로그인เปลวความร้อนแผ่ซ่านรอบตัวราวกับอยู่ในห้องซาวน่า มัันมิถึงกับร้อนแต่ก็อยู่ในระดับที่เรียกว่าอุ่นมากหรือไม่ก็อุ่นเกินไป จางอี้เฟิงจึงคิดว่าลืมตาก่อนน่าจะดีกว่า เป็นความจริงที่เจ้าตัวนั้นตื่นรู้มาได้ครู่ใหญ่แล้ว อานุภาพของเคล็ดวิชาอรหันต์ย้อนวัฏจักรดูจะสูญสิ้นไปนับตั้งแต่ที่ร่างกายโผล่พ้นออกจากเขตแคว้นเซียนแสงจันทร์ ฉะนั้นกับสิ่งที่เป็นอยู่จึงเหมือนเป็นการฟื้นฟูเสียมากกว่า
.
ประกอบกับเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ค่อนข้างจะฉลาดพอตัว เขารู้ได้โดยพลันว่าหากลุกขึ้นจากเตียงพรวดพราดคงมิแคล้วโดนค้นวิญญาณหลอมดวงจิตอีก มิสู้แกล้งนอนต่อไปก่อนแล้วจึงค่อย ๆ ลอบฟังบทสนทนาของทวยเทพที่อยู่รายรอบ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ และถ้ามิใช่เพราะสิ่งที่ได้ยินเป็นการกล่าวถึงตนในระยะเผาขน จางอี้เฟิงก็คงมิลืมตาขึ้นเยี่ยงนี้!
.
"มนุษย์ผู้นี้งั้นรึที่ท่านปู่ซืออี้กำชับว่าจะให้ตายมิได้เป็นอันขาด! พวกเราต้องรักษาเขาด้วยโอสถชั้นเลิศ! ลองคนของตำหนักหวงฮือลี่ (黄花梨) ลงทุนเช่นนี้เห็นทีคงปลีกตัวหนีมิพ้น , เฮ้อ..อ..อ..!"
.
"เอาเถิดน่ายามนี้สวรรค์ก็ใช่ว่าจะปกติ ยามศึกสงครามหากมิเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแคว้นตะวันเพลิง (เอี่ยนหยางเซิ่งอวี่) ก็คงเหลือเพียงชื่อ พวกเรา 11 แคว้นใช่จะกลมเกลียวกันซะเมื่อไหร่? ยามสงบก็ช่วงชิงผลประโยชน์ชิงทรัพยากรกันจะเป็นจะตาย หรือเจ้าอยากออกไปรบแนวหน้าแทนพวกเขาเล่า? หากไม่ก็จงเร่งมือซะ!"
.
เทพโอสถเพลิงในชุดคลุมสีชาดลอบถอนหายใจ พวกเขาทั้งสองผินหน้าเข้าหากันโดยมีร่างหนาของจางอี้เฟิงนอนอยู่บนเตียงหยกตรงกลาง ระหว่างนั้นฝ่ามือที่ต่างฝ่ายต่างยื่นออกมาก็เริ่มเปล่งลำแสง ครู่สั้นนี้เองที่ทำให้จางอี้เฟิงรู้ว่าต้นหนแห่งความอุ่นวาบนี้มาจากแหล่งใด ผนึกลำแสงพ่นละอองเวทย์ฉาบไปทั่วร่าง และกำลังวังชาที่ได้คืนกลับมาก็มิอาจทำให้เจ้าตัวฝืนนอนได้อีกต่อไป!
.
"เฮือกกก!"
.
"(อะไรกัน! เรายังไม่ได้สั่งร่างกายให้ลุกขึ้นเลยนี่นาแล้วทำไมถึง!?)"
.
เรือนร่างถึงกับกระโจนลุกขึ้นยืนอล่างฉ่าง! บั้นท้ายยกสูงพ้นจากเตียงหยก เหงื่อไหลแตกซ่านเป็นท่อประปาทั้งยังหอบหายใจรุนแรงพะงาบ ๆ อันเป็นสัญญาณว่าจางอี้เฟิงหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว! เขาฟิตเปรี๊ยะราวกับตอนที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงสนามฟุตบอลมิมีผิด ด้วยความสัตย์จริงที่เวทย์อัคคีได้ทำการชำระดวงจิตของเขาโดยบริบูรณ์ มิหนำซ้ำอานุภาพของมันก็ยังรุนแรงเสียจนทำลายเหลี่ยมเล่ห์แห่งการฉ้อฉลที่คิดจะทำให้ทลายลงย่อยยับ!
