เข้าสู่ระบบติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอในห้องผู้ป่วยพิเศษที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของเครื่องช่วยหายใจสลับอยู่เป็นระยะ กลิ่นยาฆ่าเชื้อและกลิ่นพลาสติกจากท่อสายต่าง ๆ คลุ้งไปทั่วอากาศเย็นเฉียบ แสงไฟสีขาวจากเพดานทาบเงาซีดจางลงบนใบหน้าของหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง
ไซรัสยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม มือใหญ่ของเขากอบกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบของเซเรน่าไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือเขาแทบไม่มีอิทธิพลใดต่อความเย็นชืดของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมปล่อย
จนกระทั่ง...
บางสิ่งบางอย่างขยับขึ้นเล็กน้อยในมือของเขา สัมผัสแสนเบาบาง... ราวกับแรงลมที่พัดผ่านปลายนิ้วทำให้ไซรัสชะงัก ร่างกายทั้งร่างแข็งทื่อ ดวงตาที่เคยอ่อนล้าลุกวาวขึ้นแทบในทันที เขามองมือของเซเรน่าอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา
นิ้วมือของเซเรน่ากระตุกอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิมเล็กน้อยและตามมาด้วยการขยับของริมฝีปากซีดขาวที่เหมือนกำลังพยายามจะเปล่งเสียงบางอย่างออกมา
หัวใจของไซรัสเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกจากอก
“เซเรน่า?” เสียงเขาสั่นพร่าแต่เต็มไปด้วยความหวัง
ไซรัสลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันล้มกระแทกพื้นเสียงดัง แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้มตัวลงใกล้เธอ ใบหน้าแทบจะชิดกับริมฝีปากของหญิงสาวที่ขยับเบา ๆ เหมือนกำลังพยายามพูดบางอย่าง
“เซเรน่า...” เสียงเขาแผ่วสั่น มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าของเธอไว้ราวกับของล้ำค่าที่กลัวจะหายไป “คุณได้ยินผมไหม เซเรน่า ได้ยินหรือเปล่า”
ดวงตาของเซเรน่ากระตุกเบา ๆ เปลือกตาเริ่มขยับคล้ายกำลังจะเปิดออก ไซรัสแทบไม่กล้ากะพริบตาน้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว
แล้วหยดน้ำใส ๆ หนึ่งหยาดก็กลิ้งออกจากหางตาของเซเรน่าราวกับเป็นสัญญาณแห่งการกลับมามีชีวิต
“พระเจ้า...” ไซรัสพึมพำแทบไม่เป็นเสียง น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม เขารีบเอื้อมมือกดกริ่งเรียกแพทย์ “หมอ! หมอครับ เธอมีปฏิกิริยาแล้ว! เซเรน่าเริ่มรู้สึกตัวแล้ว!”
ในหัวใจของไซรัสมีเพียงคำเดียว เซเรน่าฟื้นแล้ว เซเรน่ากำลังกลับมาแล้ว...
ทว่าก่อนที่ความหวังนั้นจะเติบโตเต็มที่ เสียงที่คุ้นเคยกลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ปี๊บ... ปี๊บ... ปี๊บ...
เสียงเครื่องวัดชีพจรที่เคยดังอย่างสม่ำเสมอกลับเร่งรัวไม่เป็นจังหวะ ราวกับหัวใจของเธอกำลังวิ่งหนีจากบางสิ่งที่น่ากลัวจนไม่อาจหยุดได้
ไซรัสชะงัก ดวงตาเบิกกว้างอีกครั้ง ความดีใจที่เพิ่งปะทุเมื่อครู่พลันกลายเป็นความตระหนก
“ไม่... เซเรน่า!”
เสียงตะโกนของไซรัสดังก้องสะท้อนทั่วห้อง ร่างชายหนุ่มสั่นสะท้าน เขาจับมือเธอแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด
ร่างของหญิงสาวเริ่มชักเกร็ง หน้าอกกระเพื่อมถี่ขึ้นอย่างผิดปกติ เสียงเครื่องช่วยหายใจดังขึ้นอย่างสั่นไหวราวกับกลัวจะรับภาระไม่ไหวอีกต่อไป
“คนไข้กำลังทรุด! เตรียมเครื่องช็อก!” เสียงของแพทย์ประจำเวรดังขึ้นพร้อมเสียงฝีเท้ารัวเร็วของพยาบาลที่กรูเข้ามา
ไซรัสถูกผลักถอยหลังทันที “ญาติออกไปข้างนอกก่อนครับ!”
“ไม่!” เขาตะโกนเสียงสั่นพยายามขืนตัวสุดแรงไม่ยอมให้ใครดึงออกไป “ปล่อยฉันเข้าไป!”
สองมือพยาบาลพยายามรั้งแขนเขาไว้ แต่ไซรัสแรงมากกว่าหลายเท่า ความสิ้นหวังทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีเหตุผล “อย่าเอาเธอไปจากฉันอีก! ได้ยินไหม!” เสียงเขาแตกพร่า ดวงตาแดงก่ำราวสัตว์บาดเจ็บที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาสิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต
แพทย์หนุ่มคนหนึ่งพยายามพูดอย่างใจเย็น “คุณไซรัสครับ เราต้องช่วยชีวิตเธอ คุณต้องออกไปก่อน! ถ้าคุณยังขัดขวางแบบนี้พวกเราอาจเสียคุณเซเรน่าไปจริง ๆ ก็ได้นะครับ!”
