LOGINช่วงเย็นหลังเลิกเรียน...
เดวากับปูเป้มุ่งตรงมายังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จุดหมายของทั้งคู่คือร้านจำหน่ายผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บ เพื่อเลือกวัสดุสำหรับโปรเจกต์วิชาออกแบบที่ใกล้ถึงกำหนดส่งทันทีที่เดินเข้ามาในร้าน ทั้งสองก็ต้องตาลายกับเนื้อผ้าหลากชนิดที่เรียงรายอยู่เต็มชั้นวาง
“แยกกันดูไหม” เดวาหันไปบอกเพื่อน “ต่างคนต่างเลือกแบบที่ชอบก่อน แล้วค่อยเอามาเทียบกัน”
“โอเค แบบนั้นน่าจะเร็วกว่า” ปูเป้พยักหน้ารับอย่างไม่เรื่องมาก ก่อนทั้งคู่จะแยกกันเดินคนละโซน
เดวาใช้เวลาอยู่กับชั้นผ้าซาตินพักใหญ่ ก่อนจะหยิบผ้าสีเบจอ่อนขึ้นมาคลี่ดู เนื้อผ้าทิ้งตัวสวย สัมผัสนุ่มมือ และให้ความรู้สึกเรียบหรู หากนำมาตัดชุดคงจะได้รับความนิยมไม่น้อย
“เป้...มาดูนี่หน่อย” เธอหันไปเรียกเพื่อนที่กำลังเลือกผ้าอยู่ไม่ไกล “ฉันว่าผ้าสีนี้น่าจะเข้ากับธีมที่อาจารย์ให้มานะ”
ปูเป้เดินเข้ามาดู ก่อนทำหน้าครุ่นคิด “สวยนะ...แต่ฉันว่ามันเรียบไปนิด”
ปูเป้เอื้อมมือไปหยิบผ้าสีแดงไวน์จากชั้นข้าง ๆ ขึ้นมาเทียบ “สีนี้น่าจะ ดูโดดเด่นกว่าเยอะ”
“เด่นก็จริง แต่ฉันว่ามันอาจจะกลบดีไซน์มากกว่า” ทั้งสองสาวยืนแลกความคิดเห็นกันอยู่พักใหญ่ ก่อนปูเป้จะยอมวางผ้าลง
“งั้นเอาแบบนี้มั้ย เราเลือกในสไตล์ที่ตัวเองชอบไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเอาไปปรึกษาอาจารย์อีกที”
“เอาแบบแกว่าก็ได้” เดวาพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากใช้เวลาเลือกซื้อผ้า อุปกรณ์ตัดเย็บ และของจุกจิกอีกหลายอย่างจนพอใจ ทั้งสองก็เดินออกจากร้านพร้อมถุงช็อปปิงหลายใบ
“ขอหาอะไรกินก่อนกลับได้ไหม” ปูเป้ชี้ไปยังร้านเบเกอรี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทางเดิน พอเห็นของที่ต้องหอบหิ้วกลับห้อง เธอก็ไม่อยากพาตัวเองแวะไหนอีกแล้ว
“เอาสิ”
เดวายิ้มตอบรับคำชวนเพื่อนอย่างเห็นด้วย สภาพของเธอในตอนนี้ควรกลับไปถึงแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงมากกว่า และในระหว่างที่สองสาวกำลังเดินตรงไปยังร้านเบเกอรี่ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า...
