เข้าสู่ระบบ
ภริตา พวงพันธุ์ หรือ ผิงผิง ของกวินภพ อดีตเดือนคณะบริหารที่เป็นเพื่อนเรียนจากโรงเรียนเดียวกัน เธอแอบรักเขามานานแต่ไม่กล้าบอก แต่เมื่อเขาโดนปฏิเสธรัก เธอจึงอาสาดามหัวใจ ความรักของเราที่เริ่มจากเพื่อนเหมือนจะดี จนเริ่มใช้ชีวิตแต่งงาน มันกลับต่างจากชีวิตตอนเรียนมหาวิทยาลัยโดยสิ้นเชิง เธอต้องพยายามปรับทุกอย่างเข้าหากัน กับบางสิ่งที่เหมือนเขาเริ่มเปลี่ยนไป
กวินภพ กีรติ หรือ กวิน เดือนคณะสุดหล่อในคณะบริหารที่ดาวแต่ละคณะกลับจ้องจะงาบ แต่ทว่าด้วยโควต้าบ้านใกล้หรือ เรียกให้ถูกว่าไม่ว่าหันไปเมื่อไหร่ก็เจอ
ภริตายืนอยู่ข้างเขาเสมอ สุดท้ายจึงตกลงปลงใจรับรักผิงรักของเราไปได้สวย กวินภพคลั่งรักผิงมาก จนเกือบจะมีเรื่องชกต่อยกับเดชดนัยเพื่อนรัก ที่ชอบมาใกล้ชิดแฟนเขาอยู่ร่ำไป สุดท้ายเขาเปิดอกคุยแบบลูกผู้ชาย ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักผิงและดูแลอย่างดี เดชดนัยจึงไม่ยุ่งกับชีวิตพวกเขา และจนสุดท้ายก็แต่งงานกัน
ในงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น มีแขกผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มท้องอ่อน ๆ พร้อมกับยิ้มแสดงความยินดีกับเขา นั่นทำให้เจ้าบ่าวถึงกับเสียอาการ
“กิ่ง!” เสียงแผ่วพร่าเปล่งออก ทำให้คนเป็นเจ้าสาวรู้สึกหวิวโหวงในอก ดวงตามองไปยังสามีด้วยความเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ
‘เธอจะกลับมาทำไม ในเมื่อทิ้งเขาแล้ว’ เสียงนั้นเปล่งในใจไม่กล้าเอ่ยออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวั่นไหว และอยู่ ๆ สามีเธอก็ปล่อยมือเธอที่กุมอยู่ด้วยกัน ใบหน้าเธอเสียอย่างเห็นได้ชัดเจนขอบตาร้อนผ่าว จนเดชดนัยต้องเดินเข้ามาใกล้ ๆ
“เป็นไรไหม”
ภริตาส่ายหน้ายิ้มเจื่อนให้ “ตื่นเช้าน่ะรู้สึกมึน ๆ” แค่คำอ้าง แต่ที่จริงนั้นเพราะคนตรงหน้าที่สามีมองอยู่ต่างหาก ที่ทำให้เธอแทบล้มทั้งยืน
‘เขายังรักเธออยู่เหรอ’ คำถามนี้เกิดขึ้นในหัว มองใบหน้าเขาที่ดีใจยิ่งกว่าที่ได้แต่งงานกับเธอ กับมือที่ลูบท้องตัวเองเพราะในนี้กำลังมีเจ้าตัวเล็กที่กำลังจะมาเกิด ก่อนแต่งงานสองเดือนเรามีอะไรแบบไม่ได้ป้องกัน และคิดว่าอย่างไรก็ต้องแต่งงาน จึงคิดว่าก็ปล่อยให้ท้องเลย
ใครจะคิดว่ารักเก่าเขาจะเข้ามาในชีวิตเราสองคนอีกครั้ง
เดชดนัยมองภาพที่แสนน่าอึดอัด เขาที่รักและหวังดีกับภริตา แต่ภริตามองเพียงกวินภพ ส่วนกวินภพกลับเหลือพื้นที่ในใจไว้รออีกคน...
..........................................................................................................................................................................................................................
