Masuk“นูบ (ทองคำ) เหล่านี้ผู้แทนการค้าของเราดั้นด้นไปถึงแถบทะเลแดงยังดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งเราเรียกที่แห่งนั้นว่า ปุนต์”
“ดินแดนปุนต์ หรือเพคะ?”
“เสด็จพ่อส่งเรือสินค้าไปยังดินแดนนี้ดังรัชสมัยของพระราชินีฮัตเซปซุต มีของส่วนหนึ่งนักบวชจากวิหารคาร์นัคนำมาถถวายองค์ฟาโรห์และพระองค์ได้อุทิศถวายสินค้าเหล่านั้นแด่เทพ อมุน-รา เทพอุปถัมภ์ของพระองค์เช่นไรเล่า”
เนเฟอร์ติตีทรงนึกไปถึงสิ่งของประดามีทั้งเครื่องเทศ งาช้าง ไม้มะเกลือ ต้นมดยอบ หนังเสือดำ ไม่เว้นแม้แต่ลิงบาบูนเป็น ๆ ที่จะกลายเป็นของถวายทวยเทพแห่งวิหารคาร์นัค หากทว่าดินแดนในฝันอันเป็นแหล่งที่มาของเครื่องบรรณาการทั้งหมดกลับอยู่ในพระหทัยซึ่งคิดคำนึงถึงทุกเวลา
“หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าของดินแดนแห่งนั้นมานานเหลือเกินเพคะ ทำให้นึกว่า หากได้ไปสักหนจะเป็นเช่นไร”
“วันหนึ่งเจ้าอาจได้เดินทางไกลดังที่เจ้านึกฝัน”
“เสด็จแม่กำลังจะตรัสสิ่งใดแก่หม่อมฉันหรือเพคะ?”
เนเฟอร์ตารีทอดพระเนตรมายังพระธิดาด้วยประกายแห่งพระนัยนาอันชื่นชมรักใคร่ เจ้าฟ้าหญิงแห่งธีบส์ซึ่งบัดนี้เจริญพระชนมายุจวบจนสิบเจ็ดชันษาดูสวยสะพรั่งงดงามยิ่งกว่าดอกบัวบานกลางสายน้ำไนล์และช่างเป็นวัยแห่งความสาวที่เพริดพราวราวดวงดาวอันสุกสกาวเหนือพระนครแห่งอียิปต์
“เทพ อมุน-รา เท่านั้นจึงรู้ล่วงหน้าเหตุการณ์และความเป็นไปทุกอย่างได้ และหากแม้มีพระราชประสงค์อันใดมีหรือที่เราจะมิอาจสนองตอบกลับไปเพื่อเป็นคุณูปการ เนเฟอร์ติตี...แม่ก็เพียงอยากให้ธิดาแสนงามแห่งฟาโรห์รามเสสได้เข้าใจ ว่าหากวันหนึ่งวันใดเจ้าต้องจากบ้านเมืองเพื่อหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ก็ล้วนเป็นไปด้วยพระประสงค์อันเห็นควรแล้วของทวยเทพ”
เจ้าฟ้าหญิงไล้ปลายพระหัตถ์ลงบนห่วงทองคำกลมกลึงอันเป็นเครื่องบรรณาการจากดินแดนอันแสนไกลที่พระองค์ใฝ่ฝันถึงโดยมินึกสนพระทัยถ้อยวาจาของพระมารดาที่กำลังเผยความนัย
“หน้าที่อันยิ่งใหญ่ก็ควรเป็นของผู้มีความเหมาะสม อาจมิใช่หม่อมฉันซึ่งยังเยาว์นักในแผ่นดินเพคะ เสด็จแม่”