อีกฟากหนึ่งของโถงห้างมีชายร่างสูงในชุดสูทสีดำ กำลังเดินออกมาจากร้านนาฬิกาหรู พร้อมลูกน้องอีกสองคนที่เดินตามหลังอย่างรักษาระยะ
“นายครับ ร้านอาหารที่จองไว้พร้อมแล้ว ” เพทายรายงานระหว่างเดินตามมิลเลอร์
“อืม” มาเฟียหนุ่มครางตอบรับลูกคนสนิทในลำคอ สายตาคมทอดมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้อารมณ์ แต่ในจังหวะที่กำลังจะเดินผ่านหน้าร้านเบเกอรี่ สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับร่างบางคุ้นเคยโดยบังเอิญ
หญิงสาวในชุดนักศึกษากำลังยืนเลือกขนมอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เธอเขย่งตัวเล็กน้อยเพื่อหยิบขนมปังบนชั้นบนสุด ก่อนจะหันมายิ้มขอบคุณพนักงานเมื่อรับถาดมาได้
มิลเลอร์ชะงักฝีเท้าที่เคยก้าวเดินอย่างมั่นคง และหยุดลงแทบจะในทันที
“มีอะไรหรือครับ? ”
เพทายถามเจ้านายด้วยความสงสัย เมื่อเห็นผู้เป็นนายหยุดเดินกลางทาง ทั้งที่ร้านอาหารที่จองโต๊ะไว้ก็อยู่ไม่ไกล
มิลเลอร์ไม่ได้ตอบ ดวงตาคมยังคงจับจ้องไปยังหญิงสาวเป้าหมายเพียงคนเดียว จากเดิมที่ตั้งใจจะเดินไปร้านอาหาร เขากลับเปลี่ยนทิศทาง มุ่งตรงไปยังร้านเบเกอรี่แทน โดยมีเพทายกับลูกน้องอีกสองคนเดินตามอย่างเงียบ ๆ
“เดวา...” เสียงทุ้มเรียบนิ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเสียงหัวเราะของหญิงสาวทั้งสองหยุดลงพร้อมกัน
เดวาหันกลับไปตามต้นเสียง ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่ไม่ห่าง
บุคลิกสุขุม สีหน้าเรียบเฉย และออร่าความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างหันมามองโดยไม่รู้ตัว ยิ่งด้านหลังยังมีชายฉกรรจ์อีกสองคนยืนประกบอยู่ ยิ่งทำให้บรรยากาศดูตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
ปูเป้ที่ไม่เคยพบมิลเลอร์มาก่อน เผลอขยับมายืนชิดเดวาโดยอัตโนมัติ
“พี่มิลเลอร์...” เดวารีบยกมือไหว้ตามมารยาท
“สวัสดีค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” คิ้วเรียวของเธอขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง เดวาไม่คิดหรือเตรียมใจว่าจะได้มาเจอเขาที่นี่
“กินข้าวหรือยัง” อยู่ดีๆ มิลเลอร์ก็ถามออกมา แม้แต่ตัวมิลเลอร์เองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงต้องเดินมาถามเด็กสาวแบบนี้ มากกว่าการปล่อยผ่านและควรตรงไปยังร้านอาหารที่จองไว้
“ยังค่ะ” เดวาชูถุงเบเกอรี่ในมือขึ้นเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มสุภาพ “แต่วาซื้อขนมไว้แล้ว กำลังจะกลับห้องพอดี”
“ ไปกินข้าวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ ” คำชวนที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน ทำเอาทั้งเดวาและปูเป้ต่างนิ่งไปพร้อมกัน
ด้านเดวาเองเธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบชายหนุ่มด้วยความสุภาพ “ขอโทษนะคะ...วาไม่สะดวก”
เดวาไม่กล้าอยู่ตามลำพังกับเขาอีก และยิ่งไม่อยากให้มีเรื่องให้ทั้งสองต้องเกี่ยวข้องกันมากกว่านี้
มิลเลอร์จ้องมองเดวาด้วยแววตาเรียบนิ่ง สีหน้าไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ ออกมา แต่เลือกที่จะถามย้ำเธอกลับ
“แน่ใจ? ”
“ค่ะ” เดวาพยักหน้ารับ “วามีนัดกับเพื่อนแล้ว ไว้เป็นโอกาสหน้านะคะ”
เพราะมีปูเป้อยู่ด้วย เธอจึงกล้าที่จะยกเหตุผลนี้มาอ้าง ด้านปูเป้หันมองหน้าทั้งสองคนสลับไปมา ก่อนโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูเพื่อน
“แกรู้จักคุณเขาเหรอวะ”
เดวาเหลือบมองมิลเลอร์ ก่อนพยักหน้าตอบเพื่อน
“รู้จักนิดหน่อย...”
