LOGINวันจันทร์เวียนมาถึง… เธอหิ้วของพะรุงพะรังเต็มมือ มาวางรอไว้บนโต๊ะหน้าโรงเรียนตามที่ได้นัดแนะกับเขาผู้นั้นเอาไว้ ลูกค้าใจป๋าสายเปสั่งหนักที่เธอไม่ทราบแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม
“มารับของที่สั่งครับ” และเขาก็มาตามนัดพร้อมกับเหมาหมูปิ้งไปอีก 25 ไม้พร้อมข้าวเหนียว 10 ห่อ “ วันนี้ขายขนมเค้กด้วยเหรอครับ?” “ใช่ค่ะ บังเอิญว่าเวลาเหลือก็เลยอยากจะหารายได้พิเศษเพิ่ม” อันที่จริงมารดามาขู่เรียกหาเงินจากเธอเสียมากกว่า เธอก็เลยต้องดิ้นรนเหน็ดเหนื่อยกว่าเดิมอีกเท่าตัว นับได้ว่าเวลาพักผ่อนเหลือเพียง 0.01 เปอร์เซ็นต์ “งั้นผมเหมาหมดเลยครับ” “คะ? 20กล่องเนี่ยนะคะ” ขึ้นฉ่ายเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ “ครับ บังเอิญว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนร่วมงานที่บริษัทน่ะครับ ผมก็เลยกะว่าจะซื้อของไปเลี้ยงสักหน่อยกำลังหาพวกขนมเบเกอรี่อยู่พอดีเลยดันมาเจอร้านคุณเข้าก็เลยซื้อที่นี่ซะเลย จะได้ไม่ต้องไปตามหาให้เสียเวลาอีก” ชายคนนั้นแก้ตัวน้ำขุ่นๆแต่ก็ดูฟังขึ้น “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” “ส่วนพรุ่งนี้ผมขอเม็ดขนุนหนึ่งกิโลกับทองหยอดหนึ่งกิโลนะครับ เอาประมาณช่วงเย็นก็ได้ผมไม่รีบ” ของเก่ายังไม่ทันลองชิมก็สั่งของใหม่จ่อท้องรอเสียแล้ว พระเจ้าช่วยกล้วยทอดเธอเจอลูกค้าเงินหนักหรือนี่! “ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณ…” “ผม…มดคำครับ” “ชื่อเหมือนผู้หญิงเลยนะคะเนี่ย แต่ก็ต้องขอบคุณจริงๆค่ะ” “ครับ” หลังจากวันนั้นผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนเศษผู้ชายคนที่ชื่อมดดำซึ่งเธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาเนื่องจากเขาสวมแว่นตาดำ ใส่แมสปิดปากและครอบหมวกปกปิดอย่างแน่นหนาก็เทียวไปเทียวมาแวะเวียนมาซื้อขนมร้านเธอเป็นประจำทุกๆเช้า และยังคง concept เดิมนั่นก็คือ หมูปิ้ง 25 ไม้ ข้าวเหนียว 10 ห่อ สั่งขนมไทยอย่างละหนึ่งกิโลบ้าง สองกิโลบ้างหรือเป็นถาด ร่วมด้วยเหมาอะไรก็ตามที่เธอเอามาขายและเป็นสินค้าใหม่… “เขาเป็นใครกันนะ…” ต่อให้เขาจะเป็นใครก็ช่าง แต่เธอก็ขอขอบคุณเขาทุกๆครั้งที่เขามาอุดหนุนสินค้าก็แล้วกัน “ก็เมื่อคืนพี่กล้าน่ะ เล่นจนบุ้งช้ำไปหมดทั้งตัวเลย” สิ่งแรกที่ขึ้นฉ่ายเห็นเมื่อกลับมาถึงบ้านนั่นก็คือน้องสาวกำลังเดินลงบันไดมากับผู้ชายคนใหม่ในวันจันทร์ถึงศุกร์ที่เธอไม่สมควรเห็นหล่อนอยู่ในบ้านหลังนี้เพราะเป็นเวลาเรียน… “ก็ใครล่ะคะที่บอกให้พี่กระแทกแรงแรง” ไอ้ตัวผู้ชายก็พูดมาได้ไม่อายปากทั้งทั้งที่พิมพาซึ่งเป็นมารดานั่งหัวโด่อยู่หน้าโทรทัศน์ทั้งคน! มารดาเธอก็ช่างกระไรดีปล่อยให้ลูกสาวคนเล็กที่เพิ่งขึ้นมอปลายทำตัวเหลวแหลกขนาดนี้ มีแฟนเธอไม่ว่าแต่ขออย่างเดียวอย่าให้มันมากระทบต่อการเรียนเช่นนี้เธอรับไม่ได้จริงๆ “ก็พี่กล้าเอวดีนี่คะ ไว้คืนนี้พี่กล้ามาหาบุ้งอีกนะคะบุ้งจะฉีดน้ำหอมหอมหอมไว้รอเลย” ผักบุ้งจูบลงบนสันกรามของเขา ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แล้วขับออกไปจากหน้าบ้าน “ทำไมไม่ไปโรงเรียน?” เธอถามทันทีที่น้องสาวกลับเข้ามา “เพิ่งตื่น” “แล้วทำไมเพิ่งตื่น” “ก็เมื่อคืนเอากับผัวจนฟ้าสาง ฉันก็เลยไม่มีแรงลุกไปเรียนจบป่ะ” หล่อนตอบส่งส่ง “พูดมาได้” “โอ๊ย! มันจะอะไรนักหนาหรือว่าแกอิจฉาฉันที่แกไม่มีผัว แกก็เลยมาพาลหาเรื่องฉันใช่ไหม” “พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะผักบุ้ง ที่พี่พูดที่พี่เตือนเพราะพี่หวังดีกับผักบุ้งไม่อยากให้ผักบุ้งเดินทางผิดโดยเลือกเส้นทางสิ้นคิดแบบนี้” เพี้ยะ! ฝ่ามือบอบบางของผักบุ้งฟาดเข้ามาที่หน้าพี่สาวอย่างแรงด้วยความโมโห “อย่าริอาจมาสั่งสอนฉัน สาระแน!” “นั่นน่ะสิขึ้นฉ่าย แกจะเป็นจะตายอะไรนักหนากับอีแค่น้องพาแฟนมาบ้านแล้วขาดโรงเรียนแค่วันเดียวเนี่ยนะ! มันคงไม่ทำให้หมดอนาคตหรอก” พิมพายังคงเลือกเข้าข้างลูกสาวคนเล็กเหมือนเดิมไม่มีผิด เพล๊ง!!!! เพล๊ง!!!! เสียงคล้ายกับกระถางต้นไม้หรือข้าวของบางอย่างถูกขว้างหล่นลงจนตกแตกกระจัดกระจายกระเด็นเศษซากของมันเข้ามาในบ้าน ทำให้ทั้งสามคนที่กำลังยืนต่อล้อต่อเถียงกันอยู่รีบกรูออกไปดู ทว่า! ก็ต้องถอยกลับแทบไม่ทันเมื่อไอ้คนสูทสีดำรูปร่างคมเข้มพวกนั้นกำลังถอยทัพบุกเข้ามาในบ้าน เพล๊ง!!! เพล๊ง!!! “หยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้พวกบ้า ไม่งั้นฉันจะแจ้งความจับแกข้อหาบุกรุกแล้วก็ทำลายเข้าของ” ผักบุ้งชี้หน้าด่าด้วยตัวสั่นเร่าเมื่อโทรทัศน์จอแบนที่เพิ่งถอยมาใหม่หน้าจอของมันแตกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี “แกก็ลองแจ้งดูสิ แต่รับรองได้เลยว่าแม้แต่ที่ซุกหัวนอนหรือชีวิตของพวกแกก็จะไม่ได้เหยียบอยู่บนแผ่นดินนี้” ไอ้คนหนึ่งหันหน้ามาตอบ “ฉันยังไม่มีให้ตอนนี้หรอกจ้ะเงินถุงเงินถังขนาดนั้นฉันจะไปหามาจากไหนในระยะเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน” หลังจากได้ยินพิมพาพูดเพียงแค่นี้ขึ้นฉ่ายก็ถึงบางอ้อทันที คนพวกนี้ก็คงจะเป็นคนจากบ่อนพนันที่แม่หล่อนไปติดพันแล้วสร้างนี่สร้างสินไว้พะรุงพะรังแน่แน่ “เจ็ดวันมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับแก! แกผลัดวันประกันพรุ่งมาร่วมเดือนเดือน