เนเฟอร์ติตีแสร้งว่ามิทรงได้ยินสิ่งใดก่อนวางห่วงทองคำไว้และให้ความสนพระทัยอย่างอื่นในหีบไม้ซึ่งวางเรียงรายอยู่บนพื้น
เนเฟอร์ตารีทอดพระเนตรอากัปกิริยาของพระธิดาและทรงแย้มสรวลจาง ๆ นางรู้ดีว่าเนเฟอร์ติตีเป็นคนเช่นไร พระธิดาผู้งดงามของพระองค์มีอุปนิสัยหาได้ต่างจากพระบิดาไม่ แน่วแน่จริงจังทั้งเด็ดเดี่ยว มเหสีเอกแห่งฟาโรห์จำต้องเก็บงำเรื่องราวในพระทัยซึ่งเจ้าฟ้าหญิงนั้นอาจระแคะระคายบ้างแล้วเรื่องการสานสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรที่กำลังขยายขุมกำลังมาจากเอเชียอย่างฮิตไทต์กับเจ้าของดินแดนอันรุ่มรวยแห่งลุ่มน้ำไนล์อย่างไอยคุปต์
อาจมิใช่เรื่องง่ายเลยที่สองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่จะครอบครองโลกได้โดยไม่จับมือกัน หลังพระสวามีของนางลงพระนามในสนธิสัญญาเพื่อผูกไมตรีและยินดีเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิซึ่งเทียบเคียงแสนยานุภาพได้สมน้ำสมเนื้อเมื่อล่วงพ้นจากสภาวะสงครามมาแล้วนั้น การส่ง ใคร สักคนเสมือนเครื่องราชบรรณาการอาจเป็นการสร้างความพึงใจต่อกันเป็นที่ยิ่ง
“มิมีผู้ใดคงความเยาว์วัยได้เสมอ...เนเฟอร์ติตี วันหนึ่งเทพ อมุน-รา จะนำพาหัวใจของเจ้าสู่ชั่วยามของความเป็นผู้ใหญ่เพื่อที่จะเข้าใจว่า หน้าที่สำคัญกว่าชีวิต”
****************
เมื่อรัตติกาลเหนือท้องนภาแห่งมหานครธีบส์คืบคลานเข้ามาหาหลังทวยเทพแห่งฟากฟ้ากล่าวอำลาแก่ทิวาวาร คบเพลิงส่องทางยังคงสว่างไปทั่วทั้งมหาราชวังริมฝั่งไนล์
ร่างเพรียวบางซึ่งสวมผ้าคลุมสีทะมึนปกปิดใบหน้าไว้อย่างมิดชิดค่อย ๆ ก้าวย่างหลีกหลบสายตาของทหารยามไปตามเงามืดของโคนเสาไพลอนขนาดมหึมาที่ทอดตัวใต้คบไฟในยามค่ำคืนกระทั่งถึงทางออกร่างนั้นจึงใช้ความว่องไวพุ่งไปแอบข้างกำแพงที่รกเรื้อด้วยพงต้นกกเพื่อลัดเลาะตามทางในมุมอับของพระราชวังใต้เวิ้งฟ้าที่มีดวงดาวพรายระยับ
“อุ๊ย!...”
เจ้าของร่างในผ้าคลุมอุทานออกมาด้วยความตระหนกเมื่อไหล่ทั้งสองถูกดึงเข้าไปชิดกำแพงจามด้วยร่างสูงใช้กายหนาใหญ่ตรึงเอาไว้ก่อนถลกผ้าคลุมสีนิลออก
“เมมนอน!”
“องค์หญิง!...พระองค์กำลังจะไปไหน!”
ราชองครักษ์หนุ่มถามเสียงลอดไรฟันและทำหน้าประหลาดใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นว่าผู้ต้องสงสัยในชุดดำคือใคร หลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยรอบตำหนักเขาไม่นึกว่าคนในผ้าคลุมท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ที่ผลุบออกมาจากห้องของเจ้าฟ้าหญิงเนเฟอร์ติตีจะกลายเป็นนางเสียเอง
อันความรักนั้นยิ่งใหญ่ ผืนฟ้าแม้กว้างไกลก็ยังจรดลงได้บนผืนทรายใต้ดวงตาแห่งสรวงสวรรค์"องค์หญิงเนเฟอร์ติตี ทรงอภัยให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด”เมมนอนรำพึงออกมาในยามดึกสงัดใต้ซุ้มผาหินทรายขณะตระกองกอดร่างอรชรที่นอนอิงแอบในอ้อมแขนแข็งแกร่ง“ท่านจะให้ข้าอภัยแก่ท่านเรื่องใดกัน เมมนอน”“อภัยที่หม่อมฉันล่วงเกินพระองค์ในราตรีนี้”ราชองครักษ์กล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดทั้งรู้ว่าหักห้ามหัวใจได้ยากเมื่อทุกอย่างได้ดำเนินไปตามครรลองแห่งปรารถนา ก็ในเมื่อกลิ่นไอบนพระฉวีแสนงามนั้นช่างยวนใจและน่าลุ่มหลงราวดอกไม้กลางเนินทรายในหุบผา“ข้าเป็นของท่าน...เมมนอน...ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการยินยอมพร้อมใจมิใช่การบีบบังคับ”“หม่อมฉันมิอาจล่วงรู้ถึงวันพรุ่ง รู้แต่เพียงตอนนี้พระองค์คือหญิงที่กระหม่อมรักและเทิดทูนสุดหัวใจจนคิดว่าความตายเท่านั้นที่จะพรากหัวใจรักของหม่อมฉันจากองค์หญิง”“เมมนอน... ท่านคิดว่าข้าไม่กลัวหรือ หากข้าเป็นเพียงสามัญชนก็คงไม่ต้องทุกข์ทรมานใจเพียงนี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะขอเก็บช่วงเวลานี้ไว้ ช่วงเวลาที่ข้าได้อยู่กับท่าน”“องค์หญิง...แม้ความสุขจะอยู่กับเรามิยืนนาน หากแต่หม่อมฉันก็จะขอเก็บควา
“พ่อกับแม่ของหม่อมฉันเสียชีวิตไปนานแล้ว ตระกูลของหม่อมฉันเป็นทหารหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยของเซติ พระอัยกาขององค์หญิง ฉะนั้นตอนนี้จึงมีเพียงเรื่องเดียวที่หม่อมฉันต้องให้ความสำคัญคือการปกป้ององค์ฟาโรห์”“เช่นนั้นหรือ?” เจ้าหญิงถอนพระทัยและแสร้งผินพระพักตร์ไปยังเงาหุบผาสีดำที่ทอดตัวเป็นแนวยาวใต้คุ้งฟ้าสีทึม“มีคนบอกข้าว่า ภพของผู้วายชนม์ตั้งอยู่เลยเส้นขอบฟ้าตะวันตก ข้าจึงใคร่รู้ว่าดินแดนใกล้โลกแห่งปรภพนั้นเป็นเช่นไร จนข้าได้มาเห็นกับตา จึงรู้ว่ามันมิได้เกินคำที่มีผู้พร่ำพรรณนาไว้ ข้า...”“องค์หญิง...” เมมนอนขัดขึ้นขณะกระชับพระหัตถ์ในฝ่ามือหนาทั้งก็รู้สึกว่าเนเฟอร์ติตีมีอาการสั่นขึ้นมาแล็กน้อย“เรื่องเดียวที่หม่อมฉันต้องทำตามหน้าที่คือความภักดีที่มอบไว้แด่องค์เหนือหัว แต่เรื่องของหัวใจนั้นอยู่เหนือภาระรับผิดชอบและอยู่เหนือเหตุผลทั้งมวล หม่อมฉันพยายามห้ามหักมิให้ตัวเองกระทำนอกเหนือจากกฎเกณฑ์ของการเป็นราชองครักษ์”“นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วใช่หรือไม่ที่ท่าน...”“ฝืนหัวใจมิให้รักพระองค์... หากแต่หม่อมฉันก็ทำได้ไม่สำเร็จ”เจ้าฟ้าหญิงชะงักงันต่อคำสารภาพของอีกฝ่าย ขอบพระเนตรเริ่มมีน้ำคลอจากความตื