แค่รู้จักนิดหน่อยอย่างนั้นเหรอ มิลเลอร์เค้นยิ้มมุมปากกับคำตอบ
หลังจากค่ำคืนเร่าร้อนที่ทั้งสองผ่านมาด้วยกันอย่างถึงพริกถึงขิง เขากลับถูกนิยามความสัมพันธ์ไว้เพียงเท่านั้นเองน่ะเหรอ
โคตรตลกฉิบหาย
“คิดดีแล้วใช่ไหม...ที่ตอบแบบนั้น” มิลเลอร์ไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหน ที่เมินเฉยใส่เขาเก่งได้เท่านี้มาก่อน
เดวาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แล้วต้องตอบแบบไหน เขาถึงจะพอใจกับคำตอบของเธอ
“คะ? ” เดวายังไม่ทันได้ถามต่อ มิลเลอร์ก็หันไปมองเพทายที่ยืนอยู่ด้านหลัง แล้วเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ไปส่งเด็กนั่น”
เพทายหันมองตามสายตาของผู้เป็นนาย ก็พบว่าคนที่ถูกสั่งให้ไปส่งคือปูเป้
“เชิญครับ” เพทายผายมือเชิญปูเป้
“เอ๊ะ...ไม่ต้องค่ะ!” ปูเป้รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธแทบจะทันที เธอไม่ได้โง่พอจะยืนขัดจังหวะบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างคนสองคนตรงหน้าต่อได้
“หนูกลับเองได้ค่ะ!” พูดจบก็รีบคว้าถุงผ้าและของที่ซื้อมา ยัดใส่มือเดวาอย่างรวดเร็ว “วา...เดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ”
เธอกระซิบบอกเพื่อนพร้อมบีบมือให้กำลังใจเดวา “สู้ ๆ ”
“เดี๋ยว...เป้!” เดวายังไม่ทันได้รั้งตัวไว้ ปูเป้ก็หันหลังวิ่งออกจากร้านไป ราวกับเธอกำลังวิ่งหนีผี
ระหว่างวิ่งหนีออกมาปูเป้ ก็ได้แต่พนมมือขอโทษเพื่อนอย่างเดวาอยู่ในใจเป็นร้อยเป็นพันรอบ สุดท้ายก็เหลือเพียงเดวาที่ยืนถือถุงเบเกอรี่อยู่กับมิลเลอร์ ท่ามกลางความเงียบที่ชวนอึดอัด
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก่อนถอนหายใจออกมาแผ่วเบาอย่างอธิบายความรู้สึกออกมาไม่ถูก
“ผมช่วยครับ” เพทายรีบเข้าไปแย่งถุงมากมายในมือเดวามาถือเอง แม้เดวาจะอยากปฏิเสธแต่พอเห็นสายตาของมิลเลอร์ที่ส่งมากดดันเธออีกทาง ก็จำใจต้องยื่นให้ลูกน้องเขาถือในที่สุด
“ก็แค่นั้น” มิลเลอร์ไหวไหล่เบาๆ หมุนตัวเดินนำออกจากร้านเบเกอรี่มุ่งตรงไปยังร้านอาหาร ด้านหลังร่างสูงใหญ่มีหญิงสาวใบหน้าบูดบึ้งเดินตามหลังมาติดๆ
‘ไหนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกันไง’ เดวาบ่นให้เขาในใจกับตัวเอง
“พี่มิลเลอร์นะพี่มิลเลอร์...”
