로그인แคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) มีชื่อจีนอย่างเป็นทางการว่า "เยว่ฮวาเซียนโจว" มีอาณาเขตอยู่ติดกับแคว้นเซียนแสงจันทร์ในทิศบูรพา หากแต่ลักษณะทางภูมิศาสตร์นั้นเรียกได้ว่าต่างกันลิบลับ แคว้นเซียนแสงจันทร์มีบทบาทเป็นเมืองแห่งการค้า ขึ้นชื่อลือชาด้านความทันสมัยและสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่งสะดวกสบายจะใช้อาวุธเวทย์เหาะเหินอะไรก็ย่อมได้ หรือจะใช้ราชยานเมฆาเช่นที่ท่านเง็กเซียนใช้ก็มิมีกฎห้าม แม้สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะถูกเทียนซิ่งจงทำลายลงจนย่อยยับ
.
ทุกอย่างโล่งเตียนราวกับสนามฟุตบอล ทั่วทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยม่านเพลิงกำแพงไฟ คำถามคือสภาพการณ์เช่นนั้นต่างจากแคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) ณ ตอนนี้ตรงไหน! ที่ว่าลิบลับกลายเป็นอดีตอันห่างไกล เพราะปัจจุบันแดนเซียนแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยสายธารแห่งไฟ ภูเขาสีดำน่าตายน้อยใหญ่ผุดขึ้นมากมายสลับซับซ้อน
.
เยว่ฮวาเซียนโจวมิใช่แคว้นที่จะเหยียบย่ำเข้ามาได้โดยง่าย ผืนพิภพบนนี้ร้อนฉ่าราวกับขุมนรกที่ยกขึ้นมาอยู่บนเมฆ มีธารเพลิงแผดเผาแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกมันหลากล้นลงมาจากยอดเขาเสียดฟ้าที่บ้าคลั่งการปะทุ บางส่วนก็ไหลซึมออกมาตามรอยแยกของแผ่นดิน เกิดเป็นโครงข่ายที่แม้แต่ทวยเทพประจำแคว้นก็ยังยากจะจดจำ แผนที่และเข็มทิศทหารใช้งานยากสำหรับที่นี่ เส้นทางเดินเท้าทั้งหมดที่มีจะเปลี่ยนแปลงทุกทีเมื่อปากปล่องร้องคำราม!
.
ทว่าหากมาเยือนแคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) จากทางด้านข้าง สิ่งแรกที่เห็นเบื้องหน้าจะเป็นผืนพิภพสีชาดอันทอดยาวสุดลูกหูลูกตา จะเห็นเทือกเขานับร้อยนับพันเรียงรายราวกับสันหลังมังกรที่ถูกฆ่าแต่ฝังมิจมพื้น ความตระหง่านน่าเกรงขามดังกล่าวเหมือนดั่งป้อมปราการที่กีดกันผู้คน ส่วนธารโลกันต์เวียนวนก็อาจจะเป็นโลหิตของมังกรบรรพกาลที่กำลังเดือดดานใส่ผู้บุกรุก
.
.
เล่าถึงตรงนี้ปู่ซืออี้ในอาคมแฝงร่างก็หยุดพักหายใจชั่วครู่ แกพยายามจะอ่านภาษากายของจางอี้เฟิงที่นั่งอยู่บนเตียงหยก ว่าเขายังไหวอยู่รึเปล่าเขามีท่าทีตระหนกตกใจอยู่หรือไม่
.
"ก็อย่างที่ข้าเคยบอกไงว่าหากพวกเจ้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าจะมาซักไซ้เอาความ!"
.
"กะ..ก็ใช่อยู่หรอกครับ ผมไม่ได้ลืมแต่แค่ไม่คิดว่าท่านจะมาในรูปแบบผีแหกหัวเช่นนี้!?"
ซุ่มเสียงที่สั่นเครือบ่งบอกทุกสรรพสิ่ง แม้แต่เตียงหยกที่ใช้ปรับสมดุลธาตุหยางก็ยังดูดปราณวิญญาณของจางอี้เฟิงเข้าไปแบบผิดธรรมชาติ
.
"เหลิ่งจิ้ง! (冷静!) , เหลิ่งจิ้ง! (冷静!)"
"ผีแหกหัวก็คือ ผัว! , แหก! , หืม..ม..ม! ไม่ ๆ ๆ ข้ามิเข้าใจมุกตลกของพวกมนุษย์เยี่ยงเจ้าหรอก เอาเป็นว่าข้าแค่ต้องการข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเจ้าโดยเร็วเพื่อนำไปรายงานท่านเง็กเซียน และข้าก็อยากจะแสดงความจริงใจก่อนด้วยการเล่าเรื่องต่าง ๆ ของแคว้นตะวันเพลิงให้เจ้าฟัง "ไม่มีผลงานไม่รับของ" ข้ามิเอาเปรียบเจ้าหรอกเจ้ามนุษย์เจ้ามิขาดทุนเป็นแน่"
.