ดวงตาแดงก่ำยืนมองตัวเองในกระจก ภาพผู้หญิงที่เคยน่ารักสดใสหายไปหลังจากแต่งงานได้ห้าปี น้ำตาที่ร่วงเผาะจนขอบตาบวมช้ำ ไม่อาจจะออกไปให้ลูกเห็นสภาพเหมือนคนใกล้จะตายของเธอได้ จึงเข้ามายืนเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นแล้วนั่งพิงกำแพงห้องน้ำ วางผ้าไว้ที่ตาลดการบวมช้ำเพื่อเลี่ยงไม่ให้ลูกชายและลูกสาวฝาแฝดต่างเพศได้เห็นความอ่อนแอของเธอ จนนำไปต่อว่าเขาอีก
ในห้องนอนของกล้ากวีและแก้วกัลยา
กล้ากวีทำการบ้านที่คุณครูใบหม่อน สั่งให้ทำโดยเป็นงานลากเส้นจับคู่ ซึ่งตัวเองต้องทำก่อนให้น้องสาวลอก จึงต้องรับบทเป็นพี่ชายแสนดีและคอยสอนน้องเสมอมา
กล้ากวีกับแก้วกัลยาเรียนที่โรงเรียนไบรตันสคูล อ.2 ชั้นล่างห้องฟีนิกซ์ ส่วนเชอร์รีล อยู่ห้องอาเชอร์ อ.2 โรงเรียนเดียวกัน ทั้งสองห้องนี้แตกต่างกันที่ค่าเทอม ห้องอาเชอร์จะได้รับการเรียนการสอนสำหรับเด็กอินเตอร์ทั้งหมด ไม่มีการเรียนภาษาไทย ส่วนห้องฟีนิกส์จะรวมนักเรียนไทย และลูกครึ่ง การเรียนการสอนจึงเป็นแบบสองภาษา ราคาจึงถูกกว่า
กล้ากวีเห็นน้องสาวเดินหุนหันเข้ามาในห้อง ทั้งปิดประตูเสียงดังนั่งกอดอกอยู่ตรงข้ามตนเอง ดวงหน้าง้ำงอราวกับโกรธเกลียดใครมา
“น้องแก้ว เป็นอะไรไหนบอกพี่กล้าหน่อยฉิ” กล้ากวียังคงออกเสียงส.ไม่ชัดอยู่ตัวเดียวแม้จะขึ้นอ.2 แล้ว
“แม่ร้องไห้อีกแล้ว ร้องเฉียงดังฉะอึกฉะอื้นในห้องน้ำ ไม่ยอมออกมา น้องเป็นห่วงแม่” ใบหน้าที่เศร้าลงของน้องสาวทำให้กล้ากวีถอนหายใจ แม้เขาจะอายุเพียงสี่ขวบ แต่พวกเขาก็รู้เรื่องอะไรของผู้ใหญ่อยู่บ้างเล็กน้อย เพราะคุณครูใบหม่อนกับคุณครูเชอรี่แอบเมาท์กัน เขาสองคนออกจากห้องน้ำพอดีจึงได้ยิน
“ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว” กล้ากวีมักเรียกพ่อแบบนี้ยามอยู่กันสองคนกับน้อง บางครั้งยามอยู่กับแม่หรือเห็นแม่ร้องไห้เขาก็จะมีหลุดบ้าง แต่แม่ก็ปรามไว้ เพราะเขาเป็นพ่อ
เสียงเรียกเข้าของกล้ากวีดังขึ้น กวินภพมองแล้วก็รับทันทีเพราะเป็นสายของลูกไม่ใช่แม่ของลูกที่นับวันยิ่งทำตัวน่ารำคาญเข้าไปทุกทีจนเขาเริ่มเบื่อ
พ่อกวิน: ครับพี่กล้า
กล้ากวี: อยู่ไหน (น้ำเสียงสั้นห้วนบอกให้รู้ว่าไม่พอใจ)
พ่อกวิน: ทำไมพูดไม่มีหางเสียงแบบนี้พี่กล้า เดี๋ยวน้องเลียนแบบนะ (เขาอบรมลูกไปเล็กน้อย)
กล้ากวี: ตอบมาก็พอว่าพ่ออยู่ไหน (เด็กน้องยังคงเสียงแข็งใส่พ่อตัวเอง)
พ่อกวิน: พ่ออยู่บริษัทครับ มีประชุมลูกค้า
กล้ากวีเปิดไอจีของแม่เชอร์รีลแคปรูปนั่งกินข้าวในร้านอาหารหรูในโรงแรมกันสามคน ราวกับนั่นคือครอบครัวเขา
ติ๊ง!!! เสียงเตือนข้อความเข้าในแอปพลิเคชันสีเขียว ทำให้เขากดดูแต่ยังคาสายลูกชายไว้
กล้ากวี: ประชุมยุ่งเลยชิป่ะ (เสียงประชดประชันนั้นทำให้กวินน้ำท่วมปาก ทั้งกำชับกรต์สินีแล้วแท้ ๆ ว่าอย่าโพสต์ แต่กลับมีโพสต์ทั้งยังแท็กเขาด้วย แล้วลูกก็ติดตามเขาเช่นกันโดยใช้ไอจีแม่)
พ่อกวิน: พี่กล้าพ่ออธิบายได้ครับ
กล้ากวี: พี่กล้าจะไม่เชื่อพ่ออีกแล้ว พ่อทำแม่ร้องไห้กี่หนกี่ครั้งแล้วฮะ
ตู้ด ตู้ด ตู้ด!!!
