LOGINภายใต้แสงจันทร์สลัวเซอร์เบอรอสรวบตัวของผมและอุ้มไปนั่งบนราวหินอ่อนที่ระเบียง
“เจ้าจะทำอะไร!” ผมเกาะไหล่เขาแน่น
ไม่ใช่ว่าผมไม่ผลักเขาลงไปเมื่อกี้แล้วเขาจะผลักผมลงไปแทนหรอกใช่ไหม
“ก็ท่านพี่เรย์ไม่ปฏิเสธข้า ข้าก็จะมอบตัวเองให้ท่านพี่ไง” ใบหน้าหล่อทำสีหน้าน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่น่าไว้ใจสุดๆ
“มอบตัวเองให้ข้า? ย…ยังไงนะ” ผมถาม สังหรณ์ใจว่ามันต้องเป็นอะไรที่ไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ
เซอร์เบอรอสยิ้มและจูบหลังเท้าของผม
“เจ้า!? มันสกปรก เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ”
“ข้าโชคดีนะที่ท่านพี่หายแล้ว” เซอร์เบอรอสมองผม จากสีหน้าน่าเอ็นดูเปลี่ยนเป็นยิ้มร้าย เขาจับขาของผมไว้แล้วเปลี่ยนจากจูบเป็นเลีย ลิ้นร้อนทำให้ผมเริ่มรู้สึกปวดหนึบที่หว่างขา และพยายามจะดึงขาตัวเองออกจากมือของเขา แต่สู้แรงเซอร์เบอรอสไปก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง นอกจากไม่หลุดแล้วเขายังจับผมแน่นมากกว่าเดิม เขี้ยวของเขาขบกัดลงที่หลังเท้าทำให้ผมสะดุ้งเฮือก
“อึก” ผมรู้สึกแปลกๆ ที่เขามาจูบและขบกัดที่หลังเท้า และค่อยๆ กัดไล่ขึ้นมาที่ขา ฝากรอยจูบแดงช้ำและรอยเขี้ยว
โดนเรียกว่าดยุกหมาบ้าจนเป็นหมาไปแล้วเหรอ…
“เซ เซอร์เบอรอส อ้ะ” กว่าจะรู้ตัว กางเกงของผมก็โดนปลดออก มือสากเพราะจับแต่ด้ามดาบลูบไล้ไปตามแกนกายที่อ่อนไหวของผมให้แข็งขืนขึ้นมาแล้วขยี้ตรงส่วนปลาย
“อ้ะ อื้อ” เซอร์เบอรอสขบกัดขาอ่อนจนเป็นรอยเขี้ยว มือสากเกาะกุมรูดทั้งลูบท่อนเอ็นของผมไปด้วย ปากอุ่นของเขายังคงกัดเบาๆ ราวกับประทับตราบนตัวผมตรงนั้นตรงนี้ทำเอาผมเอามือปิดปากแทบไม่ทัน
“ม… ไม่นะ อ๊ะ” เซอร์เบอรอสทั้งรูดแกนกายขณะที่ทั้งจูบทั้งกัดท้องน้อยผมจนท่อนเอ็นของผมชูชันและปวดหนึบไปหมดจนผมใกล้ปลดปล่อยเขากลับหยุดมือ
“เซอร์เบอรอส” ผมมองเขาด้วยสีหน้าอ้อนวอน ร่างกายสั่นไปหมด
น่าจะเป็นเพราะยานั่นทำให้ผมมีอารมณ์มากกว่าปกติ ผมต้องการเขา ต้องการปลดปล่อย
“ทนไม่ไหวเหรอ เรย์ลองทำให้ข้าบ้างสิ” เขายิ้ม ผมข่มความอายเพราะหว่างขาปวดไปหมด ลงไปคุกเข่ากับพื้นแล้วถอดกางเกงเขาออกแล้วก็ต้องตกใจแทบช็อค
ห…ใหญ่เกินไปแล้ว ไอ้ท่อนนี้เคยเข้าไปในตัวผมได้จริงเหรอ