คำพูดเตือนสติของหมอทำให้ไซรัสชะงัก ร่างสูงถูกพาตัวออกมาจากห้องผู้ป่วยก่อนจะปิดประตูอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น....เมื่อกี้เห็นชัด ๆ ว่าเซเรน่ากำลังจะฟื้น...” ไซรัสพึมพำกับตนเองราวกับตนเสียสติ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลจับจ้องไปยังเหตุการณ์ที่อยู่ภายในห้องผ่านประตูกระจกในห้องผู้ป่วย
“หัวใจลดลงอีกแล้ว! เตรียมเครื่อง!”
“ยาช็อกหัวใจ พร้อมไหม! หนึ่ง... สอง... ช็อก!”
เสียงเครื่องช็อกไฟฟ้าดังสะท้อนออกมาผ่านประตูปิดสนิท แล้วตามด้วยเสียงเครื่องมอนิเตอร์ที่สั้นและกระชั้นกว่าเดิม ไซรัสทรุดตัวลงกับพื้น ทุบกำแพงด้วยหมัดอย่างไม่รู้ตัว เลือดเริ่มซึมออกจากข้อนิ้ว แต่เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลยแม้แต่น้อย
“พระเจ้าอย่าเอาเธอไปจากผมเลย... ได้โปรด...” เสียงของเขาแทบกลืนหายไปในลำคอ
ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์ ไซรัสได้ยินแต่เสียงคนตะโกนอยู่ข้างใน เสียงเครื่องวัดชีพจรที่สับสนวุ่นวาย เหมือนหัวใจของเขาที่กำลังเต้นสลับจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้
แล้วทันใดนั้น... เสียงที่เขากลัวที่สุดก็ดังขึ้น
ปี๊บบบบบบ...
โลกทั้งใบของไซรัสเหมือนหยุดหมุนในชั่วพริบตา เสียงรอบข้างหายไปหมด เหลือเพียงเสียงในหัวที่กรีดร้องออกมาอย่างสิ้นหวัง
“ไม่...” เขาพึมพำเบา ๆ ราวกับคนสติหลุดลอย “ไม่ เซเรน่า ไม่ คุณจะทิ้งผมไปแบบนี้ไม่ได้”
ประตูห้องเปิดออกในที่สุด หมอและพยาบาลบางคนออกมาอย่างเร่งรีบ หน้าของพวกเขาเครียดจัด หนึ่งในนั้นเดินไปเรียกเครื่องมือเพิ่ม อีกคนกำลังพูดโทรศัพท์อย่างร้อนรน
ไซรัสเงยหน้ามองผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มอยู่ เขาเห็นร่างของคนรักที่ถูกล้อมไว้ด้วยทีมแพทย์หลายคน เห็นแผ่นอกของเธอกระเพื่อมตามแรงปั๊มหัวใจ เห็นมือของหมอที่กดแผ่นช็อกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเห็นสายตาของทุกคนที่เริ่มสั่นไหว
“หัวใจยังไม่กลับมา!”
“เพิ่มแรงดันอีก 50!”
“หนึ่ง... สอง... ช็อก!”
ร่างของเซเรน่าสะท้านเล็กน้อย เสียงไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกายดังกึกก้อง ตามมาด้วยเสียงปี๊บที่กลับมาดังแผ่วเบาอย่างไม่มั่นคง
ไซรัสมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่พร่าเลือน น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย เขายกมือขึ้นแนบกับกระจกบานเล็กบนประตู สายตาสั่นระรัว “ฟื้นสิ เซเรน่า... ได้โปรด... เธอสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอว่าพวกเราจะไปทะเลด้วยกันอีก...”
ปี๊บ... ปี๊บ... ปี๊บ...
“ยังไม่พอ! อีกครั้ง!”
“ช็อก!”
ร่างเล็กกระตุกขึ้นอีกครั้ง สายระโยงระยางที่เชื่อมตามแขน หน้าอก และขมับสั่นไหวไปตามแรงกระแทก เสียงเครื่องมือหลายเครื่องดังผสานกันจนกลายเป็นความโกลาหลที่แทบกลืนกินสติของทุกคนในห้อง
“หัวใจเริ่มตอบสนองแล้วค่ะ!” เสียงพยาบาลร้องขึ้น
“ดีมาก... ต่ออีกนิด... รักษาจังหวะให้คงที่!”
เสียงปี๊บที่เคยกลายเป็นเส้นยาวค่อย ๆ กลับมามีจังหวะสม่ำเสมออีกครั้ง
ปี๊บ... ปี๊บ... ปี๊บ...
แม้ยังอ่อนแรงและไม่มั่นคง แต่เสียงนั้นกลับกลายเป็นเสียงที่ไซรัสคิดว่ามันงดงามที่สุดในโลก หัวเข่าของเขาแทบทรุดลงกับพื้น ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดหน้าน้ำตาไหลอาบผ่านนิ้วโดยไม่อายใคร เสียงสะอื้นต่ำ ๆ ดังออกมาจากอกอย่างยากจะกลั้น
ใครเลยจะคิดว่าไซรัสมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเขตใต้จะมีสภาพเช่นนี้....
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