เสียงตัดสายไปทั้งที่ยังพูดไม่รู้เรื่องระหว่างพ่อกับลูกทำให้กวินหงุดหงิด แต่เมื่อหันมาทางกรต์สินีที่ฉีกยิ้มให้เขาเสมอจึงหักหาญน้ำใจไม่ได้
“กวินติดธุระเหรอ บอกแล้วไม่เห็นต้องพามาเลย ทุกปีเราก็ฉลองกันสองคนแม่ลูก” กรต์สินีทำเสียงรู้สึกผิด เพราะกวินภพอยากทำให้เชอร์รีลมีครอบครัวที่อบอุ่น จึงอาสาพามาเซอร์ไพรส์วันเกิดให้
“ไม่มีอะไรหรอกกิ่ง ลูกแค่งอแงนิดหน่อย ผิงเอาอยู่น่า” เขาอ้างไปแม้ในใจรู้ดีว่าเรื่องนี้เขาต้องคุยกับลูกชาย แต่เห็นแววตาใสซื่อของลูกสาวอดีตของคนที่เคยรัก กลับสงสารอย่างบอกไม่ถูก
‘ลูกต้องการพ่อเสมอ’ เขาคิดเช่นนั้น จึงใส่ใจเชอร์รีล และพยายามเติมเต็มให้ในฐานะเพื่อนสนิทของแม่เชอร์รีล
หลังส่งกรต์สินีที่บ้านและอุ้มเชอร์รีลเข้าไปนอนในห้องนอนเขาก็ลาเธอกลับคอนโด วันนี้เขาหงุดหงิดทั้งยอดเป้าบริษัทไม่เป็นไปตามแผน ปิดงบก็ยากเย็น ทั้งต้องประชุมหารือกับลูกน้องจนเย็น กระทั่งข้าวก็ยังไม่ได้กิน ไหนจะโดนลูกชายสุดที่รักโกรธอีก จึงคิดโทรกลับไปต่อว่าคนต้นเรื่อง
กล้ากวีทำการบ้านกับน้องสาวเสร็จแล้ว ก็รีบวิ่งไปเอาส้มที่เขากับน้องช่วยกันปลอกแช่เย็นไว้ก่อนจะทำการบ้าน ขึ้นมาให้แม่ที่ในห้อง
“แม่ฮะ...กล้ากับน้องแก้วเอาฉ้มมาให้แม่ฮะ” ประตูเปิดพร้อมกับเสียงลูกชายและตามด้วยร่างจ้ำม่ำน่ารักของลูกสาวเดินต้วมเตี้ยมมาหาเธอที่นั่งอยู่บนเตียง กำลังมองรูปกินข้าวที่แสนมีความสุขของสามีกับรักเก่าของเขา เธอจึงคว่ำโทรศัพท์ลงเพื่อไม่ให้ลูกเห็น
เธอยิ้มให้ลูก ๆ ก่อนจะรับเอาจานส้มที่เธอสอนเขาสองคนปลอกมากินหนึ่งชิ้น แต่ภายในคอจุกแน่นแทบกลืนไม่ลงกับการกระทำของสามี ที่นับวันยิ่งไม่เห็นหัวเธอเข้าไปทุกที จนไม่รู้ว่าตอนนี้เธอเป็นเมียเขาหรือคนนั้นของเขากันแน่
“แม่กินเยอะ ๆ นะคะ หน้าของแม่เหมือนไม่ฉะบาย” เสียงเล็กเสียงน้อยแสดงความเป็นห่วงแม่ ทั้งยังยื่นกลีบส้มชิ้นที่สองถึงปากของแม่อีกต่างหาก ‘แม่ต้องเหนื่อยกับพ่อมาเยอะแล้ว แก้วสงสารแม่’
เธอดึงลูกสาวเข้ามากอด แล้วก็อีกฝั่งมีลูกชาย จูบที่หัวของลูกทั้งสองทำให้หัวใจเธอเริ่มมีความสดชื่นขึ้นมาบ้าง หลังจากเหี่ยวเฉามาทั้งวันเพราะเขากับผู้หญิงคนนั้น
“แม่ไม่ได้กินข้าวใช่ไหมฮะ กล้าเปิดหม้อข้าวยังเหลืออยู่เต็มหม้อ” เพราะเขาสองคนกินพิซซ่าจนท้องตึงตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน จึงกินข้าวเย็นไม่ไหว แต่แม่ก็ทำไว้รอผู้ชายคนนั้น คนที่ทำให้แม่เจ็บ!