เมมนอนอมยิ้มราวไม่มีสิ่งน่ากังวลก่อนตอบ “หม่อมฉันให้ผู้คุมที่เลี้ยงรูดาเอามันมาไว้ที่นี่ เขารู้ดีว่ามันคิดถึงนายของมันแค่ไหน”“มันยังจำท่านได้หรือ เมมนอน?”“สัตว์พวกนี้มีสัญชาติญาณแสนวิเศษ...มันจดจำทุกอย่างได้แม้ต้องเดินทางไปในทะเลทรายที่ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน มันจำเจ้าของได้และไม่เคยแสดงอาการแปลกหน้ากับหม่อมฉันเลยสักครั้ง มาเถิดองค์หญิง...หม่อมฉันจะพาพระองค์นั่งบนหลังรูดาเพื่อท่องไปยังแดนตะวันตกในราตรีนี้”เมมนอนว่าพลางกระตุกเชือกที่ผูกติดกับสัตว์ตัวโตให้มันย่อตัวลงนั่งบนผืนทรายที่เย็นตัวลงหลังจากถูกแดดระอุเผาในยามกลางวัน ร่างสูงกระโดขึ้นนั่งคร่อมบนหลังของมันอย่างช่ำชองชำนาญในเวลาที่เนเฟอร์ติตีก็อยากขึ้นไปประทับบ้าง“มาเถิด พระองค์...กระหม่อมขอรับรองความปลอดภัย”ชายหนุ่มยื่นมือข้างหนึ่งออกมารับพระหัตถ์บางของเนเฟอร์ติตีที่ถูกรั้งขึ้นไปประทับอยู่แนบชิดเบื้องหน้าราชองครักษ์ เพียงครู่รูดาจึงค่อยหยัดตัวขึ้นยืนสร้างความตระหนกระคนตื่นเต้นในพระทัยของเจ้าฟ้าหญิงยิ่งนัก เมื่อได้ทรงประทับอยู่หลังอูฐโลกนี้ช่างดูกว้างใหญ่ขึ้นถนัดตาและยิ่งได้ยินเสียงหัวใจของเมมนอนเสมือนเวลาได้หยุดล
บทที่ 4 รอยรักบนผืนทราย เนเฟอร์ตารีรู้สึกพระทัยหายแม้รู้ว่าขัดบัญชาของฟาโรห์ไม่ได้หากพระนางก็ยังห่วงพระธิดาอยู่นั่นเอง“พระองค์ทรงตรัสเรื่องนี้กับลูกหรือยังเพคะ?”“ข้าคิดว่าหลังเสร็จสิ้นพิธีการบูชาเทพอมุน-ราในฤดูน้ำหลากที่กำลังใกล้มาถึง จึงจะส่งเนเฟอร์ติตีไปฮิตไทต์”“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ควรทรงทำความเข้าพระทัยแก่ลูกเสียก่อน”“อาจไม่จำเป็น! เนเฟอร์ติตีเป็นลูกกษัตริย์ นางจักเลือกสิ่งใดนอกจากบ้านเมือง อมุน-รา จะอำนวยชัยแก่ผู้ใดก็ตามที่เสียสละเพื่อแผ่นดินของพระองค์ เนเฟอร์ติตีต้องเข้าใจว่านางใช่เพียงธิดาแห่งรามเสส หากแต่นาง คืออียิปต์”สีพระพักตร์ที่เริ่มเข้มเครียดขึ้นทำให้เนเฟอร์ตารีจำต้องเก็บความเป็นกังวลไว้ในเบื้องลึก มเหสีเอกลอบถอนพระทัยเบา ๆ ขณะรามเสสผินพระพักตร์ออกไปสู่ยอดเสาโอเบลิกส์ที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นเสียดปลายขึ้นสู่ท้องฟ้าเสมือนอวดศักดาความเป็นมหาอำนาจท่ามกลางมหาวิหารรายล้อมสายลมอ่อนไล้ลงบนปลายกกที่งอกงามอยู่ริมฝั่งเรียงรายไปตามขอบตลิ่งของสายน้ำไนล์ซึ่งเป็นสันดอนทรายและดินสีดำอันอุดมสมบูรณ์ ร่างเล็กภายใต้ผาคลุมปกปิดก้าวขึ้นจากเรือปาปิรัสโดยมีร่างสูงใหญ่คอยประคองด้วยมือข้าง
