เข้าสู่ระบบแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าทอดผ่านม่านบางเฉียบ ภายในโถงรับแขกของคฤหาสน์อภิวัฒน์กุล กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยคละคลุ้งในอากาศ เสียงใบไม้สั่นไหวเบา ๆ จากสายลมที่พัดลอดเข้ามาทางระเบียง ชวนให้รู้สึกสงบ
ทว่ากลับไม่ใช่สำหรับภาคิน
ตั้งแต่วันที่เซเรน่าหายไป ไม่มีวันไหนเลยที่เขาได้หลับเต็มตา ความว่างเปล่าที่ทิ้งไว้เบื้องหลังทำให้เขาแทบคลั่ง ยิ่งนึกถึงใบหน้าที่เธอมองเขาด้วยสายตาเย็นชาในวันสุดท้าย ยิ่งทำให้หัวใจของเขารู้สึกเหมือนถูกใครเอามีดมากรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่นานร่างของหญิงสาวในชุดเดรสบางสีครีมจะเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแฝงไว้ด้วยความพยายามอย่างหนักเพื่อดึงความสนใจ ขณะเดียวกันก็เดินเข้ามาคล้องแขนเขาเหมือนทุก
“พี่ภาคินคะ~ วันนี้ไม่ออกไปข้างนอกเหรอคะ?”
“อืม”
เขาตอบเสียงเรียบโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง จนกอหญ้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ พยายามรักษาน้ำเสียงให้อ่อนโยน
“กอหญ้าทำอาหารเช้าไว้นะคะ กินหน่อยสิคะ พี่ไม่ได้แตะข้าวเลยตั้งแต่เมื่อวาน”
“ฉันไม่หิว” เขาตอบห้วน ๆ
“ยังเป็นห่วงคุณเซเรน่าเหรอคะ...” หญิงสาวเม้มปากแน่น ดวงตาแฝงแววไม่พอใจ ก่อนจะเอียงหัวมองเขาอย่างออดอ้อน
ภาคินหันกลับมามองช้า ๆ แววตาคมเข้มทิ่มแทงราวกับจะบอกว่า “อย่าพูดถึงชื่อเธอ”
“กอหญ้าเข้าใจค่ะ ก็คุณเซเรน่าหายไปแบบนั้น ใครจะไม่ห่วงล่ะคะ” เธอแสร้งถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดต่อ “กอหญ้าเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน”
“เหรอ?” เขาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นจนหญิงสาวสะดุ้ง “เธอเคยเป็นห่วงเซเรน่า?”
คำพูดนั้นเหมือนคมมีดเฉือนผ่านรอยยิ้มของกอหญ้าในทันที หญิงสาวกะพริบตาถี่ พยายามกลืนความรู้สึกขมขื่นลงคอ เมื่อจู่ ๆ ชายตรงหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปราวกับคนล่ะคน หลักจากที่เซเรน่าหายตัวไป
“ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ” เสียงใสสั่นเครือด้วยความเสียใจที่แสร้งทำขึ้นมา
“ทานข้าวเช้าเลย ไม่ต้องรอฉัน” เขาตัดบท ดวงตาเย็นชาจนหญิงสาวใจสั่น
บรรยากาศรอบห้องกลายเป็นเยือกเย็น ราวกับอุณหภูมิลดลงในพริบตา กอหญ้ายืนอึ้งก่อนกลั้นใจยิ้มตอบ มองแผ่นหลังกว้างที่กำลังหันหลังให้เธอ และเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้เธอยืนอยู่นิ่ง ๆ ในความว่างเปล่า พลางยกมือเช็ดน้ำตาด้วยใบหน้าคับแค้น
“ก็ได้” เธอพึมพำ “รอดูเถอะเซเรน่า ถ้าเธอกลับมา ฉันจะไม่ยอมให้เธอแย่งเขาไปจากฉันอีกแน่”
หลังจากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน เสียงเครื่องยนต์หรูแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ วศินในสูทดำขลับก้าวออกจากรถพร้อมแววตาเด็ดเดี่ยว บารมีและรังสีความทรงอิทธิพลแผ่ออกมารอบกาย จนคนรับใช้รีบโค้งให้อย่างหวั่นเกรง แต่ทว่าเขากลับไม่สนใจ รีบเดินตรงไปยังห้องรับแขกที่ภาคินกำลังนั่งอยู่ทันที
“คุณวศิน---” ภาคินลุกขึ้นอย่างสุภาพ แต่ไม่ทันได้พูดอะไร ชายวัยชราก็พูดขึ้นทันที
“ไม่ต้องพูดมาก ฉันมาแค่เรื่องเดียว เซเรน่าลูกสาวของฉัน”
“ผมกำลังให้คนตามหาอยู่ครับ ผม---”
“ตามหา?” เสียงของวศินเข้มขึ้น “ฉันเห็นนายพลอดรักผู้หญิงคนอื่นอยู่ในบ้านนี้ ยังจะกล้ามาพูดคำว่าตามหาอีกเหรอ?”
กอหญ้าที่เดินออกมาจากข้างในถึงกับชะงัก คำพูดของเขาทิ่มแทงใจเธออย่างแรง แต่แน่นอนว่าเธอไม่รู้สึกอะไร ซ้ำยังรู้สึกชอบใจรู้ว่าภาคินยังรักเธออยู่ จากการที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของร่างสูง
“อย่ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผม!”
“ส่วนตัว?” วศินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “ลูกสาวฉันเป็นอดีตภรรยาของแก! เธอหายไปในเขตของแก แต่แกกลับใช้เวลานี้กอดผู้หญิงคนอื่นอยู่ในบ้าน นี่เหรอความรับผิดชอบของผู้ชายตระกูลอภิวัฒน์กุล?”
คำพูดนั้นราวกับดาบนับพันเล่มที่ค่อย ๆ ทิ่มแทงกลางใจภาคิน เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ผมจะหาเซเรน่าให้เจอ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรทั้งนั้น”
“แกไม่ต้องพูดให้ฟังดูดี” วศินเอ่ยพลางจ้องตาเขาอย่างเย็นชา “ฉันไม่เชื่อคำพูดของคนที่ทรยศลูกสาวของฉันอย่างแกอีกต่อไป”
วศินทิ้งท้ายไว้พลางหันหลังกลับทันที เสียงรองเท้าหนังของชายชรากระทบพื้นหินอ่อนอย่างหนักแน่น ก่อนที่รถจะแล่นออกไป ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งคฤหาสน์ ใบหน้าของวศินเต็มไปด้วความกังวลและเป็นห่วงลูกสาวสุดที่รัก
“เซเรน่า ลูกไปอยู่ที่ไหนกัน...”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