“แม่ไม่หิวครับลูก” เธอบอกให้ลูกสบายใจ
“อย่าดื้อฉิฮะ แม่ยังเคยบอกว่าห้ามอดข้าวเดี๋ยวจะไม่โต แล้วจะปวดท้องด้วย” กล้ากวีย้อนคำสอนของแม่ เพื่ออยากให้แม่ยิ้มและอยู่กับตนไม่ต้องสนใจผู้ชายคนนั้นอีก
เธอสะอึกเมื่อลูกชายพูดขึ้น เธอแทบไม่ได้แตะข้าวปลาอาหารมานานเท่าไหร่แล้วนะ หากไม่จะเป็นลมจริง ๆ เธอจะไม่จับจานช้อนออกมาตักอาหารและเคี้ยวมัน ความเจ็บปวดมันเสียดแทงใจ ทำให้เธออยากทำอย่างเดียวคือร้องไห้
วันนั้นที่ตัดสินใจแต่งงานไปแล้วเธอก็หันกลับไม่ได้ เพราะมีอีกสองชีวิตต้องดูแล เธอทำได้เพียงอดทนและพยายามเป็นเมียและแม่ที่ดี แต่เหมือนเขาค่อย ๆ ห่างเธอไปทีละนิดทีละนิด
“แม่ผอมมากแล้วนะฮะ” กล้ากวีน้ำตาคลอเบ้า พร้อมกับน้องสาวที่มองแม่แล้วสงสารจับใจจนอยากร้องไห้เช่นเดียวกัน
“แม่ขา...ไม่ต้องฉนใจเขาแล้วนะ เรามีกันแค่นี้ก็ได้ แก้วไม่ต้องการพ่อ แก้วอยากอยู่กับแม่กับพี่กล้า แม่เลิกร้องไห้ได้ไหม” มือป้อม ๆ ยกขึ้นเช็ดน้ำตาของแม่ที่หยดลงมาอีกแล้วและนั่นทำให้เธอกลั้นต่อไปไม่ไหว ร้องไห้ต่อหน้าลูกอีกครั้งทั้งที่เคยสัญญากับเขาไว้แล้วจะไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็นอีก แต่ตอนนี้เธอไม่ไหวจริง ๆ เธออ่อนแอเกินไป
น้ำตาจากที่เหือดแห้งไปแล้วหวนกลับมาอีกครั้ง เธอร้องไห้สะอื้นกอดลูกไว้แน่น หากไม่ใช่เพราะต้องการรักษาครอบครัวไว้ เธอจะทนขนาดนี้ทำไมกัน...
สามคนแม่ลูกกอดกันได้สักพัก เธอก็เอาลูกเข้านอนแล้วกล่อมให้ลูกหลับ ก่อนจะกลับเข้าห้องแต่แล้วก็มีเสียงเรียกเข้าของสามีดังขึ้นจนทำให้โทรศัพท์สั่นอยู่บนเตียงมันขยับไปขยับมา เมื่อเห็นว่าเป็นสายไม่ได้รับถึงห้าสายแล้วจึงรีบรับทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรอีก หัวใจที่เจ็บช้ำเมื่อกี้กลับสดใสขึ้นเมื่อรู้ว่าเป็นเขา ราวกับตัวเองเป็นสุนัขที่คิดถึงเจ้าของ ที่ยามเจ้าของกลับมาต้องกระโดดดีใจกระดิกหางส่ายสุดพลังให้รู้ว่าคิดถึงเจ้าของแค่ไหน
สามีที่รัก: ทำอะไรอยู่ทำไมรับสายช้า
ภรรยาแสนดี: กล่อมลูกนอนมา
สามีที่รัก: เพ้ออะไรอีกรู้ไหมว่าลูกโทรมาว่าเรา
ภรรยาแสนดี: เปล่าไม่ได้เป็นอะไรแค่ปวดหัวเลยน้ำตาไหล (เธอเลือกโกหกเขาไป ซ่อนความเจ็บช้ำไว้ในใจให้ลึกที่สุด ไม่กล้าบอกเพราะเขานั่นแหละเธอถึงร้องไห้)
สามีที่รัก: ปวดหัวก็กินยานอน มานั่งร้องไห้ให้ลูกคิดมากทำไม (เสียงต่อว่าอย่างน่ารำคาญส่งมาทำเธอเจ็บปวดใจ เขาไม่เคยถามว่าเธอเหนื่อยไหม ทำอะไรอยู่ ไม่สบายตรงไหน ให้พาไปหาหมอหรือเปล่า ทุกครั้งก็มีแต่เรื่องต่อว่าเธอถึงโทรมา จนคิดอีกแล้วว่าเธอเป็นเมียเขาหรือเปล่านะ หรือเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งที่เขาเอาไว้เฝ้าบ้านกับเลี้ยงลูก ยามอยากเล่นก็มาหยอกล้อให้ดีใจ ยามเบื่อหน่ายก็ผลักไสและด่าทอ)