.
"เจ้ามนุษย์นี่เจ้ารู้ตัวอยู่ก่อนแล้วงั้นรึ?! เหตุใดถึงใช้อุบายต่อพวกข้า!?"
ฝ่ามือหนากลายสภาพเป็นมุทรากระบี่ แสงสีแดงที่เปล่งออกจากปลายนิ้วมิต้องบอกก็รู้ว่าแค่สะบัดฉึบเดียวคอของนักบอลหนุ่มคงขาดสะบั้น
.
"ตอบอย่างนิ่งเงียบ!!!"
.
"อะ.. เอ่อ.. ผมขอโทษครับผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้! คือผมแค่พยายามจะป้องกันตัว.. ผม..ม..ม! ไม่อยากโดนบีบขมับอีกแล้วนะครับ..บ..บ.. ผมขอโทษจริง ๆ ครับท่านเซียนทั้งสอง!"
มิได้สั่นแค่เสียงแต่ขาก็สั่นตามไปด้วย แม้แต่ภาษาที่ใช้ก็ยังเปล่งออกมาด้วยวาจาแบบมนุษย์
.
ดูท่าหนนนี้คนแซ่จางจะพูดความจริง เพราะในระหว่างที่เขาหลุบตามองสองเทพโอสถอัคคี เขาก็พบว่าเตียงหยกที่ตนเหยียบย่ำอยู่เริ่มมีการเปล่งแสงสีเขียวมรกตพร้อมกับอักขระเวทย์วงเแหวนออกมา! เขาเห็นแม้กระทั่งอายปราณวิญญาณสีโปร่งใสที่ไหลล้นออกมาจากขาตัวเอง! พวกมันค่อย ๆ ซึมล้นก่อนจะค่อย ๆ โดนดูดเข้าไปกักเก็บไว้ในเตียงหยกสีเขียวเบื้องล่าง!
.
"อะไรอ่ะครับ! ท่านเซียนครับนี่เกิดอะไรขึ้นกับผม! พวกท่านทำอะไรกับผมอยู่กันแน่เนี่ยะ?!"
.
"ไม่เอา! , ไม่เอา! , ผมไม่ชอบแบบนี้เลยผมอยากกลับบ้าน!"
.
แล้วก็เป็นความช็อคอันสูงส่งนั่นเอง ที่ทำให้เจ้าตัวถึงกับทรุดลงในท่านังขัดสมาธิ จางอี้เฟิงหน้าซีดแต่มิได้รับบาดเจ็บใด ๆ เขาแค่ช็อคและตกใจเพราะระหว่างที่นั่งจุ่มก้นลงบนเตียงหยก ตูดของเขายังรู้สึกได้อยู่เลยว่ามันกำลังโดนดูด
.
เดือดร้อนไปถึงเทพโอสถเพลิงผู้หนึ่งที่ต้องเร่งแถลงไขเป็นการด่วน
.
"เอาล่ะทำใจให้สงบก่อนเถิดเจ้ามนุษย์ข้ามิทำอะไรเจ้าหรอก เจ้าเป็นถึงบุคคลสำคัญที่ช่วยแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) ไว้ ข้าจะคิดปองร้ายเจ้าด้วยเหตุอันใด มิหนำซ้ำท่านผู้นั้นยังฝากเจ้าไว้กับพวกข้าซะดิบดี ลองรักษาเจ้ามิได้ขึ้นมาสิคงจะเป็นพวกข้ากระมังที่จะต้องฝ่าด่านเคราะห์นี้แทนเจ้า!"
.
"นี่คือกลวิธีในการรักษา ผลพวงจากการชำระดวงจิตเลยทำให้เจ้ากลายเป็นมนุษย์ที่มีปราณวิญญาณขึ้นมา ก่อนหน้านี้เจ้าขึ้นมาบนสวรรค์ด้วยวิธีที่มิถูกต้อง เจ้ายังมิถึงเวลาตายร่างกายเจ้าจึงแตกต่างกับเทพเซียนองค์อื่น ๆ และนั่นจะทำให้เจ้าเป็นปรปักษ์กับโอสถยาหรือเวทย์รักษาทุกชนิด! หากแต่ตอนนี้ทุกอย่างได้คลี่คลายหมดสิ้นแล้ว"
.