ดินเนอร์มื้อค่ำระหว่างทั้งสอง ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดวาเหมือนจะเจริญอาหารกว่าปกติ เนื่องจากซีฟู้ดที่คนของมิลเลอร์จัดหามาวันนี้ มีแต่รสชาติค่อนข้างถูกปากเธอทั้งนั้น“พรุ่งนี้ ไปล่องเรือกันไหม”“วาไปค่ะ”“ถ้านอนบนเรือจะเมาหรือเปล่า”“อันนี้วาไม่แน่ใจเลยค่ะ” เพราะมันเป็นครั้งแรกของเธอ“งั้นเอาลำใหญ่ที่สุดออก ลำนั้นติดลูกค้าจองหรือเปล่า” มิลเลอร์หันไปสั่งเพทายแกมถาม“ไม่ติดครับนาย ”“งั้นก็เอาตามนั้น”เพทายโค้งศีรษะให้เจ้านาย ก่อนจะปลีกตัวออกไปเงียบๆ ให้เจ้านายทั้งสองได้มีเวลาส่วนตัว“พี่เลอร์ทานกุ้งไหมคะวาแกะให้”“ไม่ครับ” มิลเลอร์ส่ายหน้าวางแก้วไวน์ในมือลง แล้วเป็นฝ่ายหยิบกุ้งมาแกะเปลือกออก นำไปวางไว้บนจานให้เดวาเสียเอง คนที่ถูกเอาใจตลอดมื้ออาหารยิ้มจนแก้มแทบปริ“ขอบคุณค่ะ”“กินล็อบสเตอร์อบชีสเนยกระเทียมไหม”“หืม..มีเหรอคะ วาไม่ได้สั่งนี่”“มี พวกไอ้เพทายมันสั่งมากิน มันก็เลยสั่งมาเผื่อวาด้วยหนึ่งตัว”“ไม่เอาแล้วค่ะ วาท้องจะแตกแล้ว พี่เลอร์นั่นแหละกินบ้าง วาเห็นดื่มแต่ไวน์ไม่ยอมกินอะไรเลย ”“ไม่ค่อยหิวน่ะ พี่เพิ่งกินข้าวกับพ่อแม่มาก่อนออกมาหาเรา”“วันนี้ไปหาคุณพ่อคุณแม่มาเหรอคะ”“ครับ
รถหรูสีดำคันคุ้นตาจอดอยู่ริมถนนไม่ไกลจากหน้าร้านนัก ร่างสูงยืนพิงตัวอยู่ข้างรถ กำลังก้มมองโทรศัพท์ในมือด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในมืออีกข้างมีถุงเครื่องดื่มแบรนด์ดังถืออยู่เดวารีบเดินออกจากร้าน“รอวานานไหมคะ” เอ่ยถามแล้วพุ่งตรงเข้าไปสวมกอดเอวหนาเอาไว้แน่นอย่างเคยชินมิลเลอร์ก้มมองคนในอ้อมแขน ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่นาน” ยื่นถุงเครื่องดื่มให้คนรัก เดวารับมา ก่อนเปิดดูด้านในดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเมนูโปรดของตัวเอง“ขอบคุณนะคะ จำได้ด้วยว่าวาชอบกินอะไร”“แค่ความชอบของแฟนตัวเอง ทำไมฉันจะจำไม่ได้” มันมีผู้ชายนิสัยเสียแบบนั้นด้วยเหรอ“พี่เลอร์น่ารักที่สุด” เดวาอมยิ้มจนแก้มแทบปริ กับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขา“ขึ้นรถเถอะ” มิลเลอร์ทำหน้าที่เปิดประตูรถให้เหมือนทุกครั้ง รอจนเดวาขึ้นไปนั่งเรียบร้อยจึงปิดประตูให้ ก่อนเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าร้าน เดวาก็หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาดูดหนึ่งคำ ก่อนหันมองคนข้างกาย“สักคำไหมคะ”“ฉันไม่ชอบกินของหวาน” มิลเลอร์ส่ายหน้าน้อย ๆ ระหว่างตอบ เดวาจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เธอหันกลับไปสนใจเครื่องดื่มในมือตัวเอง ก่อนจะนึกบางอ