ภรรยาแสนดี: อื้อ (เธอตีบและตันไปหมดจนไม่อาจเปล่งคำอื่นออกมาได้จึงส่งเสียงผ่านลำคอ แล้วสะอื้นแบบไร้เสียงออกมาไม่ให้เขาได้ยิน)
สามีที่รัก: แล้วเล่าเรื่องไร้สาระอะไรให้ลูกฟังอีก ลูกถึงได้แคปรูปส่งมา บ้าฉิบหาย! (เสียงต่อว่าอย่างหัวเสียพร้อมกับเสียงสบถหยาบคายจนคนฟังสะดุ้ง)
ภรรยาแสนดี: เปล่าไม่ได้เล่า (เธอตอบเขาเสียงค่อย ไม่รู้ว่าลูกไปว่าอะไรเขา แต่คงทำให้เขาโกรธมากแน่ ๆ ที่มาลงกับเธอ ใช่ว่าเธอจะต้องเป็นคนเล่า เขาเปิดตัวราวกับจะคบกันเปิดเผย ทั้งที่ยังมีเธอเป็นเมียคาบ้านอยู่แบบนี้ แล้วยังเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เขาไม่คิดว่าที่เขาทำไปทั้งหมดมันทุเรศบ้างหรือไง ลูกเรียนสองภาษาที่ราคาถูกกว่าภาคอินเตอร์ที่ลูกคนอื่นเรียนอยู่ แต่กลับยินดีจ่ายค่าเทอมหลักแสนให้ลูกคนอื่นโดยไม่รู้สึกอะไร และไม่เคยเล่าอะไรให้เธอฟังเลย)
สามีที่รัก: ลูกยังเด็กจะรู้มาได้ยังไง เธอไม่ต้องโกหก
ภรรยาแสนดี: .....! (เมื่อภรรยาเงียบคนเป็นสามีก็ตัดสินทันทีว่าเรื่องที่เขาเดาถูกต้อง เพราะเหมือนยอมรับกลาย ๆ และหาคำหยาบคายมาจิกกัดให้เธอรู้เสียบ้างว่าควรทำตัวยังไง)
สามีที่รัก: น่ารำคาญว่ะ ผิง เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้ เลิกได้ไหมวะ (เมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เหมือนกัน ได้แต่คิดแต่เธอไม่กล้าเถียงออกไป เพราะว่าเป็นเธอที่รักเขาข้างเดียวมาตลอด จึงไร้ปากเสียงมานานและตามใจเขาทุกเรื่อง และเขาก็ชินที่จะเป็นฝ่ายถูกเสมอและเธอเป็นฝ่ายผิดตลอด)
สามีที่รัก: เลิกได้แล้วนะนิสัยเอาเรื่องคนอื่นไปพูดไร้สาระแบบนี้ หากลูกไปพูดที่โรงเรียนกิ่งจะเสียหาย (เขาแคร์ผู้หญิงคนนั้น แต่กับภรรยาอย่างเธอไม่เคยแคร์สักนิด)
น้ำตาที่เธอกลั้นมันไว้ สุดท้ายก็พังทลายราวกับเขื่อนแตกและเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือปนอาการสะอื้นอย่างเจ็บปวดรวดร้าว
ภรรยาแสนดี: ขะ...ขอโทษ!
สามีที่รัก: อะไรวะ...พูดแค่นี้ก็ร้องไห้ หัดเจ้าน้ำตาตั้งแต่เมื่อไหร่ เกลียดว่ะนิสัยแบบนี้ อะไร ๆ ก็เอาแต่ขอโทษแล้วก็ร้องไห้ น่าเบื่อ!
ภรรยาแสนดี: ฮึก...กลับมานอนบ้านหน่อยได้ไหม (ฝืนขอร้องให้เขากลับมา... แม้คำตอบรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังมีความหวัง หวังว่าเขาจะรักเธอบ้าง)
สามีที่รัก: ทำไมอีก?