จบประโยคนี้เทพโอสถเพลิงอีกองค์ก็แทรกขึ้น แกสะบัดเอาผ้าคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลา และแววตาสีแดงสดที่ดูยังไงก็มิใช่มนุษย์ แถมบนมือยังวาร์ปเอาม้วนคัมภีร์ไม้อันหนึ่งออกมาถือไว้ด้วย
.
"เวทย์อัคคีของเราได้ขจัดพิษแว้งกัดจากมหาวิชาของท่านเง็กเซียนให้เจ้าแล้ว ส่วนเตียงหยกที่เจ้านั่งอยู่นั่นมีหน้าที่ดูดซับปราณวิญญาณมิให้เอ่อล้นในตัวเจ้ามากเกินไป มันจะคอยปรับสมดุลให้เจ้าไปอีกสักระยะ กับการที่จู่ ๆ ร่างกายของเจ้าก็ขยับไปเองก็ล้วนแต่เป็นอิทธิฤทธิ์ของมัน นี่มิใช่สิ่งที่น่ากลัวอะไร เพราะเทพสงครามที่บาดเจ็บองค์อื่น ๆ ก็ล้วนแต่ต้องใช้เตียงหยกแทบทั้งสิ้น!
.
"มิเชื่อเจ้าก็ลองดูเอาเองเถิด! , ฮึบ!"
.
ว่าแล้วองค์เทพโอสถเพลิงผู้หล่อเหลา ก็ได้ผายมือข้างหนึ่งเพื่อนำสายตาจางอี้เฟิงให้มองไปยังภาพมุมกว้าง
.
พลันปรากฏเป็นโรงถ้ำขนาดใหญ่ที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา หนำซ้ำยังระรานตาไปด้วยเตียงหยกจำนวนมาก มีเหล่าองครักษ์ประตูเทวา มีเทพสงครามอู่เสิ่นรวมทั้งทหารสวรรค์องค์อื่น ๆ หรือแม้แต่ชาวสวรรค์ที่ได้รับลูกหลงในการสู้รบก็ล้วนแต่ถูกนำตัวมาไว้ที่นี่ จางอี้เฟิงพบว่าที่รอบตัวของพวกเขาล้วนแต่มีปราณวิญญาณละเหยออกมาเหมือนดั่งที่เทพโอสถเพลิงบอกจริง ๆ หากแต่ระดับความเข้มข้นนั้นกลับแตกต่างกันไป! บางทีเตียงหยกคงมิได้ทำงานบกพร่อง แต่คงจะเป็นเพราะพิษของบาดแผลรวมถึงอายุขัยของผู้ประสบภัยเสียมากกว่าที่่ทำให้ความมิเหมือนบังเกิด
.
"อ้อ! ข้าลืมบอกเจ้าไปอย่างหนึ่ง เจ้าเห็นใช่หรือไม่เจ้ามนุษย์ว่าปราณวิญญาณล้วนมีสีสัน! เทพแต่ละองค์มีแก่นวิญญาณมิเหมือนกันเพราะฉะนั้นปราณวิญญาณก็จะแบ่งเป็น สีทอง , สีฟ้า , สีเขียว , สีน้ำตาล , สีชมพู และอื่น ๆ อย่างของข้าก็เป็นสีแดง!"
.
"ฟุบบบ!"
ดีดนิ้วโชว์ไปหนึ่งทีพลันปรากฎเปลวไฟหย่อมหนึ่งขึ้นบนฝ่ามือ
.
"เคล็ดวิชา , พันธุกรรม , วาสนา , ก้นบึ้งแห่งจิตใจ , หรือสำนักที่เข้าศึกษา ทุกองค์ประกอบล้วนมีผลต่อแก่นวิญญาณ ปราณวิญญาณของพวกเราจึงแตกต่างและหลากหลาย"
.
"เอ่อ.. แล้วทำไมของผมถึงเป็นสีใสอยู่คนเดียวล่ะครับ? หรือเพราะผมเป็นมนุษย์?"
.
"เยี่ยม! , ยอดเยี่ยม! , หัวเร็วมิเบานี่เจ้า! ดี ๆ ๆ ข้าชอบมนุษย์ที่ปราดเปรื่องคิดอ่านว่องไวเช่นนี้ คนแซ่จางเอาเป็นว่าข้าจำเจ้าไว้แล้วล่ะกัน ฮั่ว ๆ ๆ ฮ่า ๆ ๆ "
.