ผมกลั้นใจแล้วค่อยๆ เลีย เซอร์เบอรอสมองผมดูดเลียของเขาด้วยสีหน้าพอใจ แล้วจับผมอ้าปากและกระแทกกระทั้นแกนกายเข้าไปถึงคอ จับกระแทกครั้งแล้วครั้งเล่าจนผมสำลักน้ำสีขาวขุ่นที่ไหลเข้าปาก
ร่างกายของผมวูบวาบไปทั้งตัวในขณะที่เขาปลดปล่อยน้ำสีขาวขุ่นใส่ปาก แกนกายของผมก็ปวดไปหมดแถมยังมีน้ำไหลออกมาตรงปลาย ใบหน้าหล่อเหลามองผมและยิ้มอย่างพอใจ
“บอกให้ข้าหยุดแต่ท่านพี่ดูต้องการมากกว่าข้าเสียอีก” เซอร์เบอรอสดึงตัวผมขึ้นมานั่งอ้าขาบนตักของเขา นิ้วของเขาปาดน้ำที่ปากผมมาลูบตรงรูเสียวที่รู้สึกร้อนเพราะการกระตุ้น
เขาเอานิ้วลูบและค่อยๆ สอดเข้าไปเหมือนกลัวว่าผมจะเจ็บ แต่ผมที่รู้สึกเต็มที่ตอดกระตุกรัดนิ้วเขาจนแน่น
อยากได้เข้ามา เข้ามาอีก
“อย่าเกร็งสิ” เซอร์เบอรอสกระซิบข้างหูผมแล้วขบกัดใบหู เขาสอดนิ้วเข้าไปและใช้มันกดย้ำจุดกระสันของผมจนเกือบเสร็จ
“อึก ทำ..ไมอีก” ผมท้วงเขาที่เอามืดปิดปากผมไว้แล้วหยุดกลางคันก่อนจะเห็นว่ามีคนเดินผ่านสวน “หรือเรย์จะให้เขาได้ยินไปเลยไหมล่ะว่านายน้อยแห่งอะควาเซียอยากได้ของข้าจนต้องครางขอ” เขาถามอย่างล้อเลียนจนผมที่หน้าแดงด้วยความอายนึกเสียใจที่ไม่ผลักเขาให้ตกระเบียงเมื่อกี้
เมื่อคนเดินผ่านไปแล้วเขาก็เปลี่ยนท่าจับผมหันหน้าออกระเบียงแล้วโก่งก้นขึ้น แกนกายแข็งของเขาถูไถกับปากรูเสียวที่เขาเอาน้ำสีขาวขุ่นทาเอาไว้จนมีเสียงน้ำเฉอะแฉะ
ผมกลัวคนมาเห็นแต่ก็เสียวจนแทบบ้า
“เซ..เซอร์เบอรอส ข้าทนไม่ไหวแล้ว” เซอร์เบอรอสเอามือใหญ่ปิดปากผมที่ร้องออกมา แล้วดันท่อนเอ็นแข็งๆ เข้าไปในรูพรวดเดียว
“อ๊า!” ผมร้องเสียงหลง ดีกว่าเซอร์เบอรอสเอามือปิดปากผมอยู่ทำให้เสียงไม่ดังมาก รูของผมบีบรัดแกนกายของเขาแน่นและรู้สึกเจ็บจนเวียนหัวเหมือนมันจะฉีกจนเลือดออก
“เจ็บ อึก” นิ้วสากของเขาล้วงเข้าไปในปากเล่นกับลิ้นของผมและอีกมือก็ลูบจับแผ่นอกและลูบเม็ดยอดอกทั้งสองข้างที่แข็งตั้งขึ้นทำให้ผมผ่อนคลายลง เขาค่อยๆ ขยับและสอดเข้าสอดออก แกนกายใหญ่ครูดกับผนังรูของผม ถูไถเบียดกับจุดกระสันจนหัวของผมว่างเปล่า ความเจ็บค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเสียว
“อ๊า อึก ซ..เซอร์เบอรอส” แกนกายของเขากดย้ำถี่เข้ามาไม่หยุด ข้างในของผมรู้สึกโดนบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี จนเซอร์เบอรอสแค่จับท่อนเอ็นของผมก็กระตุกจนน้ำพุ่งและสั่นระริกไปทั้งตัว