ภรรยาแสนดี: ปวดหัว (เสียงออดอ้อนเหมือนเมื่อตอนคบกันใหม่เปล่งออกมา ทั้ง ๆ ที่เขาเคยชอบว่าชอบเสียงเล็กเสียงน้อย แต่เสียงอ้อนวันนี้กลับทำให้เขารำคาญ)
สามีที่รัก: ผมไม่ใช่หมอนะครับ กลับไปคุณจะได้หายปวดหัว กินยาก็นอนพักซะ (ผิงรับรู้ดีว่าเมื่อไหร่ขึ้นคุณขึ้นผมนั่นคือเขาโกรธมากแล้ว และเขาจะไม่ติดต่อเธออีกสองสามวันเป็นการลงโทษเธอ และเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปตามหาเขาหากเขาไม่คิดกลับมาเอง)
ภรรยาแสนดี: แต่ผิงคิดถึงกวินนะ (ไม่เคยต้องอ้อนวอนใครขนาดนี้ เขาเป็นคนแรกและเป็นคนเดียวที่เธออยากกอดยามอ่อนแอ ขอแค่กอดเรื่องต่าง ๆ เธอจะลืมมันไป แต่ว่าเขา...)
สามีที่รัก: เราต้องทำงานพรุ่งนี้มีประชุมเช้า เลิกงานแล้วจะกลับบ้าน แล้วก็อย่างี่เง่าร้องไห้อะไรนี่อีก(ถอนหายใจก่อนจะบอกเหตุผลไป)
ภรรยาแสนดี: อื้อ...เราเข้าใจแล้ว
สิ้นเสียงของภริตาเขาก็วางสายโดยไม่บอกลาสักคำ ปล่อยให้เธอนอนลำพังอย่างเดียวดาย พร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายทั้งคืน
แก้วกัลยาตื่นก่อนแล้ววิ่งเข้าไปหาแม่ทันที แต่ภาพที่เห็นคือแม่ล้มหัวฟาดพื้นส่ายหัวไปมา...
“กรี๊ด...แม่...พี่กล้า...แม่ล้ม...” เสียงของน้องสาวทำให้กล้ากวีลุกวิ่งเข้ามาในห้องทันที...
“แม่ฮะ...ทำใจดี ๆ ไว้นะฮะ” เสียงสั่นเครือของลูกชายทำให้ภริตายิ้มให้แล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร
“ลืมตาได้ค่ะ” ภริตาบอกเขาพร้อมกับมองหน้าเมื่อเขาเห็นสิ่งนั้นในมือ กวินภพเห็นที่ตรวจครรภ์ในมือแล้วก็มองใบหน้าภรรยาด้วยความตื้นตัน “เขามาแล้วเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเครือทั้งดีใจระคนตื่นเต้นปนเปกันไปจนเกิดน้ำตาขึ้นมา เขาดึงเธอเข้าไปกอดไว้แน่น หลังจากมีลูกแฝดชายหญิงเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะมีลูกคนต่อไป จนกระทั่งเมื่อเมียชักจะสวยแล้วก็เป็นสาวสังคมจึงอยากหากิจกรรมให้เมียทำเสีย เพราะเขาหึงหวงที่สุดแต่แสดงออกมากไม่ได้เดี๋ยวจะโดนดุ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที วันที่เขาและเธอจะมีโซ่ทองคล้องใจอีกเส้น เมื่อมีถึงสามเส้นความรักของเขายิ่งมั่นคง “เตรียมตั้งชื่อไว้แล้วนะ” เธอบอกเขา ชายหนุ่มทำสีหน้าอยากรู้ทันที “ชื่ออะไรบอกหน่อย” “ทิพย์ธาราค่ะ” เธอฝันเห็นเด็กผู้หญิงมาเรียกแม่หลังจากมาเที่ยวทะเลในคราวนั้น และอีกสามเดือนต่อมาเธอก็รู้สึกแปลก ๆ จนเพิ่งซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ “ผมชอบชื่อนี้ ว่าแต่คุณรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้หญิง” เขาค่อนข้างแปลกใจหรือว่าเมียจะแอบไปหาหมอไม่บอกเขา เขาก็ไม่แน่ใจว่ากี่เดือนแล้ว “ก็ลูกมาหาในฝัน” เธอบอกเขา “โอ้
