LOGINเอกสารสัญญาสำคัญที่ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายและติดตั้งเครื่องจักรหนักเพียงแห่งเดียวในประเทศถูกวางลงเบื้องหน้าของประธานร่วมแห่ง ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ พร้อมใบหน้าบูดบึ้งของผู้ส่งสารอย่างกันดิศ ที่เวลานี้มีรอยประทับห้านิ้วฝากฝังไว้บนข้างแก้มขวา
“..สับรางไม่ทันละสิ” ณัฐนัยสรุปเรียบเรื่อย หลังจากปรายตามองเพื่อนสนิทเพียงเสี้ยววินาที
“เออสิ! ก็ไอ้พีทมันดิ้นเร่าๆอย่างกับไส้เดือนโดนขี้เถ้าว่าจะกลับก่อนกำหนด นี่ก็ดันบ้าจี้ตีตั๋วกลับมาพร้อมมัน...รถไฟเลยชนกันดังโครม!” คนที่ถูกนางแบบสาวชาวเยอรมันฝากรอยนิ้วไว้บนใบหน้าหล่อเหลาเพราะถูกจับได้ว่าคบซ้อน บ่นเสียงขุ่น
“ก็ดีแล้ว จะได้รู้จักเข็ด..” คนที่ยังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารสัญญาสรุปสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ซ้ำเติม! ใครมันจะไปรักเดียวใจเดียวแบบคุณมึงละครับ...หลงรักคนที่เคยเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว?” คนชอบแจกจ่ายความรักให้กระจัดกระจายประชด
มือหนาของคนที่กำลังตวัดปลายปากกาชะงักกึก น่าแปลกที่ถ้อยคำเหน็บแนมเพียงไม่กี่ประโยคกลับสามารถเรียกตะกอนแห่งความทรงจำครั้งเก่าเมื่อห้าปีก่อนให้หวนกลับมาได้ ณัฐนัยเลือกปิดแฟ้มเอกสารในวินาทีถัดมา เพราะสมาธิถูกพรากไปแล้วจากภาพวาดสีน้ำมันของผู้หญิงในความทรงจำ
“เหม่อไปอีก! ไอ้ณัฐอยากหาใหม่ไหม? เดี๋ยวเพื่อนช่วยหา” กันดิศให้ความเห็น ทั้งที่รู้ดีว่าจะได้รับคำปฏิเสธผ่านสายตาเย็นชาของเพื่อนรักกลับมาเป็นของตอบแทน
“หุบปากไปเลย” แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อคนที่สงบนิ่งที่สุดในกลุ่มเพื่อนแสดงท่าทางหงุดหงิดให้เห็น
“..ไม่พูดละๆ” คนพอใจกับการยั่วอารมณ์เพื่อนเล็กๆน้อยๆยกมือคล้ายยอมแพ้ ก่อนจะเริ่มเหลียวซ้ายแลขวาหาตัวต้นเรื่องที่ทำให้ตัวเองถูกตบกลางสนามบินเมื่อวานนี้ด้วยความสงสัย “แล้วนี่ไอ้พีทยังไม่มาอีกเหรอ?”
“ลางาน...แต่เห็นว่าจะลงไปคุมโพรเจกต์โซล่าที่ปากช่องแทนช่างวิน มีเรื่องอะไร?” คนหยิบกรอบรูปลายไม้สลักขึ้นมองตอบกลับ ดวงตาคู่คมยังจับจ้องภาพวาดของคนในความทรงจำไม่วางตา
“เหรอ? นึกว่ามันจะพุ่งตรงไปหาสาวที่ระยองซะอีก...สงสัยกูจะคิดมากไป” กันดิศบ่นพึมพำ
“คิดถูกแล้ว เพราะตอนนี้ประธานคนใหม่ของ ‘ไพฑรูย์การช่าง’ เพิ่งย้ายไปคุมโพรเจกต์ซันที่ปากช่องเหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับตามความจริง
ดูเหมือนคงไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นภายในใจของเพทาย เพราะแม้แต่กันดิศที่ไม่ค่อยรับรู้อะไร ก็ยังสามารถมองเห็นความเปลี่ยนไปได้โดยไม่ต้องพยายาม
“ปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอ?” น้ำเสียงนิ่งเรียบกว่าปกติของกันดิศ ที่น้อยครั้งนักจะได้เจอในคนอารมณ์ดีที่มีรอยยิ้มเสมอ ทำให้คนฟังรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความกังวลที่เพิ่มสูงกว่าปกติ
“พวกเราจะทำอะไรได้? ถ้าเขาสองคนเลือกจะรักกันขึ้นมาจริงๆ” ณัฐนัยให้ความเห็น
“ความรัก? ไอ้ของแบบนั้นมันควรเกิดกับบริษัทคู่แข่งที่ตามเลื่อยขากันมานานตั้งแต่รุ่นพ่อจริงๆเหรอวะ?”
ด้วยเพราะยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ในอดีต ที่เคยยิ่งใหญ่แต่กลับล่มสลายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ..
หากการล่มสลายนั้นคือกลไกของธุรกิจก็คงพอทำใจยอมรับได้ไม่ยากเย็นนัก แต่หากต้องล่มสลายเพราะถูกคดโกงหรือทรยศหักหลังทุกสิ่งอย่างย่อมต่างออกไป เพราะสิ่งที่พังทลายลงไปในวันนั้นไม่ได้มีแค่เพียงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันรวมไปถึง...
สาเหตุที่แท้จริงในการฆ่าตัวตายของบุพการีทั้งสองของเพทาย!
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