ก๊อกๆ“ขออนุญาตครับนาย” เสียงเพทายดังขึ้นจากหน้าประตู“เข้ามา”หลังจากได้ยินคำอนุญาต ร่างสูงบอดีการ์ดหนุ่มก็เปิดประตูเข้ามา ในมือมีถุงก๋วยเตี๋ยวเรือจากร้านดังที่ผู้เป็นนายสั่งไว้“ของนายหญิงครับ” เพทายวางถุงอาหารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง“ขอบใจ มึงมีงานอะไรก็ไปทำเถอะ”มิลเลอร์เหลือบมองคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนโซฟาเล็กน้อย ดูเหมือนเดวาจะไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมากินง่าย ๆ“ครับ” เพทายกำลังจะหมุนตัวกลับ แต่เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหยุดเสียก่อน “อ้อ...ด้านนอกโซนวีไอพี มีคุณมิกินั่งดื่มอยู่นะครับ”มิลเลอร์ชะงัก เพราะนี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ที่มิกิยังไม่หยุดรามือจากการตามจีบเขาเสียทีช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญอุตส่าห์จัดการแพรวา จนหนีหายย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศพร้อมกับครอบครัวได้ ยังมาเหลือยัยญี่ปุ่นขี้อ่อยคนนี้อีก และแน่นอนเรื่องนี้เอเดนต้องเป็นคนมาจัดการ เพราะถ้าไม่ไปคุยงานแทนเอเดนในครั้งนั้น ก็คงไม่ต้องเจอยัยญี่ปุ่นคนนี้“ถ้านายไม่อยากเผชิญหน้ากับเธอ หากต้องการกลับ ผมจะพาออกทางลับด้านหลังให้ครับ”“ไม่ต้อง” มิลเลอร์ถอนหายใจ ก่อนเหลือบมองเดวาที่นอนหลับอยู่ “กูคงนอนที่นี่”“ครับ”“ส่วนยัยญี
หลายเดือนต่อมา...หลังจากเดวาเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าไปได้สักพักใหญ่แล้ว ชื่อเสียงของ “เดมิอา” ก็เริ่มดังและติดตลาดและเริ่มมีรู้ค้ารู้จักมากขึ้น และในทุกๆวันหลังจากเรียนเสร็จ ปูเป้กับเดวาจะเดินทางมาทำงานที่ร้านทันที“ นี่พวกเธอสองคนไม่คิดจะเดินไปหาฉันฝั่งห้องเสื้อบางเหรอ เหง๊า เหงา” เอมิล่าเดินกรีดกรายเข้ามาหาเพื่อนทั้งสองที่กำลังวุ่นวายช่วยทำงาน“ถ้าเหงามากขนาดนั้น แกก็ควรรับงานไหม ” เดวาส่ายหน้า มีคนบ้าที่ไหนปฏิเสธลูกค้าเป็นว่าเล่น“นั้นสิ ทำไมเอมิรับงานตัดชุดแค่ชุดเดียวล่ะ”“ขี้เกียจน่ะ ทำเยอะไปก็เหนื่อยเหมือนที่เฮียเลอร์บอก ก็เลยลองเป็นคนขี้เกียจดู”“แล้วเป็นไงที่นี่” ปูเป้ที่กำลังถ่ายคลิปโปรโมตร้านอยู่ เป็นต้องหยุดทำงานแล้วเดินมาเท้าเอวถาม“ก็สบายน่ะสิ พวกเธอก็ลองขี้เกียจบ้างอย่าหักโหม ร้านมันไม่เจ๊งหรอก” เพราะต่อให้ที่ร้านไม่ขายดีหรือต่อให้ขายไม่ได้สักตัว ก็มีเงินจากธุรกิจสีเทาของแก๊งพี่ๆ ไหลเวียนเข้ามาในร้านเพื่อฟอกให้มันกลายเป็นสีขาว“แต่ร้านเรามันกำลังเป็นกระแสไง ไม่ผลิตงานออกมาขายก็เสียดายลูกค้า” เดวาแย้ง“ตามใจแกก็แล้วกัน แต่อย่าหักโหมให้มันมากเข้าใจไหม แล้วอย่าลืมว่าผัวที่
“ทำไมแกทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ยัยแพร” ผู้เป็นแม่เอ่ยตำหนิลูกสาวที่เอาแต่เมาหัวราน้ำ หลังจากผู้เป็นย่าเดินทางมาที่บ้านแล้วบอกว่า ไม่สามารถบังคับเดวาให้เลิกกับมิลเลอร์ได้ อีกทั้งยังหัวเสียใส่พวกเธอและบอกให้แพรวาไปหาทางเอาชนะเดวาให้ได้เองทว่า... ธุรกิจฝังครอบครัวแม่สามี ยังถูกมิลเลอร์เล่นงานอย่างหนัก ที่เผลอไปแตะต้องของรักอีกฝ่ายเข้าให้ เธอกับสามีก็ไม่คิดว่าผู้ชายที่ไม่สนใจผู้หญิงที่ไหนเลย จะหลงเดวาได้มากขนาดนี้“ถ้าแม่ช่วยแพรแก้ปัญหาไม่ได้ก็หุบปากไปเลย ”“นี่ฉันเป็นแม่แกนะ แกพูดหยาบคายแบบนี้กับแม่ได้ยังไง”“ออกไป ออกไปจากห้องแพรเดี๋ยวนี้” แพรวาเริ่มโวยวายเสียงดัง และควบคุมสติตัวเองไม่ได้“ ยัยแพรแกช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม ” ทำไมแพรวาถึงได้เหมือนคนเป็นไบโพลาร์อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ มันจะมีด้วยเหรอคนที่ถูกทุกคนเอาใจและได้ความรักมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็ก จะกลายเป็นโรคประสาท หรือเป็นเพราะเธอกับแม่สามีเสี้ยมให้ลูกสาวเกลียดน้อง และชอบเอาชนะมากเกินไป แพรวาถึงได้สติหลุดยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ขนาดนี้“ออกไป ฉันบอกให้ออกไป กรี๊ด.....” แพรวากรี๊ดออกมาเหมือนคนสติแตก ทำเอาคนเป็นแม่ต้องรีบวิ่งออกไปจาก
บรรยากาศภายในวันเปิดตัวห้องเสื้อคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า แขกจากแวดวงธุรกิจแฟชั่น และเหล่าคนรู้จักทยอยกันเดินทางเข้ามา ร่วมแสดงความยินดีกับสองเจ้าของแบรนด์อย่างไม่ขาดเดวายืนต้อนรับแขกอยู่ข้างเอมิล่า ใบหน้าหวานประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แม้ภายในใจจะทั้งตื่นเต้นและภูมิใจ กับสิ่งที่ทั้งสองต่างช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยกัน“แม่ขอแสดงความยินดีกับน้องวา น้องเอมิด้วยนะลูก” เดหลีหอบช่อดอกไม้ช่อใหญ่สองช่อมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกสาวและหุ้นส่วนร้าน ส่วนสามีเธอนั้นติดประชุมที่บริษัทมาร่วมงานไม่ได้ ไหนจะความวุ่นวายจากบ้านใหญ่ที่สามีเธอต้องไปรับมือ และได้วิดีโอคอลมาแสดงความยินดีกับเด็กทั้งสองตั้งแต่เช้าแล้ว“ขอบคุณคุณแม่นะคะ”“ขอบคุณค่ะคุณแม่”สองสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับยื่นมือไปรับดอกไม้ มาถือไว้ในอ้อมแขนคนล่ะช่อ“คุณแม่ทานอะไรมาหรือยังค่ะ เดี๋ยวเอมิพาไปทาน ให้ยัยวาต้อนรับแขกอยู่หน้าร้านเนี่ยแหละ อีกอย่างจะได้ทักทายและทำความรู้จักแขกคนอื่นด้วย”เอมิล่าเปิดทางให้แสงเพื่อนสนิทในคราบหุ้นส่วนเต็มที่ เพราะยังไงหลักๆ แล้วเอมิล่าตั้งใจจะยกร้านนี้ให้เดวาดูแลและบริหารเป็นหลัก“ได้ยังไงอะ แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยรู้จัก