กวินภพจูงมือภรรยาคนสวยเดินมายังในโรงพยาบาลของผู้ป่วยจิตเวชของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งที่ต้องคนมีเงินเท่านั้นถึงจะมารักษาที่นี่ได้ โรงพยาบาลที่นี่แบ่งแยกผู้ป่วยแต่ละเคสที่รุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป โดยกรต์สินีเพิ่งได้รับให้ออกมาอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถพบญาติได้ ภริตามองไปตามมือของสามีที่ชี้ไปหาอดีตคนรักเก่าของเขาในสภาพเลื่อนลอย เธอมองอย่างรู้สึกสงสารอยู่ลึก ๆ เพราะผู้ป่วยโรคนี้ต้องการเอาใจใส่ และหากไม่พอใจก็จะทำร้ายตัวเอง “กิ่งเคยโดนสามีเอาแต่ขังให้อยู่ในบ้าน เพราะหึงหวงกระทั่งคนสวยก็ยังต้องเป็นผู้หญิง ไม่ให้เธอมีสังคม ไม่ให้เธอท่องเที่ยวที่ไหน จนเธอเริ่มไม่พูดเอาแต่ร้องไห้กับกรีดร้อง และสามีจะปลอบใจโดยซื้อของแบรนด์เนมมาให้ ทั้งกระเป๋ารองเท้า เครื่องเพชรหรืออะไรก็ตามกระทั่งเรือยอร์ชก็ยังซื้อมาเพื่อจะใช้สำหรับความเป็นส่วนตัวของภรรยา” กวินภพเล่ามาเรื่อย ๆ ภริตายิ่งรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้น คนที่เคยคิดอยากเอาชนะ เคยคิดอยากยื้อแย่งมาตั้งแต่ตอนคบเป็นแฟนกับกวิน กรต์สินีเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ภริตาอิจฉาที่สุด เพราะกวินรักเธอมาก แต่เมื่อโดนบอกเลิกกวินก็เจ็บมากเช่นกัน เ
วันนี้เป็นวันที่พิเศษที่สุด เป็นวันที่ 12 กุมภาพันธ์และเป็นวันแต่งงานระหว่างเขากับภริตา โดยมีพยานรักตัวน้อยในท้องที่กำลังจะเกิดมาเพราะเขาตั้งใจให้เธอท้องและเป็นแม่ของเธอ แต่ในงานกลับมีผู้หญิงที่คุ้นเคยกันดี เรียกได้ว่าเป็นคนที่กรีดหัวใจของเขาให้แหลกสลายจนเกือบเสียผู้เสียคน บัดนี้เธอยืนอยู่ตรงหน้า เขารู้สึกหัวใจหวิวชอบกล มันไม่ได้รู้สึกคิดถึงหรือว่ารัก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนดีใจที่จะได้พบกับคนที่เคยมีความรู้สึกดี ๆ ด้วยดีกว่า กวินภพเผลอปล่อยมือของภริตาโดยไม่รู้ว่าหญิงสาวนั้นเจ็บปวดใจมาก เขาหันไปคุยกับกรต์สินีราวกับไม่มีภริตาอยู่ในวงสนทนาและเรานัดกันกินข้าวหลังจากแต่งงานไปหนึ่งอาทิตย์ และเคยชวนภรรยาไปด้วยแต่เธอบอกปัดว่าแพ้ท้องเวียนหัวไม่อยากไป เมื่อมาถึงร้านอาหารที่เป็นห้องค่อนข้างส่วนตัว กวินภพรู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้อง เขาเองก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว และไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดเอาได้ แต่เมื่อเห็นเธอร้องไห้จนตาบวมปูดและขอปรึกษาเรื่องครอบครัวเขาจึงต้องนั่งลงและไม่กล้าเปลี่ยนโต๊ะเป็นโต๊ะด้านนอก “ฮึก...กวิน...ฮึก...เขาทิ้งกิ่งแล้ว กิ่
วันนี้กวินภพไม่เข้าบริษัท เขาเคลียร์งานตั้งแต่เมื่อคืนเรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งสั่งเลขาให้จัดการ จะใช้เวลากับเมียสุดที่รักให้ดีที่สุด หกเดือนแล้วสินะ ^__^ ภริตาแต่งตัวเรียบร้อยเป็นทางการมาก จนทำให้คนเป็นสามีแปลกใจ วันนี้เขากินข้าวไม่ได้เลยทีเดียวเพราะตื่นเต้นเอามาก ๆ ไม่รู้ว่าเมียจะให้พาไปที่ไหน แต่ว่าคำขอร้องสุดท้ายคืออยากให้เธอให้อภัย “เด็ก ๆ ขึ้นรถครับเดี๋ยวตอนเย็นพ่อกับแม่ไปรับนะครับ” เย็นนี้เขาตั้งใจจะพาทุกคนไปทานข้าว และจองร้านอาหารไว้แล้วด้วย “เย่...