LOGIN“เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง”
ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวพ้นจากห้องน้ำ แค่เพียงเปิดประตูก็มีคนยืนดักรออยู่แล้ว อันดากอดเสื้อผ้าที่อยู่ในมือเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าของคนตัวสูงใหญ่กว่าเขาเกือบสิบเซ็นเลยก็ว่าได้
“ก็..ยังไม่ดีเท่าไรครับ”
“นายมีโรคประจำตัวที่ไม่ได้กรอกประวัติเอาไว้อย่างนั้นเหรอ”
“คือ…ผมเหม็นน้ำหอมน่ะครับ” อันดาเม้มริมฝีปากพลางยกมือขยี้ปลายจมูกคล้ายคนเป็นภูมแพ้ จากที่กำลังจะเดินเข้าใกล้กลับต้องหยุดชะงัก ร่างสูงถึงกับก้มลงสูดดมเนื้อผ้าที่ตัวเองใส่เพราะไม่เคยมีใครพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน
“แล้วทนได้ไหม”
“ถ้ายืนห่างก็พอไหวครับ”
ในตอนแรกเจษฎาก็คิดว่ามันอาจจะเป็นข้ออ้างที่เด็กหนุ่มไม่อยากให้เขาเข้าใกล้ แต่เมื่อสังเกตคนตรงหน้าดี ๆ แล้ว สีหน้าของอันดาไม่สู้ดีนัก ตนจึงจำต้องถอยห่างอย่างเสียไม่ได้
“ผมขอโทษนะครับที่ทำบ้านของคุณสกปรก ผมจะรีบไปทำความสะอาดให้เดี๋ยวนี้”
“ไม่ต้อง ฉันมีแม่บ้านคอยทำความสะอาดอยู่แล้ว สิ่งที่นายควรทำหลังจากนี้ก็คือดูแลลูกของฉันให้ดี แต่ฉันอาจจะต้องบอกกฎบางอย่างกับนายเอาไว้ นายต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าฉันจะจัดการเรื่องของนายแล้วเสร็จ อย่าได้คิดหนีไปไหน เพราะยังไงฉันก็จะตามตัวนายกับลูกจนเจอ”
“แล้วถ้าผมคลอดลูกแล้วล่ะครับ”
“คลอดลูกเสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะให้นายเป็นอิสระ ส่วนเรื่องหนี้หรือค่าใช้จ่ายอะไรก็ตามแต่ ฉันจะถือว่านั่นเป็นสิ่งตอบแทนที่นายอุตส่าห์อุ้มท้องให้กับลูกของฉัน ถือว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกัน เข้าใจใช่ไหม”
“ครับ”
เจษฎามองอีกฝ่ายด้วยความแคลงใจ เด็กคนนี้นิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ แม้กระทั่งตอนที่ถูกพามาที่นี่ก็ไม่โวยวายหรือฟูมฟายเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่คิดนิ่งนอนใจง่าย ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร อันดาก็คือหนึ่งในกระบวนการที่ต้องการทำลายครอบครัวของอยู่ดี ต่อให้จะไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เลยก็ตามที
“เข้าใจก็ดี นับจากวันนี้คิดเสียว่าที่นี่คือบ้านของนาย ถ้าต้องการความช่วยเหลือหรืออยากได้อะไรให้บอกพี่กาญ เธอจะจัดการทุกอย่างให้นายเอง”
“ผมถามได้มั้ยครับว่าที่นี่ที่ไหน”
“นายยังไม่ควรที่จะรู้หรอก อย่างน้อยก็ตอนนี้ จนกว่าฉันจะแน่ใจว่าไม่มีใครตามตัวนาย และจนกว่าฉันจะเคลียร์ปัญหาทั้งหมดได้ก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่ทำใจให้สบายเถอะ ไม่มีอะไรที่นายต้องห่วง ฉันรับรองได้”
ไม่มีทางเลยที่อันดาจะไม่ห่วง ตอนนี้เขามีสถานะเป็นแม่อุ้มบุญแล้วก็จริง แต่ก็ยังมีเรื่องที่ต้องให้คิดอีกเป็นโขยง ไหนจะเรื่องพ่อแม่บุญธรรม ไหนจะเรื่องท้องที่ผิดแผกจากคนทั่วไปนี่อีก ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย
แม้สีหน้าของอันดาจะดูมีความกังวล แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เจษฎาต้องเก็บมาใส่ใจ สิ่งที่เขาแคร์ก็มีแค่เรื่องลูกเท่านั้นจริง ๆ
“ที่นี่จะปลอดภัยสำหรับตัวนายแล้วก็ลูกของฉัน ถ้าว่างฉันจะแวะมาก็แล้วกัน”
“คุณจะไม่อยู่ด้วยกันที่นี่เหรอครับ”
“ใช่ ฉันกับนายเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่มีอะไรเลยที่ผูกมัดกันและกันไว้นอกจากเด็กในท้อง แล้วเรื่องอะไรที่ฉันจะต้องอยู่ที่นี่”
จะว่าไปตามความเป็นจริงแล้ว เจษฏาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันกับอันดาเลยทั้งสิ้น ไม่เคยมีสัมพันธ์ทางกาย ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน มีเพียงสิ่งเดียวที่พอจะยึดโยงได้ก็คือสายเลือดที่กำลังก่อตัวอยู่ในตัวของเด็กหนุ่ม และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เจษฎาจะร่วมรับผิดชอบในฐานะของพ่อเด็ก
“เอ่อ…แล้วถ้าผมอยากจะติดต่อคุณล่ะครับ ผมจะทำยังไงได้บ้าง”
“แล้วนายจะติดต่อหาฉันทำไม มีเรื่องอะไรที่นายอยากคุยรึเปล่า ถ้ามีก็รีบคุยเสียตรงนี้ เพราะฉันไม่ต้องการให้เรื่องของนายมากวนใจฉันระหว่างนี้”
อาจเป็นเพราะอันดาเป็นคนไร้ที่พึ่ง พอเห็นเจษฎามีดูเป็นคนใจดีมีเมตตาถึงได้เผลอพลั้งปากถามไปแบบนั้น แต่ไม่คิดว่าการตอบกลับของอีกฝ่ายจะทำให้เขารู้สึกแย่จนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“มีอะไรจะถามอีกมั้ย”
อันดาส่ายหน้า เขามีเรื่องมากมายให้คิดก็จริง แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันตีกันอยู่ในหัวจนวาดฝันอะไรไม่ได้เลย บางทีความเงียบอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ถ้าอย่างนั้นก็ดูแลตัวเองให้ดี ฉันต้องไปแล้ว”
เด็กหนุ่มมองคนตัวสูงที่หันหลังเดินจากไปไม่เหลียวหลัง เมื่ออีกฝ่ายเดินลับตาเขาก็ยกมือขึ้นกุมท้องของตัวเอง
เราต้องรอดนะ
จะว่าไปอันดาก็อยากจะหยิกตัวเองให้เนื้อเขียวอยู่เหมือนกันที่ดันคิดไปเสียได้เรื่องทำแท้ง ในเมื่อเขาเป็นเด็กกำพร้าที่อยากจะมีอนาคต แล้วทำไมถึงได้กล้าคิดที่จะทำร้ายชีวิตน้อย ๆ ช่างโง่เขลาสิ้นดี
“น้องอันดาคะ”
“ขะ….ครับ?”
“รบกวนมาช่วยพี่กาญดูห้องนอนทีค่ะ ไม่รู้ว่าจะถูกใจรึเปล่า”
ราวกับถูกปลุกจากภวังค์ น้ำเสียงของแม่บ้านคนนี้ช่างแตกต่างจากแม่บ้านคนก่อนหน้านัก อีกฝ่ายดูยังเป็นคนรุ่นใหม่อายุน่าจะเพิ่ง 30ต้น ๆ ยิ้มแย้มแจ่มใสแถมยังพูดจาไพเราะน่าฟังจนอันดาอดรู้สึกดีไม่ได้ ไม่เคยมีใครพูดกับเขาด้วยความเอ็นดูแบบนี้มาก่อน
เด็กหนุ่มเดินตามกาญจนีเข้าไปในห้องนอนด้านใน แม้ภายในห้องจะไม่ได้ตกแต่งอะไรมากเกินกว่าห้องพักธรรมดาทั่วไป แต่ข้าวของเครื่องใช้ ๆ ต่าง ๆ ทั้งตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โคมไฟ ทีวีต่างก็ครบครันพร้อมสำหรับเข้าอยู่
แต่พอเห็นกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ในห้องด้วย อันดาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ได้มีอิสระอย่างที่คิดเอาไว้ นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บ้านหลังนี้จะติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ทั่วบ้านเพื่อจับตาดูสิ่งแปลกปลอม แต่ถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป อันดาก็รู้อยู่แก่ใจว่ากล้องพวกนั้นเอาไว้จับตาดูพฤติกรรมของเขาเองนั่นแหละ
“เสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นอยู่ในตู้เลือกใช้ได้เลยนะคะ มีอะไรก็บอกพี่ได้เลย แต่ก่อนอื่นเลยบอกพี่มาก่อนว่าวันนี้อยากทานอะไร พี่จะได้เตรียมให้”
“ขอบคุณนะครับพี่กาญ ผมกินได้หมดครับ แต่จริงๆผมทำกับข้าวเป็นนะครับ ผมทำกินเองก็ได้”
“อย่าเลยค่ะ คุณเจษฎ์จ้างพี่มาให้ทำงานนะคะ ถ้าขาดตกบกพร่องนิดเดียวล่ะก็ พี่คงอดได้เงินเดือนแน่ ๆ ค่ะ”
กาญจนียกมือขึ้นป้องปากกระซิบเสียงเบา เพราะเธอเองก็รู้ดีว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่ทั่วทุกมุมของบ้าน เหลือไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัวก็แค่ในห้องน้ำเท่านั้น
“เอ่อ ถ้างั้นผมช่วยก็ได้ครับ นะครับ ผมไม่อยากอยู่เฉย ๆ”
“ยิ่งไม่ได้เลยค่ะ คนกำลังท้องกำลังไส้ ยังไงก็ต้องระวังไว้ก่อน เชื่อพี่กาญนะคะ ช่วงนี้น้องอันดาควรจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้มาก ๆ อย่างน้อยให้ผ่านเดือนที่สองไปก็ยังดี ลูกในท้องจะได้แข็งแรงค่ะ”
ถึงอันดาจะหน้าหงอยลงเพราะถูกสั่งห้าม แต่กาญจนีก็ไม่มีทางยอมใจอ่อนให้ ถ้าขืนเด็กหนุ่มเป็นอะไรไปแล้วเกิดผลกระทบกับลูกในท้องล่ะก็ คุณผู้หญิงกับคุณเจษฎ์เอาเธอตายแน่ ๆ
“ฮึก..ก….” เสียงสะอื้นจากคนตัวเล็กยังคงดังขึ้นไม่หยุดหลังจากที่ผ่านช่วงเวลานาทีชีวิตไปอีกครั้ง อันดายืนมองลูกที่นอนหลับสนิทอยู่ในตู้อบ ระยะเวลาจากหลังคลอดมาจนถึงตอนนี้ก็สองทิตย์เข้าไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่มาหาลูกแล้วเห็นตำแหน่งเข็มน้ำเกลือที่เปลี่ยนทุกวันก็อดสงสารไม่ได้ ด.ช.ชนกันต์ อิทธิรารักษ์ ชื่อที่อยู่บนหน้าตู้อบมีความหมายว่าผู้ซึ่งเป็นที่รักของผู้คน อันดามองแล้วได้แค่เพียงกระพริบตาถี่ยกขึ้นปากน้ำตาลวก ๆ ขณะที่เจษฎาก็คอยยืนปลอบอยู่ข้าง ๆ เขาทำทุกอย่างแล้วเพื่อเด็กคนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ “ไม่เป็นไรนะคนดี ลูกเราจะปลอดภัย” “คุณพยาบาลบอกว่าถ้าลูกแข็งแรงก็พาออกมาอุ้มป้อนนมเองได้แล้ว ผมอยากอุ้มเขา” แต่เพราะอาการของลูกน้อยยังไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ อันดาจึงทำได้เพียงสอดมือเข้าไปสัมผัสตัวของลูกน้อยเท่านั้น “นายยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่า” “ไม่แล้วครับ แต่ผมสงสารลูก” น้ำเสียงที่อ่อนโยนจากคนรักทำให้อันดารู้สึกอุ่นใจไม่น้อย แผลผ่าตัดตอนนี้ดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องของตัวเองอีกแล้ว เหลือก็เพ