“ท่านพี่เรย์ไม่คิดว่ามันจะจบแค่นี้หรอกใช่ไหม” เซอร์เบอรอสยิ้มร้าย ก่อนบีบขยำก้นนิ่มและฟาดแรงๆ จนผมสะดุ้งรัดแกนกายเขา
“เปลี่ยนที่กันดีกว่า” เขาปล่อยผมและอุ้มไปที่เตียง
มือใหญ่ลูบไล้ไปตามลำตัวของผม “อึก พอแล้ว” ผมพยายามดันเขาออกทั้งที่ร่างกายยังสั่นระริก
“หึ พูดแบบนั้นแต่ของท่านพี่แข็งมากเลยนะ แถมน้ำยังไหลออกมาขนาดนี้” เซอร์เบอรอสเอามือเล่นกับแกนกายของผมที่ชูชันขึ้นมาอีกแล้วลูบไล้บริเวณส่วนหัวที่เริ่มกระตุกด้วยความต้องการ นิ้วของเขาถูไปมาเหมือนแกล้งจนผมอ้าขาออก
ผมหลับตาลงด้วยความอายแต่โดนบีบไหล่จนสะดุ้ง
“อย่าหลับตาสิเรย์” ใบหน้าคมและคิ้วเข้มที่มีเหงื่อเล็กน้อยกำลังมองผมด้วยสายตาเร่าร้อน “มองข้าทำกับเจ้า” ผมกลั้นใจมองเขาที่รูดแท่งเอ็นของผมไปมา เซอร์เบอรอสก้มลงไปเลียรูของผมไปด้วย จนมันกระตุกตรงหน้าเขาเหมือนอยากได้ของเขาอีกทำเอาผมอายจนแทบอยากมุดดินหนี
“อยากให้หยุดตอนนี้เหรอ” เซอร์เบอรอสถามพลางถอดเสื้อออก แผ่นอกกว้าง ร่างกายแบบนักรบที่แน่นไปทั้งตัวกับใบหน้าหล่อเหลาเหมือนปีศาจที่ล่อลวงมนุษย์ ให้ตายสิ ผมส่ายหน้าเหมือนโดนมนต์สะกด ร่างกายอยากโดนเขาสัมผัส มากกว่านี้ มากกว่านี้อีก
“พูดสิ” พูดอะไรล่ะ บ้าเอ๊ย
เซอร์เบอรอสขยับขึ้นทาบทับตัวผม มือสากลูบไล้และดูดเลียเม็ดที่ชูชันบนแผ่นอกแล้วกัดทำรอยเพิ่ม
“เซอร์เบอรอส ข้าต้องการเจ้า อึก” พูดจบเซอร์เบอรอสก็เข้ามาในตัวของผม แกนกายใหญ่สอดพรวดและขยับเข้าออก
“อ่า รูของท่านพี่เรย์แน่นมาก” เซอร์เบอรอสขยับมาจูบผม ผมที่เสียวทนไม่ไหวต้องจิกหลังเขาไปด้วยในขณะที่เขาขยับ เขาฝากรอยเขี้ยวบนตัวผมในขณะที่กระแทกไม่หยุดแล้วครางเสียงต่ำ ในลำคอด้วยความพอใจเหมือนสัตว์ป่าในขณะที่ดึงแกนกายแทบจะหลุดแล้วกระแทกกลับเข้ามาในตัวผมซ้ำๆ
“อึก เซ…เซอร์เบอรอส ข้าไม่ไหวแล้ว” ผมกัดฟันแน่นแตกเลอะท้องตัวเองในขณะที่เซอร์เบอรอสปล่อยน้ำอุ่นๆ เข้ามาในตัวผมจนล้นรูออกมาด้านนอก ใบหน้าหล่อนั่นทำสีหน้าดูโรคจิตสุดๆ
“ท่านพี่เรย์ ข้าเป็นของท่านพี่แล้ว” เขาลูบริมฝีปากที่เลอะด้วยน้ำลายจากการจูบแล้วแหย่นิ้วเล่นกับลิ้นของผมจนผมแทบสำลัก “ท่านอย่าไปแอบดูใครอาบน้ำอีกนะ ถ้าไม่อยากให้มีศพที่คฤหาสน์”
“...”
แล้วทั้งคืนนั้นทั้งคืนผมก็ไม่ได้นอนอีกเลยจนถึงเช้า
.
.
.