พ่อกับแม่จะมารับด้วยกัน” กล้ากวีกับแก้วกัลยากระโดดดีใจ เพราะว่าพ่อกับแม่ไม่ค่อยได้ไปรับพร้อมกันบ่อยนัก แม้ว่าจะมาอยู่บ้านเดียวกันแล้วก็ตาม บางวันพ่อก็มารับ บางวันก็เป็นแม่มารับ ภริตายิ้มบาง ๆ แล้วหันไปถามเขาอย่างหนึ่งก่อนจะให้ออกรถ “เอาบัตรประชาชนมาไหม” เธอถามย้ำซ่อนรอยยิ้มร้าย ๆ เก็บไว้ภายในจนมิดชิดเอี้ยวตัวรั้งเข็มขัดนิรภัยแล้วใส่ตัวล็อกให้เรียบร้อย กวินภพแปลกใจนิด ๆ เริ่มคิดว่าบัตรประชาชนเอาไปทำอะไรได้บ้างก่อนตอบ “อื้ม...ผมมีติดตัวตลอด” เธอพยักหน้าแล้วใ
เดชดนัยกลับมาบ้านของผิงพร้อมกับทุกคน เขาก็ใจหายใจคว่ำ ดีที่ไปทันหากไม่ทันมันคิดสั้นไปจะทำอย่างไร ตอนนี้แค่รอให้มันอาบน้ำก่อนแล้วเขาค่อยกลับ “สบายใจได้แล้วนะผิง มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน” ภริตายังรู้สึกว่าใจยังหวิว ๆ ชอบกล ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ากลัวมาก กลัวลูกไม่มีพ่อ กลัวต้องอยู่อย่างรู้สึกผิด กลัวว่าเขาจะตายจาก หากแยกกันอยู่แต่รู้ว่าเขายังอยู่เธอทำใจได้ แต่จากตายโดยที่เหตุผลเพราะเธอคิดว่าหัวใจสลาย “ขอบใจดนัยมากนะ” เธอยื่นมือไปจับมือของเพื่อน เขาจึงดึงผิงเข้ามากอดปลอบใจ คงจะเสียขวัญมาก “ต่อไปนี้ก็ลองให้โอกาสมันอีกสักครั้ง หากมันยังเลวเหมือนเดิมเดี๋ยวจะช่วยกระทืบมันเอง” เดชดนัยพูดติดตลกไม่ให้เพื่อนเศร้าจนเกินไป คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมมีกันอยู่แค่นี้ เขาก็ไม่อยากจะเสียใครสักคนไปเหมือนกัน แม้ตอนแรกอยากจะให้ทั้งคู่แยกทางไป แต่เมื่อรู้เหตุผลที่แท้จริงแล้ว ให้โอกาสมันได้เป็นพ่อที่ดีดูบ้างก็ไม่นับว่าเป็นอะไร กวินภพปล่อยให้น้ำรดใบหน้า ดวงตาเขาแดงก่ำจนเส้นเลือดขึ้น คงเพราะว่าไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน เขาเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นอยู่นาน ไปนั่งมองน้ำอยู่ตรงสวนสาธา
‘ผิงอยู่กับผู้ชายอื่น...งั้นเหรอ?’ เขาคิดในใจ “ไม่แล้วค่ะ” เธอตอบเสียงหวานกลับไป พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ยินลูกชายและลูกสาวที่ดูมีความสุข จนลืมไปแล้วใช่ไหมว่าวันนี้เรานัดกันเซอร์ไพรส์แม่ เขาตัดสินใจวางสายแล้วก็ทรุดลงนั่ง สิ่งที่วาดฝันว่าอยากเซอร์ไพรส์คนรัก แต่กลับถูกคนที่เขารักเซอร์ไพรส์กลับ ยิ่งกว่าโดนเอามีดมากรีดหัวใจเสียอีก กวินภพมองกุหลาบรอบ ๆ ตัวที่จัดให้มีที่นั่งตรงกลาง เวลานี้คนที่อยากให้นั่งกลับไปนั่งข้างคนอื่นแล้ว เขารู้สึกเหมือนกำลังพังทลายไปหมด หัวใจไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เขาหยิบกีต้าร์ขึ้น แล้วนั่งแล้วเดินไปกดที่ตั้งกล้องมือถือกดอัดวีดีโอ...เพื่อร้องเพลงที่คิดว่าเป็นเพลงรักแสนหวานที่สุด เสียงกีต้าร์ดีดเป็นทำนอง...ก่อนที่เขาจะร้องท่อนฮุก.. และเสียงที่เธอได้ยินนี้ คือเสียงหัวใจจากคนนี้ ที่มันดังเป็นชื่อเธอและรักข้างในที่มี มันล้นปรี่... ลองฟังแลตะน้องเห้อ... เอาหูมาแนบที่ใจฉัน แล้วสองเราสบตากัน... ลองฟังแล I โต๋ เหน่อ ศิลปิน ร้องมาได้แค่ตรงนี้เขาก