“คุณหมอสวัสดีครับ” “หมออะไรกัน เรียกอาเถอะลูก” สารสินอมยิ้มน้อย ๆ โบกไม้โบกมือเป็นเชิงห้ามเมื่อเห็นว่าอันดาพยายามจะลุกขึ้นมาทักทายเขา “อะไรกันครับคุณอา ไม่ทันไรจะมาชิงตัดหน้ารับอันดาเป็นลูกเป็นหลานก่อนได้ยังไงกันครับ เดี๋ยวคุณแม่ก็น้อยใจกันพอดี” บุษบงกำลังจะอ้าปากต่อว่าลูกชายตัวดีที่พักนี้ทำตัวอย่างกับคนเกษียณแล้วอยู่ติดบ้าน แต่พอเห็นหน้าอันดาทีไรเป็นได้ต้องเก็บคำพูดกลืนลงคอเสียทุกครั้งไป “ผมผ่านมาแถวนี้ก็เลยแวะมาเยี่ยม พี่บุษย์สบายดีนะครับ” “สบายดี ถ้าไม่มีเรื่องอะไรให้ปวดหัวน่ะนะ” เจ้าของบ้านพูดพร้อมกับปรายตามองลูกชายตัวเองเล็กน้อย ก่อนหน้านั้นสารสินจินตนาการไม่ออกเลยว่าปัญหาของครอบครัวนี้จะจบลงยังไง แต่ดูแล้วหลังจากนี้คงจะไม่เป็นปัญหา “ว่าแต่อันดาเป็นยังไงบ้าง เตรียมตัวรึยัง มะรืนนี้แล้วใช่มั้ย” “เห็นบ่นว่าอึดอัดท้องมาตั้งแต่เช้าแล้ว เธอมาก็ดีเหมือนกันสิน จะได้ช่วยดูอาการเขาให้หน่อย ถ้าหมอผ่าคลอดเป็นเธอก็ดีสิ ฉันจะได้หายเครียดขึ้นมาบ้าง” “อย่าห่วงเลยพี่บุษย์ หมอพีรพลเจ้าของเคสอันดาเป็นรุ่นน้องผมเอง เชื่อมือเขาได้” “เฮ้อ ฉันก็ยังไม่วา
อายุครรภ์ของอันดาใกล้ถึงกำหนดคลอดเข้ามาทุกที แต่ในแต่ละวันของเด็กหนุ่มไม่ได้ราบเรียบเสมอไป บางวันดีก็ดีบางวันก็ย่ำแย่ โดยเฉพาะเรื่องภูมิแพ้ที่มักจะเกิดผื่นขึ้นตามตัวของเจ้าตัวอยู่บ่อยครั้ง “คราวนี้แพ้อะไรอีก ทำไมวันนี้มีรอยแดงที่แขนเต็มไปหมด” เจษฎาเลิกแขนเสื้อคนตัวเล็กขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับจับมือพลิกดูทั้งสองด้านอย่างพินิจพิเคราะห์ “ไม่รู้สิครับ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนะ” เจ้าตัวพยายามนึกหาสาเหตุว่าไปทำอะไรมาบ้างระหว่างนั้น แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก “เมื่อวานตอนที่ฉันไม่อยู่ นายทำอะไรบ้าง” “ก็ไม่ได้ทำอะไรนะครับ ก็แค่ยืนรดน้ำผักนิดหน่อย อืม..แล้วก็ใส่ปุ๋ยด้วย” “ปุ๋ยงั้นเหรอ นายได้ใส่ถุงมือรึเปล่า” เด็กหนุ่มพยักหน้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขนาดป้องกันทุกอย่างเขาก็ยังจะแพ้ได้อีก ขนาดเป็นเพียงน้ำปุ๋ยที่ฉีดพรมเบา ๆ ไม่ได้สัมผัสด้วยมือโดยตรง แต่รอยแดงกลับลามเป็นปื้นทั่วทั้งแขน “พอเลยนะ ไม่ต้องไปยุ่งกับผักพวกนั้นอีกแล้ว มันโตจนผลิใบขนาดนั้นไม่ตายง่าย ๆหรอก” “แต่อีกอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ก็น่าจะเก็บได้แล้วนะครับ ถ้ามันตายก่อนก็คงเสียดายแย่” “ยังจะมาเสียดายอีก ช่ว
สองวันถัดมางานแถลงข่าวของนางบุษบง อิทธิรารักษ์ถูกจัดขึ้นที่บ้านโดยสำนักข่าวที่สามารถเข้าทำข่าวได้จะต้องมีบัตรเชิญเท่านั้น ในขณะที่เจษฎาพาอันดาออกไปเที่ยวชมธรรมชาติข้างนอก ปล่อยทุกอย่างให้นิลนีจัดการ หญิงสูงวัยปรึกษาทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ทนายส่วนตัว รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษาอันดามาตลอดและได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันว่าการเปิดเผยเรื่องของการตั้งครรภ์ของอันดาเป็นผลเสียมากกว่าผลดี และเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายเกินควบคุม บุษบงจึงตัดสินใจแถลงคนเดียว แม้แต่ลูกชายและลูกสาวก็ไม่ให้ยุ่ง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความสวยสง่าในแบบฉบับผู้ดีของบุษบงกลับไม่เคยลดลงเลย เมื่อถึงเวลาแถลง หญิงสูงวัยนั่งหลังตรงประสานมือวางไว้บนตัก ฉีกยิ้มเล็กน้อยให้กับกล้องทุกตัวที่จับจ้องมาที่ตน ทำให้นักข่าวที่มาร่วมงานต่างก็พยายามวางตัวให้สมเกียรติกับที่ได้รับเชิญ “มีรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลมาจอดรอด้วย แสดงว่ามีคุณหมอมาร่วมแถลงด้วยรึเปล่านะ” นักข่าวสองคนหันไปคุยกันเตรียมพร้อมสำหรับการทำข่าวในครั้งนี้ บุษบงเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อข่าวทั้งหลายโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีบทพูดหร
สามวันถัดมาดูเหมือนข่าวคราวของตระกูลอิทธิรารักษ์จะไม่ได้ซาลงเลย เรื่องของอันดากลายเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ผู้ชายท้องได้ มีจริงหรือ? ประเด็นนี้มีผู้คนในโลกโซเชียลให้ความสนใจมากมายและก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายที่ออกมาให้ข้อมูลถึงความเป็นไปได้แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ายืนยันอยู่ดี นักข่าวถึงขั้นบุกเข้าไปเค้นถามหมอที่โรงพยาบาลที่อันดาเคยเข้ารักษาตัว แต่ด้วยจรรยาบรรณทางการแพทย์ทำให้นักข่าวหิวแสงเหล่านี้ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ไม่วายตั้งธงกันแล้วว่าเป็นเพราะอิทธิพลของเงินมากกว่าที่ปิดปากหมอได้เสียสนิท ทุกเช้าที่นิลนีขับรถไปทำงาน เธอจะเห็นนักข่าวจากหลายสำนักมารอทำข่าวอยู่ที่หน้าบ้านเสมอ เธอกำชับทุกคนตลอดเพื่อให้หลีกเลี่ยงคนพวกนี้ แม้แต่เจษฎาเองก็เลือกที่จะเมินเฉยไม่ตอบโต้อะไร สิ่งที่ชายหนุ่มโฟกัสที่สุดตอนนี้คือเบี่ยงเบนความสนใจของอันดาไม่ให้ไปเห็นข่าวแย่ ๆ พวกนี้อย่างน้อยก็จนกว่าจะคลอด และเพราะข่าวลือทั้งหลายเกี่ยวข้องกับครอบครัวอิทธิรารักษ์ ดังนั้นจึงมีคนโทรหาบุษบงเพื่อถามข่าวคราวแทบไม่หวาดไม่ไหว จนเธอต้องสั่งให้งดการติดต่อไม่
บุษบงไม่ออกงานสังคม ไม่คบค้าสมาคมกับใครมานานหลายปีแล้ว ในตอนนั้นเธอเกิดความรู้สึกอับอายที่ลูกชายไม่ได้ดั่งใจ จะไปอวดใครก็ไม่กล้า จึงได้แต่ปลีกตัวออกมาใช้ชีวิตและทำใจเงียบ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับตระกูลอิทธิรารักษ์บ้างประปราย แต่บุษบงก็ไม่เคยสนใจ ยิ่งสามีมาตายจากไปก่อน หญิงสูงวัยก็ยิ่งหมดแรงจูงใจในการใช้ชีวิตจึงปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพิ่งจะเริ่มมาติดตามข่าวสารหาความรู้ใหม่ ๆ ใส่ตัวก็ไม่นานมานี้ แต่พอได้เจอพาดหัวข่าวก็แทบจะสำลักน้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไป อดีตนักธุรกิจหญิงชื่อดังไม่ปลื้ม ลูกชายเป็นเกย์ ตัวอักษรย่อพร้อมกับภาพบุคคลอันแสนเลือนลางปรากฎอยู่ในกรอบเล็ก ๆ ของหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวและโยงมาถึงพาดหัวข่าวข้างต้น ในข่าวไม่มีอะไรมากนอกจากบอกว่าคนทั้งสองเป็นคู่รักกันเนื้อหาเป็นการพูดถึงเรื่องของชีวิตเด็กคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ตกถังข้าวสารและไต่เต้าด้วยวิธีการขายตัว นอกจากนั้นยังมีเนื้อหาและชีวประวัติของเด็กคนนั้นพอสังเขป “ยัยนิล ช่วยแม่ดูทีสิ นี่มันอะไรกัน” นิลนีไล่อ่านบทความนั้นอย่างละเอียดพร้อมกับเปิดหาข่าว ๆ อื่น ๆ จากใ






![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