“ท่านพี่เรย์ ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหูเมื่อผมเริ่มขยับตัว แสงอาทิตย์ยามสายสาดเข้ามาหน้าต่างผ่านรูม่าน ผมอยู่ในอ้อมกอดของเซอร์เบอรอสที่กอดผมจากด้านหลังและยิ่งกอดผมแนบแน่นขึ้น
“อย่าเพิ่งลุกสิ ข้ายังอยากกอดท่านพี่อยู่เลย” เขาเหมือนยิ่งแกล้งเมื่อเห็นผมอยากจะลุกไปทำความสะอาดตัวเองเพราะช่องทางด้านหลังที่ปวดไปหมดและยังเหนียวเยิ้ม
“ไม่อยากให้ข้ากอดเหรอ” เมื่อผมขยับหันตัวไปหาและเห็นสีหน้าอ้อนของเขาแม้รู้ว่าเขาแกล้งทำ ผมก็ยอมให้เขากอดต่อไป
ผมน่าจะ…ชอบเขามาก หรืออาจจะมากกว่าชอบ
ผมเอามือลูบหัวเขาเบาๆ
“ข้าชอบ..” ผมพูดออกไปแล้วก็หยุดกลางประโยค แม้ผมรู้ว่าจะต้องเสียใจ แต่แค่เขาไม่ฆ่าผมก็พอแล้ว ผมขอแค่นั้น
“ชอบอะไรนะ” เซอร์เบอรอสมองผมด้วยสายตาคาดหวัง
“ข้าชอบ…เส้นผมเจ้า มันนิ่มดี” ผมบอก “เหมือนลูบลูกหมาเลย” ทำเอาเซอร์เบอรอสเปลี่ยนสีหน้าเป็นหงุดหงิด
ที่จริง… ผมชอบดวงตาของเขา ผมชอบเสียงหัวเราะ ชอบวิธีที่เขาพูด ชอบแม้แต่เวลาเขาทำตัวเองแต่ใจหรือหลอกล่อให้ผมตกหลุมพราง
“เหอะ ท่านพี่เรย์พูดแบบนี้ข้าว่าข้าอยากทำอีกรอบ”
“หยุดเถอะข้าปวดไปทั้งตัวแล้ว” ผมโวยวายใส่เขาแต่ก็หยุดเขาไม่ได้
.
.
หลังจากพักรักษาตัวจนร่างกายผมดีขึ้น ไม่ใช่จากพิษแต่เป็นจากการรองรับอารมณ์ใคร่ของหมาบ้านั่นจนผมไข้ขึ้นไปสองวัน ในที่สุดผมก็ได้ออกจากคฤหาสน์ แต่ต้องมีเซอร์เบอรอสไปส่ง เพราะผมต้องไปที่คลังยาเทวะประทาน ‘อัลฟิเดส’ ถึงชื่อยาเทวะประทานจะดูเหมือนยาจีนโบราณไปหน่อย แต่เมื่อเทียบกับชื่อที่ตอนแรกผมจะตั้ง อย่างม้ากระทืบโรงที่จะตั้งตามชื่อยาดอง นั่นก็ดีกว่านิดหน่อย
“ท่านพี่ร่างกายเป็นอย่างไรบ้างคะ” มารีนเอ่ยถามผม ในขณะที่แอบทำหน้ายักษ์ใส่เซอร์เบอรอสที่มาส่งแล้วก็ทิ้งสโครว์กับสเตมป์ฟาให้คอยเฝ้าผมแล้วกลับไปจัดการงานของดยุก ผมจึงจัดโต๊ะให้อัศวินนักสังหารแฝดนั่งรอไป เพราะต้องมาเฝ้าที่คลังยา วันนี้พวกเขาจึงใส่เสื้อผ้าปกติที่ดูเผินๆ ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่เพราะพวกเขาเหมือนกันเกินไปเลยดูคล้ายภาพสะท้อนซ้ายขวา ทำให้เด่นเกินคนธรรมดาทั่วไปอยู่ดี
“ข้าสบายดีมารีน” ผมเอ่ย มารีนดูไม่เชื่อเพราะหน้าตาที่ดูอิดโรยของผม แล้วขมุบขมิบปากเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นการด่าเซอร์เบอรอส
“ข้ากำลังจัดการส่งของค่ะ” ผมมองเอกสารที่มารีนจัดแล้วก็ช่วยเธอแบ่งเส้นทางการส่งของให้ลูกค้าให้เรียบร้อย
“วันนี้คุณหนูมารีนก็เปล่งประกายราวกับดอกพีชบนผิวน้ำเหมือนเดิมนะขอรับ” โมเบียสเข้ามาทักทายด้วยการจูบมือมารีน
“ตอนนี้ข้ายุ่งมาก หวังว่าเจ้าจะไม่เจ็บป่วยอีกนะ” โมเบียสมองผมด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “ไม่โดนใครลักพาตัว และไม่โดนยิง แล้วก็ ไม่โดนดยุกทำ..อ่า หนักเกินไป”