พระสุรเสียงในคำตรัสอ่อนหวานหลอมละลายหัวใจแกร่งกล้าของบุรุษชายชาติทหารผู้ผ่านการศึกและรู้จักแต่คำว่าหน้าที่ ราชองครักษ์หนุ่มกุมพระหัตถ์ของนางไว้แน่นและสบสายพระเนตรแสนงามท่ามกลางแสงจันทร์กร่างใสต่างคนต่างมิยอมเอื้อนเอ่ยอันใด ยินเพียงสายลมพัดสะบัดและสายน้ำขับกล่อมราวลำนำแห่งห้วงนที เนเฟอร์ติตีมิรู้จะเรียกความรู้สึกยินดีนี้เช่นไร นางยังคงสับสนหากทว่าความอุ่นซ่านที่หลากล้นในพระหทัยนั้นจะเรียว่า ความรัก ได้หรือไม่ เจ้าฟ้าหญิงมิกล้าตอบพระองค์เอง“เมมนอน”พระสุรเสียงลอดออกจากริมโอษฐ์หยักอิ่มเบาหวิวเมื่อความรุ่มร้อนแล่นปรี่จากใต้ก้นบึ้งขับพระฉวีบนนวลปรางค์เนียนงามเป็นสีระเรื่อขณะบุรุษผู้เคยเยือกเย็นยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้งดังจะตอกย้ำถึงความรู้สึกลึกล้ำอันมิเคยบังเกิดกับหญิงใด“อาจเป็นการอาจหาญเกินไปที่กระหม่อมล่วงเกินพระธิดาผู้เป็นที่รักแห่งเจ้าเหนือหัว องค์หญิงเนเฟอร์ติตี...ระหว่างพระองค์และหม่อมฉันนั้นเหมือนแสงดาวที่ยอดปาปิรัสมิอาจเอื้อมได้ถึง”“บรรดาศักดิ์มิได้มีความหมายสำหรับข้า...บัดนี้สตรีที่อยู่ตรงหน้าท่านหาได้มีศักดินาเช่นนั้นไม่ ข้าคือเนเฟอร์ติตี...หญิงที่พร้อมจะมอบหั
เมมนอนยังชั่งใจหนัก นี่เขากระทำสิ่งใดลงไปด้วยมันหาใช่หน้าที่ที่ได้รับบัญชามาจากองค์ฟาโรห์ เขาควรต้องถวายการรักษาความปลอดภัยแก่เจ้าหญิงมิใช่นำพานางพ้นมาจากเขตพระราชฐานในยามวิกาลเช่นนี้ เขาควรต้องสะกดใจไม่ให้อยู่ชิดใกล้ผู้มีฐานันดรศักดิ์สูงส่งกว่าราชองรักษ์ซึ่งหากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณมหาราชเขาอาจถูกลงทัณฑ์ให้ตายอย่างทุกข์ทรมานหากก็ทำได้ยากยิ่งนัก...ราชองครักษ์หนุ่มรู้แก่ใจว่าได้ฝืนกฎปฏิบัติอันเคร่งครัดของนายทหารซึ่งในบัดนี้หัวใจนั้นมาไกลเกินกว่าหน้าที่ เมมนอนเพียรสะกดความพลุ่งพล่านไว้ไต้ก้นบึ้ง เพียรหักห้ามตนเองมิให้หลงใหลความสวยสะพรั่งราวดอกไม้เบ่งบานกลางทะเลทรายแห่งอียิปต์พระพักตร์ของนางนั้นงดงามหมดจด พระนาสิกโด่งรับกับเรียวโอษฐ์อิ่มราวดอกบัวสีน้ำเงินสยายกลีบบางในสายน้ำ ทรงฉลองภูษาป่านลินินและด้ายทองคำเงาวาวขับพระฉวีนวลสกาวใต้โคมแห่งรัตติกาลเหนือวาวัต (ธีปส์)“เมมนอน...ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าอีกฟากฝั่งทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์นั้นมีสิ่งใดบ้าง”เนเฟอร์ติตีตรัสขณะทรงทอดพระเนตรกลมโตไปยังอีกฝั่งซึ่งมองเห็นแสงจากคบไฟอยู่ไกลลิบ“นอกจากวิหารที่องค์ฟาโรห์ทรงโปรดให้สร้างเพื่ออุทิศแด