ชั่วยามที่เสียงหัวเราะดังสนั่นหางตาเฉี่ยวของจางอี้เฟิงก็ได้ลอบดูรอบ ๆ เตียงของตนไปพลางด้วย ก่อนจะเริ่มโล่งใจไปเปราะหนึ่งเพราะเขาเห็นกลุ่มปราณวิญญาณธาตุดินสีน้ำตาลที่ค่อนข้างเข้มข้นเอ่อล้นอยู่หลายส่วน สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเทพองค์ที่นอนอยู่บริเวณนี้ต้องมิตายแน่ ๆ ! และพอเพ่งกระแสการรับรู้ลงไปอีกหน่อย จางอี้เฟิงก็ถึงกับเผลอยิ้มออกมาเลยหลังล่วงรู้ว่าผู้ที่นอนอยู่บนเตียงใกล้ ๆ เขา แท้ที่จริงก็คือองครักษ์ประตูเทวาผู้ที่บาดเจ็บตรงต้นขา กับเทพสงครามอู่เสิ่นประจำแคว้นเซียนแสงจันทร์ที่ตัวขาดครึ่งท่อน!
.
"พวกเขายังไม่ตาย! , ดีจัง! , เราดีใจจังเลย! งั้นข้าง ๆ ก็คงจะเป็นเทพโอสถเพลิงที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดสินะ แค่นี้ก็สบายใจหายห่วงแล้วดีจังพวกเขาช่างโชคดีจริง ๆ "
.
"เจ้ายิ้มอะไรเจ้าคนแซ่จาง? เจ้าเห็นความเป็นความตายเป็นเรื่องสนุกงั้นรึ?!"
เจ้าของถ้ำเท้าสะเอวถามทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ตัวแกยังหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอยู่เลย
.
"อ๋อเปล่าครับ! เปล่า ๆ ! ไม่มีอะไร! ใครจะกล้าคิดอะไรแบบนั้นล่ะครับ!"
.
พยักหน้าลูบคางไปหนึ่งทีต่อด้วยการจ้องมองมนุษย์โลกผู้นี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า และต่อมาก็ถึงคิวออกโรงของม้วนตำราที่ถือไว้ในมือบ้าง ชื่อของมันคือ "คัมภีร์อักขราวิสุทธิ์" ใช่แล้ว! มันก็คือม้วนตำราที่เป็นไอเท็มประจำกายของปู่ซืออี้นั่นเอง! และการที่มันมาอยู่ในมือของเทพโอสถเพลิงผู้นี้ก็ย่อมมิใช่เรื่องธรรมดา มันคือการเจตนาโดยชัดแจ้งว่าจางอี้เฟิงจะต้องพูดอะไรออกมาบ้าง! มิใช่เอาแต่นั่งฟังอยู่อย่างเดียว!
.
"ครืดดด!"
เสียงม้วนตำราคลี่ตัวออกพลางเปล่งแสงลอยตุ๊บป่องอยู่เบื้องหน้า ผู้เป็นสหายประสานมือโค้งคารวะแล้วหลบฉากออกไป เหลือไว้แต่ผู้เป็นตายที่เริ่มจะตกอยู่ในอาการของคนที่โดนอาคมแฝงร่างเล่นงานเข้า!
.
"อั๊ก! , อั๊ก! , เอื๊อกกก! , มันเจ็บนะท่านผู้อาวุโส! , เอื๊อกกกก! , เจ็บเหมือนตัวจะแตกเป็นเสี่ยงเลย! , อ๊ากกกก!!!"
.
หน้าผากเริ่มเห็นรอยแยก! เกิดเป็นเส้นเรืองแสงบุษราคัมพาดผ่านลงมาจากกลางหัวลากลงมาถึงปลายคาง ก่อนที่หัวทั้งก้อนจะฉีกคว้านปริแหกออกจากกันราวกับลูกขนุน!
.
"แคว๊กกกก!"
.
ปู่ซืออี้แม่งอยู่ข้างในแล้วก็เป็นอะไรที่อุจาดลูกตาสุด ๆ เพราะว่าแกดันมาแค่หัว! ส่วนตัวตั้งแต่คอลงไปยังคงเป็นเทพโอสถเพลิงในชุดผ้าคลุมสีชาดอยู่เช่นเดิม!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