“รู้แล้วล่ะน่า” ผมหน้าแดง ต่อยไหล่เขาไปทีหนึ่ง “ข้าก็ไม่ได้อยากโดนทำขนาดนั้นซักหน่อย”
โมเบียสที่ยุ่งมากจึงรีบไปเคลียร์งานต่อ ส่วนผมก็อยู่กับมารีน
“ถ้าเจ้าไม่สนใจดยุกอิลเครนที่ดูแข็งๆ ล่ะก็ หมอนี่ล่ะเป็นยังไง เห็นแบบนี้เขาก็เป็นคนเก่งคนนึงนะ” ผมลองหยั่งเชิงถามความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคน ช่วงนี้มารีนมาช่วยโมเบียสบ่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจเพราะมีใจหรือเปล่า
“ท่านพี่ไม่ได้ออกจากบ้านเลยอาจจะไม่รู้นะเจ้าคะ ว่าเพื่อนท่านพี่น่ะจีบทุกคน ชมทุกคนว่าสวย ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้า สาวขายดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่แม่หม้าย น้องล่ะอยากรู้นักว่าเขาจะลงเอยกับคนแบบไหน” มารีนบอก “ที่ข้ามาช่วยเขาก็เพราะห่วงกิจการของท่านพี่หรอกค่ะ” หญิงสาวทำแก้มป่องแล้วค้อนผม ผมสีชมพูของเธอสะท้อนกับแสงแดดจนเป็นประกายวิบวับ
“แล้วคนแบบ เอ่อ เซอร์เบอรอสล่ะ”
“ไอ้ท่านดยุกหมาบ้าน่ะเหรอคะ เขาชอบท่านพี่อยู่คนเดียว ถ้าเขาขอท่านพี่แต่งงานพรุ่งนี้น้องจะไม่แปลกใจเลยค่ะ” มารีนบอกด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ “เขายังไม่ได้สารภาพอีกเหรอเจ้าคะ”
“หรือว่าคิดแต่จะจับท่านพี่ขึ้นเตียงอย่างเดียว ไอ้โรคจิตเอ๊ย” มารีนบ่นเบาๆ
นั่นเรียกสารภาพ…จะได้ไหมนะ ผมคิดแล้วก็หน้าร้อนผ่าว
…
ผมอยู่ช่วยมารีนกับโมเบียสทั้งวัน รวมถึงช่วยคนงานแพ็คยาขึ้นรถม้า ยังไงผมก็เป็นไรเดอร์เก่า และรวมถึงขนของจัดงานอีเวนต์ เรื่องจัดของนี่งานถนัด ขั้นตอนทุกอย่างเร็วขึ้นจนโมเบียสบอกว่าอยากให้ผมมาช่วยบ่อยๆ
เพราะงานเสร็จไวกว่าที่คิดโมเบียสจึงชวนผมไปชมเมืองในยามกลางคืน เพราะมีสโครว์กับสเตมป์ฟาไปด้วยพวกเราจึงไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยมากนัก
“ที่ผ่านมาเจ้าร่างกายแย่ แล้วก็เกิดเรื่องไม่หยุด ที่จริงข้าอยากชวนเจ้ามาเดินเล่นนานแล้ว”
ชายหนุ่มผมสีเงินเอ่ย เพราะคนเยอะโมเบียสจึงจับมือผมไว้ไม่ให้หลง
“เฮ้ย ปล่อยได้แล้วข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย” ผมบอก เมื่อเขากุมมือผมแน่น
“เรย์ เจ้าอย่าดื้อ ไม่งั้นข้าจะให้อัศวินแฝดนั่นมาล็อคตัวเจ้า” โมเบียสบ่น “ถ้าขืนเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาดยุกนั่นได้ส่งข้าไปเฝ้ารากมะม่วงแน่”
“เอ่อ นั่นมันก็จริง” เพราะเขายืนกรานผมเลยให้เลยยอมแพ้ให้มือเรียวยาวนั่นกุมไว้
ผมตามโมเบียสไปตามร้านรวงที่จอแจ ที่จริงไม่เห็นต้องกลัวหลงเลยเพราะเส้นผมสีเงินของเขาโดดเด่นมากแม้ท่ามกลางความมืด เพราะร่างกายบ้านี่เลยทำให้ผมเพิ่งได้เห็นเมืองที่น่าสนุก ตลาดกลางคืนมีของขายมากมายและแปลกหูแปลกตาไปหมด ทั้งเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ร้านขายผ้า ทุกอย่างดูละลานตา มีโคมไฟเวทย์สีสันแปลกๆ ผมมองดูด้วยความเพลิดเพลินจนพวกเราเดินไปถึงโซนอาหาร