ปู่ซืออี้ลูบคางไปหนึ่งทีแกใช้มุทรากระบี่ตวัดปลายนิ้ว เพื่อกระตุ้นให้คัมภีร์อักขราวิสุทธิ์ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าเปล่งประกายขึ้น ฝั่งจางอี้เฟิงเองก็กระชับฝ่ามือตบหน้าขาตัวเองไปหนึ่งฉาด สมาธิเขาน่าจะกลับมาแล้วหนนี้จึงตั้งใจฟังเป็นพิเศษ เพราะหากไม่ฟังดี ๆ บางทีก็อาจจะใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นตะวันเพลิงแห่งนี้ไม่ได้เลย
.
"อะ..แฮ่ม..ข้าเล่าต่อเลยนะ"
.
.
เหนือฟ้าของแคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) มิได้มีเพียงเมฆขาวเช่นแคว้นอื่น หากแต่ถูกย้อมด้วยแสงสีทองแดงจากเปลวเพลิงที่อยู่เบื้องล่าง ตลอดทั้งวันฟ้าจึงคล้ายอาบอยู่ในแสงอัสดง แม้ยามราตรีก็ยังมิอาจมืดสนิทลง เพราะแสงจากภูเขาไฟนับไม่ถ้วนส่องสว่างราวกับดวงดารา จุดสำคัญคือบริเวณใจกลางแคว้นที่มี "หุบเขาเพลิงสุริยัน (曜日炎山)" ซ่อนตัวอยู่! ลักษณะเด่นคือเป็นยอดเขาทะลวงผ่านชั้นเมฆา ปากปล่องขนาดมหึมาราวกับเตาหลอมที่สวรรค์ประทานแก่ทวยเทพ เปลวเพลิงสีทองพลุ่งพล่านขึ้นจากส่วนลึกของภูผาเป็นระยะ บางคราวก็สูงเสียดฟ้าจนหมู่เมฆต้องแหวกทางให้
.
และพอเงี่ยหูฟังดี ๆ ก็จะได้ยินเสียงค้อนเหล็กกระทบศาสตราดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ เสียงเหล่านี้มิได้ขาดหายแม้แต่ชั่วขณะ มันดังสู้กับเสียงภูเขาไฟได้อย่างสูสี และดังราวกับชีพจรของแคว้นทั้งหมดนี้กำลังเต้นอยู่ภายใต้เสียงแห่งการทุบตีศาตรา เหล่าช่างหลอมจากสำนักต่าง ๆ ล้วนตั้งตาจะมาที่หุบเขา เพราะเพลิงเหล่านั้นมิใช่ไฟธรรมดา หากแต่เป็นเพลิงวิญญาณที่สามารถหลอมได้แม้กระทั่งเหล็กเทพและแร่สวรรค์
.
ด้วยความสัตย์จริงว่าหากอยู่แคว้นตะวันเพลิง ผู้อยู่อาศัยจะสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ปกคลุมไปทั่วร่าง แม้จะอยู่ห่างจากภูเขาไฟหลายสิบลี้ก็ยังสามารถรับรู้ถึงองศาอันร้อนระอุ และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งที่มาของศาสตร์แห่งการรักษาชั้นเลิศอย่าง "มหาวิชาเวทย์อัคนี" ส่วนเถ้าภูเขาไฟที่โพยพุ่งออกมามิหมดมิสิ้นนี้ก็หาใช่ของธรรมดาที่มีแต่มลพิษไม่! หลังพวกมันได้ผ่านการหมักบ่มจากสายแร่สวรรค์เลอค่านานาพันธุ์มานับหมื่นปีพันปี ก็เลยได้ออกมาเป็น "ผงไฟอัสนี" ที่สามารถใช้คืนสภาพให้แก่บาดแผลได้ทุกชนิด
.
ต่อให้ผู้บาดเจ็บจะโดนฟันจากสมบัติเวทย์ชนิดใด หรืออาวุธนั้นจะถูกเคลือบยาพิษรุนแรงที่ไร้ซึ่งยารักษา แต่หากใช้ผงไฟอัสนีโรยลงที่บาดแผล นอกจากเนื้อเยื่อจะผสานกันเองแล้ว อานุภาพของมันยังเหมือนกับการย้อนเวลากลับหลัง แผลฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นจะหายเป็นปลิดทิ้งราวกับมิมีการต่อสู้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เหล่าเทพเซียนที่อาศัยอยู่ที่นี่จึงพากันตั้ง ตำหนักเทียนอี (天医殿) หรือ หอเทียนอี (天医殿) ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อของมีค่าทั้งสองสิ่ง ซึ่งก็คือบริเวณโรงถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในสุดของตัวแคว้น
.
แล้วก็เป็นที่ ๆ จางอี้เฟิง , เหล่าองครักษ์ประตูเทวา (天门守卫) , เทพสงครามอู่เสิ่น (武神) , ปู่ซื้ออี้ รวมไปถึงผู้บาดเจ็บคนอื่น ๆ พำนักรักษาตัวกันอยู่ ณ ขณะนี้นี่เอง
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







