้สึกประหลาดใจกับรอยยิ้มของเขาซึ่งมองตรงมายังผู้เป็นนาย“ท่านปราชญ์ ปลอดภัยดีหรือไม่เจ้าคะ” นางเอ่ย
มองดูกลุ่มคนที่เดินมาถึงยังจุดที่นางยืนอยู่ วันนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้ไม่รู้ว่าในบรรดาคนที่มานางเคยรู้จักหรือไม่ แต่หากยิ่งปลีกตัวไปก็รังแต่จะทำให้น่าสงสัย“คารวะท่านปราชญ์ ข้าน้อยเซี่ยซู อัครมหาเสนาบดีแคว้นฉู่”เซียงป่ายเหอมองอัครมหาเสนาบดีหนุ่มตรงหน้า ในใจก็ลอบสูดปากอย่างชื่นชม เขาเป็นเพียงชายหนุ่มวัยไม่เกินสามสิบ แต่กลับมีฐานะเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี หน้าตาหรือก็หล่อเหลาคมเข้ม ท่วงท่าหรือก็สุขุมเยือกเย็น“นี่คือกุนซือผู้ติดตามของข้า หลินหยาง ด้านหลังคือองครักษ์นามเฟยอวี่”เซียงป่ายเหอมองกวาดไปยังบุรุษทั้งสองคน คนแรกนามหลินหยาง นางเพียงปรายตามองก็ต้องประหลาดใจ ชายหนุ่มอีกสองคนเองก็คงอายุไม่ต่างจากเซี่ยซู แต่คนที่นางสนใจมากกว่าผู้อื่นคือหลินหยาง เพราะอีกฝ่ายจ้องนางเขม็งราวกำลังพิจารณาดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยยามที่นางสบตา กระนั้นนางก็หาได้ใส่ใจเพียงรับคารวะแล้วมองไปยังเฟยอวี่เฮ้อ นางลอบถอนหายใจกับตัวเองบุรุษที่นี่ไยจึงมีแต่คนหน้าตาดีทั้งสิ้น หัวใจของซือเจ้เต้นรัวจนไม่อาจหยุดแล้ว!!! ฮือ...งานดีจริงๆแม้ในใจกำลังตื่นเต้น แต่ใบหน้าและดวงตาของเซียงป่ายเหอยังคงเรียบเฉย นางกล