“เอ๊า พ่อหนุ่ม วันนี้มากับคนรักเหรอจ๊ะ” สาวขายเนื้อย่างทักโมเบียส เธอเป็นหญิงสาวหน้าคมมีผิวสีเข้มและโพกหัวท่าทางดูทะมัดทะแมง
“คนรักที่ไหน นี่เพื่อนข้า ข้าจะมีคนรักที่ไหนได้นอกจากเจ้าล่ะ ยานิการ์” โมเบียสส่งยิ้มให้แถมยังขยิบตา นอกจากเส้นผมสีเงินโดดเด่นแล้วเวลายิ้มเขาหล่อมาก ทำเอาสาวขายเนื้อย่างเขินจนหน้าแดงแถมเนื้อย่างมาอีก 2 ไม้
ผมรับมาจากโมเบียส รสชาติเนื้อหมักซอสที่จริงใจอร่อยจนผมกินไม่หยุด จนอยากได้ผงหมาล่ามาโรยมากน่าจะฟินกว่านี้
“ว่าแต่ ข้าดูเหมือนผู้หญิงขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมถามโมเบียสจึงหันมาหา
“อืม..” เขามองผมหัวจรดเท้าแล้วทำท่าคิด “น่าจะเป็นเพราะเตี้ยหรือเปล่า”
ผมเลยเตะเขา
“พอผมเจ้ายาวแล้วถ้าไม่มองดีๆ ก็คล้ายนิดหน่อย” โมเบียสบอก ผมเอามือจับผมตัวเองที่ยาวจนประบ่า เพราะต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านเลยไม่ได้ตัดผมเลย ที่จริงร่างนี้ตอนเด็กก็หน้าตาค่อนข้างธรรมดาไม่โดดเด่น ส่วนเมื่อโตขึ้นมา อาจเป็นเพราะผมไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเรย์คาลัสที่ในนิยายรูปร่างหน้าตาของเขาดูผอมโกรกและทรุดโทรมจากโรคเลือดหิมะ ส่วนผมที่รักษาตัวจนอาการดีขึ้นเติบโตขึ้นมาเป็นคุณชายหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง
“ฮาย โมเบียส วันนี้เอาเบียร์ไหมจ๊ะ” สาวร้านอาหารทักทายโมเบียสที่ขยิบตาให้หล่อน ระหว่างที่พวกเรานั่งกินก็มีคนมาทักโมเบียสหลายคนทั้งหญิงและชาย
“โมเบียส เจ้าดูมีคนเข้าหาเยอะจัง แล้วจริงๆ เจ้าชอบคนแบบไหนเหรอ” ผมลองถามดู
“อ๋อ อืม… ก็” โมเบียสดูอึกอักเล็กน้อย “คงจะเป็นคนที่ใจดี คอยช่วยข้าเสมอ แล้วก็เข้าใจรสนิยมของข้ามั้ง”
“ใจดีเนี่ยนะ สาวเห็นหน้าเจ้าก็ใจดีไปครึ่งเมืองแล้ว ดูจากของกินที่เราได้แถมมาทั้งเนื้อย่างทั้งเค้ก ทั้งผลไม้ ต้องใจดีขนาดไหนกันนะถึงจะชนะใจเจ้า” ผมหัวเราะแล้วดื่มกับเขา จนผมเริ่มเมาหน่อยๆ
ในตอนจะกลับ โมเบียสแวะซื้อสมุนไพรทำยา ผมมองเข้าไปในตรอกด้านข้างร้านตรงข้ามที่เป็นร้านทำอาวุธ คบไฟถนนริบหรี่ทำให้ผมเห็นภาพชายคนหนึ่งกำลังอยู่กับผู้หญิงแล้วเอามือเท้ากำแพง ชายคนนั้นเอาหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาว
ฉากโรแมนติกในตรอกแคบๆ เนี่ยนะ ผมมองพลางคิดว่าทั้งสองคนคงเป็นคนรักกัน และมองดูต่อคิดว่าน่าสนุกดี
แต่แล้วผมก็ตัวชาเหมือนโดนสายฟ้าฟาด
ผู้ชายคนนั้นคือเซอร์เบอรอส และเขากำลังจูบผู้หญิงต่อหน้าผม
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ




![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


