Masuk“แม่ผักบุ้งกับแม่พี่ก็คนคนเดียวกันนั่นแหละ”
“อย่าเสล่อ กูขอไม่ใช้แม่ร่วมกับมึงค่าอีขึ้นฉ่าย และที่สำคัญมึงไม่ใช่…” “ผักบุ้ง!!” เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่ผักบุ้งจะพูดจนจบประโยค “วันนี้ไม่ไปโรงเรียนเหรอลูก” “ค่ะแม่ วันนี้บุ้งจะไปดูโรงเรียนฝั่งโน้นแข่งกรีฑาสีค่ะแม่ขา…” ผักบุ้งรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนมารดาอย่างพิมพา “หนูแค่จะขอเงินพี่ขึ้นช่ายนิดนิดหน่อยหน่อย แต่พี่เขาไม่ให้ค่ะ พี่เขาบอกว่าพี่เขามีภาระมากมาย ต้องรับผิดชอบค่าโน้นค่านี่ ไหนจะค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ ค่ากินในแต่ละมื้อ เพราะพี่เค้าเป็นเสาหลักของบ้านเป็นคนเดียวที่สามารถทำเงินได้ค่ะแม่… พี่เค้าเหมือนลำเลิกบุญคุณผักบุ้งเลย” พูดพลางนางก็เบะปากเยาะเย้ยเพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสียผู้เป็นมารดาก็ต้องเข้าข้างหล่อนอยู่วันยังค่ำไม่มีทางที่จะพลิกผันย้ายฝั่งไปอยู่ข้างนางคนนี้เด็ดขาด “หนูไม่ได้พูดขนาดนั้นนะคะแม่” “พอ! ให้เงินน้องไป” “แต่แม่คะ…” “อีขึ้นช่าย กูบอกให้มึงเอาเงินให้น้องไป มึงเป็นพี่มึงก็ต้องเสียสละไม่ใช่มึงจะเห็นแก่ตัวแบบนี้” “ค่ะ” เธอยอมรับในโชคชะตาแล้วจำใจหยิบธนบัตรสีเทายื่นให้แก่น้องสาว “แล้วก็เอามาให้กูซักสามสี่พัน” หล่อนพูดในขณะที่ไม่ได้มองหน้าลูกสาวคนโตเลยสักนิด “แม่จะเอาไปทำอะไรคะ” “มันใช่เรื่องที่กูต้องมานั่งบอกมึงไหมอีขึ้นฉ่าย ไม่ใช่ค่ะ กูเป็นแม่เป็นคนที่เลี้ยงมึงมาตั้งแต่ตีนมึงเท่าฝาหอย การที่มึงให้เงินกูแต่ละครั้งมันยังไม่ได้เศษเสี้ยวของบุญคุณกูที่มีต่อมึงเลย” ทุกครั้งที่หล่อนขอเงินจากลูกสาวคนโตก็มักจะหยิบยกประโยคพวกนี้ขึ้นมาแอบอ้างอยู่ร่ำไป ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้งเสียด้วย… “ค่ะแม่” แล้วสุดท้ายเธอก็ต้องให้เงินมารดาเพราะคำว่าบุญคุณที่มันค้ำหัวอยู่ แต่ช่างประไรอย่างเช่นหล่อนพูดก็จริงนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวไม่ได้ครึ่งของที่พิมพาเลี้ยงดูเธอมาเลยสักนิด “ดี วันนี้ฉันฝากบ้านด้วยกันแล้วกันฉันจะออกไปทำธุระสักหน่อย” เมื่อได้เงินแล้วหล่อนก็สุขเกษมเปรมปรีย์ก่อนจะรีบยัดมันใส่ลงไปในร่องหน้าอกเพื่อใช้เป็นทุนแก้มือเสียหน่อยหลังจากที่เมื่อคืนเสียไปหลายบาท “แม่จะเข้าบ่อนอีกแล้วเหรอคะ?” เธอจำได้ดีว่าก่อนหน้านี้บ้านของเธอไม่ได้ตกอับหรือยากจนจนกระทั่งต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนเสียสละหนึ่งคนเพื่อส่งอีกหนึ่งคน… ทว่าตั้งแต่ที่พ่อเสียเมื่อห้าปีก่อน ทุกทุกอย่างในบ้านก็เริ่มหายไปทีละสิ่ง เมื่อสิ้นสามีแล้วพิมพาก็เอาแต่เข้าบ่อน โดนผีพนันมันเข้าสิงห์จนถอนตัวไม่ออก ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเอาข้าวของทรัพย์สมบัติและมรดกที่สามีทิ้งเอาไว้ให้ขายเกลี้ยง! ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่หยุดหย่อนเสียทีไม่รู้วันไดวันหนึ่งภัยจะมาเยือนไม่รู้ตัว “อย่ามาสาระแน” “แม่คะ แม่เลิกเข้าบ่อนเล่นการพนันได้ไหมคะ ขึ้นชื่อว่าพนันมันมีแต่เสียกับเสีย ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเอง แม่เชื่อหนูนะคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปจับข้อมือของมารดาเพื่ออ้อนวอนขอร้องให้หล่อนหยุดกระทำสิ่งเลวร้ายนี้เสียที “แกเป็นแค่ลูกแกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนฉันขึ้นฉ่าย! ไสหัวไปเห็นหน้าแกแล้วรู้สึกหงุดหงิด” พิมพาสะบัดแขนอย่างแรงก่อนจะเดินลอยหน้าลอยตาออกไปจากบ้านแล้วมุ่งหน้าสู่บ่อนใกล้ๆที่หล่อนกลายเป็นขาประจำโดยปริยาย “สมน้ำหน้า อยู่ดีไม่ว่าดีสะเออะไปลามปามสั่งสอนแม่ สมควรแล้วล่ะที่แกโดนแบบนี้” ผักบุ้งเบะปากมองบนอย่างรู้สึกสะใจ “ก้มหน้าก้มตาทำงานงกงกต่อไปเถอะ เพราะแกจะต้องอยู่เป็นทาสรับใช้ฉันกับแม่ไปจนตาย อย่าพึ่งใจเสาะชิงฆ่าตัวตายไปซะก่อนล่ะเนื่องจากแกยังตอบแทนบุญคุณแม่ฉันไม่เพียงพอกับระยะเวลา 10 กว่าปีที่แม่ฉันเมตตาเลี้ยงดูแกมา” เมื่อพูดจบแล้วผักบุ้งก็เดินตามรอยแม่ออกไป… “…” ขึ้นฉ่ายกล้ำกลืนฝืนทน แหงนหน้าขึ้นมองรูปถ่ายของผู้เป็นพ่อก่อนน้ำตามันจะไหลพรากอาบสองพวงแก้ม “พ่อคะ ทำไมแม่ไม่เคยรักหนูเลย ทำไมแม่ทำเหมือนหนูไม่ใช่ลูก ทำไมแม่รักแต่ผักบุ้งแต่จงเกลียดจงชังหนูยิ่งกว่าอะไรดี” “…” “หนูคิดถึงพ่อจังเลยค่ะ ฮึก” ร่างบางไหล่โยกสะอึกสะอื้น “หนูต้องทำดีสักแค่ไหนคะหนูถึงจะอยู่ในสายตาของแม่บ้าง ที่ผ่านมาหนูพยายามจำคำที่พ่อบอกมาโดยตลอด ที่แม่ไม่เคยแสดงออกว่ารักหนูเพราะหนูเป็นพี่เพราะแม่อยากให้หนูเข้มแข็งเพื่อจะได้คอยดูแลปกป้องน้อง…” หญิงสาวปาดน้ำตาแบบลวกลวก เธอแทบใช้นิ้วมือนับไม่พอเลยด้วยซ้ำว่าเธอร้องไห้เพราะเรื่องนี้ไปตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดในตอนนี้นั่นก็คือจัดเตรียมข้าวของให้พร้อมสำหรับขายข้าวแกงตอนเย็น … … สองทุ่ม… หญิงสาวปาดเหงื่อด้วยความหายเหนื่อยที่วันนี้เข้าแกงทั้งหมดทั้งมวลที่เธอทำหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว และก็ถึงเวลาเก็บกวาดร้านให้เข้าที่แล้วเข้าไปเตรียมของทำขนมไปส่งขายที่ตลาดต่อ บรื้น!!! เสียงรถมอเตอร์ไซต์ท่อดังเลียบจอดหน้าบ้านของเธอ โดยบนรถนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งแนบชิดบดเบียดกันจนแทบจะสิงสถิตย์อยู่ร่างเดียวกัน ซึ่งมันก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่น้องสาวตัวดีอย่างผักบุ้ง “อื้อ! พี่ต้นคะตรงนี้คนเยอะแยะ บุ้งว่าเราเข้าไปทำกันในบ้านดีกว่านะคะ” ร่างบอบบางในเสื้อสายเดี่ยวสีดำกับกางเกงยีนส์ขาสั้นเห็นขาอ่อนบิดตัวไปมาคล้ายเลขแปดทำท่าทีหลบหลีกจูบของอีกฝ่าย “จ๊ะ” ผู้ชายคนนั้นโอบเอวน้องสาวเธอแล้วเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปบีบคลึงเนินหน้าอกนุ่มอย่างหน้าตาเฉยโดยที่แม่ตัวดีก็สมยอมไม่คัดค้านหรือทำทีท่าขัดขืนเลยสักนิด “อะไรกันผักบุ้ง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร?”เธออดที่จะเห็นน้องสาวเพียงคนเดียวของตัวเองทำตัวเหลวแหลกเช่นนี้ไม่ได้จริงๆจึงรีบทิ้งผ้าขี้ริ้วแล้วเดินเข้าไปไถ่ถามควานหาความจริงจากปาก “ผัวฉันเอง” ผักบุ้งตอบได้อย่างน่าไม่อายแถมเต็มปากเต็มคำว่าผู้ชายที่กำลังโอบเอวนัวเนียหล่อนอยู่นั้นมีสถานะอะไร “พี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” “ผัวเผออะไรกัน นี่ปีนี้ผักบุ้งเพิ่งจะขึ้นมอสี่อายุ 16 เองนะ ทำไมทำตัวเหลวไหลแบบนี้” เธอรั้งตัวน้องสาวให้ออกมาแต่หล่อนก็ดื้อด้านสะบัดแขนท่าเดียวแถมทำตาเขียวปัดถลนใส่เธออีกด้วย “ฉันจะมีผัวแล้วมันหนักส่วนไหนของพี่ไม่ทราบห๊ะ! ใครมันจะไปความคิดโบราณทำตัวเหี่ยวแห้งแบบพี่ล่ะที่อายุปูนนี้ก็ยังหาแฟนไม่ได้สักคน! และที่สำคัญช่วยดูหนังหน้าพี่กับฉันหน่อยว่าเราน่ะมันคนละชั้นกันจะเอามาเทียบกันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เชิญขึ้นคานไปคนเดียวเถอะค่ะ!” ผักบุ้งค่อนข้างมีความคิดหัวสมัยใหม่จึงไม่ยอมฟังใครแม้กระทั่งเธอ “แต่เราเพิ่งมอสี่เองนะ! ไอ้เรื่องมีแฟนพี่ไม่ว่าหรอกแต่การที่เราจะพาผู้ชายมาอ้างแรมที่บ้านดึกดึกดื่นดื่นแบบนี้พี่ว่ามันไม่เหมาะสมแล้วก็ไม่สมควร ถ้าใครมาเห็นเข้าจะเอาไปนินทาเสียเสียหายหายได้” “อย่าสาระแนได้ป่ะ นี่ชีวิตมันก็ชีวิตฉันพี่ไม่ต้องมาสะเออะ! ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน แม่ฉันยังไม่ปริปากว่าอะไรสักคำเพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่มีสิทธิ์จำใส่กะลาหัวไว้ด้วย!” พูดจบผักบุ้งก็เดินกระแทกไหล่ผู้เป็นพี่ที่มีอายุห่างกันเพียงสี่ปีเพื่อควงผู้ชายรูปร่างสูงแกร่งกำยำคนนี้ขึ้นไปบนห้องนอน “…” “อื้อ! อย่าใจร้อนสิคะพี่ต้น” “ก็เมียพี่น่าจูบไปทั้งตัวแบบนี้จะไม่ให้พี่คลั่งไคล้ได้ยังไงล่ะคะ” “บ้าบ้าบ้า! บ้าที่สุดเลยคนอะไรก็ไม่รู้ อื้ม อย่ารุนแรงนักสิคะ บุ้งเจ็บนะ” “เดี๋ยวพี่จะทำให้บุ้งร้องขอเลยคอยดู” เสียงสนทนาของทั้งสองคนด้านบนแล่นเข้ามากระทบโสตประสาทเธอขณะที่กำลังแหงนหน้ามองรูปภาพของผู้เป็นพ่อ “หนูขอโทษนะคะพ่อที่หนูดูแลน้องไม่ดี หนูปล่อยให้น้องทำตัวเหลวแหลกขนาดนี้ หนูผิดเองค่ะพ่อ” ขึ้นฉ่ายเอาแต่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเธอเอง"ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"