บอกว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้วันละพันสองพันแต่แกก็เอามาผลาญในบ่อนจนหมด! ที่เจ้านายกูเมตตามึงก็มากเพียงพอแล้วอีพิมพา!” ชายผู้น่าเกรงขามยกขาขึ้นวางบนโซฟานุ่มแล้วตีมาดเข้มแลดูน่ากลัวชวนขนหัวลุก “แต่ฉันไม่มีให้จริงๆ ฉันขอผัดไปอีกสองสัปดาห์ได้ไหมจ๊ะ ช่วยลองไปคุยกับเจ้านายได้ไหมจ๊ะว่าฉันขออีกหนึ่งสัปดาห์เท่านั้นแล้วฉันจะเอาดอกมาชดใช้ให้ทุกบาททุกสตางค์จริงๆจ้ะ” พิมพากลัวจนตัวสั่น หล่อนรู้ดีว่าเจ้าของบ่อนธุรกิจสีเทานั่นคงไม่ใช่คนธรรมดาที่เป็นเพียงนักเลงกระจอกกระจอกหรือวางอำนาจบาตรใหญ่ทั่วไปแน่ๆ เพราะเขาค่อนข้างลึกลับตามตัวยากแม้กระทั่งคนที่ทำงานด้วยก็ได้ยินเพียงเสียงมิได้เจอตัวจริง “แกมีหลักอะไรมาค้ำประกันหรือเปล่าล่ะ? เอ๊ะ… ลูกสาวแกคนนี้ก็น่าสนใจดีนะ” ชายผู้นั้นปลายตามองผักบุ้งตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้นรูปร่างหน้าตาจะสะสวยแข่งเด่นกันไม่มีใครยอมใคร แต่สิ่งที่ดึงดูดใจมากที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการแต่งตัวยั่วยวนล่อแหลมสายเดี่ยวเอวลอย กางเกงขาสั้นเห็นแก้มก้นเช่นนั้นหรอก ส่วนดูอีกคนไม่น่ามองเลยสักนิด ผมกระเซิงไม่เข้ารูปเข้าทรง ใส่เพียงเสื้อยืดโอเวอร์ไซด์สีดำตัวเก่าเก่ากับกางเกงขายาวทรงกระบอกคลุมข้อ แถมยังมีผ้ากันเปื้อนแม่ค้าปิดทับอีกทีนึง เจ้านายเขาคงจะเข่นฆ่าให้ตายเปล่าเสียได้เป็นเมียขัดดอก “ไม่! อย่ายุ่งกับลูกฉัน” “ฉันไม่มีทางไปกับพวกแกเด็ดขาดไอ้คนสถุน!” ผักบุ้งรีบไปหลบหลังแม่ “อี๋! เจ้านายของพวกแกคงจะแก่พุงย้วยเป็นไอ้เฒ่าหัวงูหวังหลอกแอ๊มเด็กสาวสาวล่ะสิ แก่แล้วไม่เจียมตัว ฉันไม่เอานะแม่แค่คิดฉันก็อยากจะอ้วกแล้ว” “หน็อย! นั่งนี่ปากดีนักนะ! ถ้าเกิดแกไม่มีหลักอะไรมาค้ำประกันวันนี้พวกแกก็เตรียมตัวไม่มีที่อยู่แล้วก็ตายยกครัวได้เลย!! หรือไม่เจ้านายฉันก็อาจจะใจดีเอาลูกสาวสองคนของแกไปขายซ่อง!” เขาพูดข่มขู่ “แม่!!” “งั้นก็เอานังขึ้นฉ่ายไปแทน” นี่คือคำพูดของผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากว่าจะส่งลูกสาวไปลงนรกหมกไหม้! “แม่… หนูเป็นลูกแม่นะ” “แกเป็นพี่แกต้องเสียสละ! หรือแกอยากจะให้ฉันกับน้องไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้วก็ถูกฆ่าตายงั้นเหรอ นังลูกอกตัญญู!!” พิมพาเกรี้ยวกราดเสียงเข้ม “แต่แม่กำลังจะส่งหนูไปลงนรก แม่ไม่รักหนูเลยเหรอคะ ทำไมแม่ถึงผลักใสไล่ส่งหนูแบบนี้” หยุดน้ำอุ่นรื้นขึ้นมาคลอเบ้า เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้ยินประโยคพวกนี้ออกมาจากริมฝีปากของแม่บังเกิดเกล้าที่เธอทั้งรักและเคารพเทิดทูนชีวิตอย่างภักดีมาตลอด"ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"







