เข้าสู่ระบบแม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย
“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”
"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"
เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่นโถวและน้ำเต้าหู้สักแก้วก็นับว่าใช้ได้แล้ว
เฉินเฮ่อวางกระติกน้ำร้อนลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หันมาเอ่ยตอบซูชิง
"ฉันไปรับจ้างขนกระสอบข้าวสารที่ตลาดตอนตีสามมาน่ะ ได้เงินมาหลายเฟินเลยนะ เธอรีบกินเถอะ ไม่ต้องกังวล ฉันแบ่งอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ให้แม่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็นำไปให้พ่อกับแม่ของเธอแล้วด้วย"
เขากล่าวพลางปาดเหงื่อที่ไรผมออกอย่างลวกๆ ซูชิงเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกไม่ดีขึ้นมาชั่วขณะ
“นายไปทำงานอื่นนอกเหนือจากการทำงานที่โรงงานแบบนี้ หากถูกจับได้จะทำยังไง”
“ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ที่นั่นคือตลาดมืด คนในโรงงานไม่รู้หรอก อีกอย่างตอนทำฉันก็ปิดหน้าตามิดชิดแล้ว พวกเขาจำไม่ได้หรอก เธอวางใจได้เลย”
“ฉันสร้างภาระให้นายหรือเปล่า”
"ไม่เลย ชิงชิงฟังนะ ฉันไม่เคยคิดว่าเธอและครอบครัวของเธอคือภาระของฉันเลย ฉันเต็มใจทำเพื่อเธอ เธอรีบกินเข้าเถอะ อีกเดี๋ยวต้องไปเข้างานกะเช้า กินไม่อิ่มจะไม่มีแรงทำงาน"
เมื่อเห็นว่าไม่อาจทัดทานเขาได้ ซูชิงจึงไม่รบเร้าอีก
“นายกินหรือยัง”
“ฉันจะไปหาน้ำเต้าหู้กิน”
“กินด้วยกัน ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก”
“ได้”
ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะไปหยิบถ้วยมาแบ่งโจ๊กข้าวโอ๊ตไปกิน รสชาติหวานของน้ำตาลทรายแดงทำให้ซูชิงรู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย เมื่อกินอิ่มแล้วเธอก็จะเอาชามไปล้างแต่เฉินเฮ่อกลับบอกให้เธอไปแต่งตัว ที่เหลือเขาจะจัดการเอง ซูชิงพยักหน้ารับและรีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้างาน หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วหญิงสาวก็สะพายกระเป๋าเป้เอาไว้กับตัวและเดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นว่าซูชิงจัดการตนเองเสร็จแล้ว เฉินเฮ่อจึงรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องบ้าง ใช้เวลาไม่นานเขาก็แต่งตัวแล้วเสร็จ
“ไปกันเถอะ”
“อ้อได้”
สองสามีภรรยาปั่นจักรยานมาที่โรงงานทันที เพราะซูชิงหยุดงานมาหลายวัน เมื่อกลับมาทำงานอีกครั้งจึงตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน แต่เธอคร้านจะสนใจพวกเขาจึงทำเป็นมองไม่เห็นเสีย
“ชิงชิง ฉันได้ยินว่าเธอแต่งงานแล้ว ขอโทษนะที่กลับมาร่วมงานไม่ทัน พอดีที่บ้านมีเรื่องให้ต้องจัดการน่ะเลยทำให้เดินทางกลับล่าช้า ฉันก็เพิ่งจะมาถึงโรงงานเมื่อเช้านี้เอง”
ซูชิงหันไปมองก็พบว่าเป็น ไป๋ม่าน เพื่อนสนิทอีกคนของเธอนั่นเอง ไป๋ม่านเป็นเด็กสาวชนบทต่างหมู่บ้านที่เข้ามาทำงานในเหอเป่ย อีกทั้งยังสนิทกับชูชิงมากด้วย ซูชิงยิ้มให้เพื่อนรักแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ
“ม่านม่าน เธอกลับมาเสียทีฉันคิดถึงเธอจริงๆ”
“ฉันก็คิดถึงเธอ ว่าแต่เรื่องราวเป็นมายังไง เรื่องของเธอน่ะฉันได้ยินคนในโรงงานพูดกันแล้วนะ แต่ฉันยังไม่เชื่อ อยากฟังจากปากของเธอมากกว่า”
ซูชิงเมื่อได้ยินไป๋ม่านถามด้วยความห่วงใยก็ถอนหายใจออกมายาวๆ จนกระทั่งเวลาพักเที่ยงเธอจึงเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้กับไป๋ม่านฟังไปตามจริง ไป๋ม่านได้ฟังก็สงสารซูชิงจับใจ อีกทั้งยังโมโหหลินอวี้มาก
“เธอก็ปิดบังฉันได้นะเรื่องหลินอวี้น่ะ ทำไมไม่บอกฉันสักคำ ฉันจะได้ช่วยจับตาดูเขาอีกแรง”
“ขอโทษนะ ฉันไม่กล้าเล่าให้เธอฟัง เพราะอยากให้แน่ใจก่อน แต่ตอนนี้ฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว”
“ดีแล้ว ผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นเธอก็อย่าไปสนใจเลย อาเฮ่อน่ะเหมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว ฟังจากที่เธอเล่ามา ฉันว่าเขาไม่เลวเลย”
ซูชิงยิ้มน้อยๆ เธอไม่ได้บอกไป๋ม่านว่าตนและเฉินเฮ่อทำสัญญาอะไรกันไว้ เพราะคิดว่าเรื่องนี้คนรู้น้อยย่อมดีกว่า
“อย่าคิดมาก รีบกินข้าวเถอะ จะได้ไปทำงานกันต่อ เอ้านี่ ฉันแบ่งผักให้เธอ”
ไป๋ม่านบอกด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ทำให้ซูชิงพอจะมีรอยยิ้มออกมาได้บ้าง
เมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ซูชิงจึงกลับไปทำงานต่อ เธอเริ่มจะทำใจได้และไม่สนใจคำนินทาอะไรของคนในโรงงานอีก คนพวกนั้นเมื่อเห็นว่าเธอไม่สนใจ จึงเลิกนินทากันไปเอง
“กลับดีๆ นะม่านม่าน”
“จ้ะ ฉันไปก่อนนะ เธอก็ยืนรออาเฮ่อดีๆ อย่าออกไปตากลมเชียว ดูสิ ท้องฟ้ามืดมาอีกแล้ว ดูท่าวันนี้ฝนจะตกหนัก ฉันต้องรีบกลับไปเก็บผ้าก่อน”
“อืม”
พูดจบไป๋ม่านก็รีบปั่นจักรยานกลับห้องพักของตนเองทันที เพราะเป็นคนต่างเมือง ไป๋ม่านจึงเช่าห้องราคาถูกอยู่ในตลาด ซึ่งซูชิงก็เคยไปเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง
หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็พบว่าตอนนี้ท้องฟ้าที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มไปเสียแล้ว อีกทั้งยังมีลมพัดมาอย่างแรงจนกิ่งไม้หักโค่น เหล่าคนงานต่างพากันวิ่งหลบให้วุ่นวายไปหมด ซูชิงเองก็วิ่งมาหลบที่ใต้อาคารเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนหน้านี้เธอกับไป๋ม่านเดินไปหาเฉินเฮ่อที่แผนกเครื่องจักรแต่หัวหน้าตู้กลับบอกว่าโรงงานทอผ้าแห่งที่สองเครื่องจักรเกิดชำรุด คนไม่พอเขาจึงส่งเฉินเฮ่อไปช่วยจัดการ โรงงานทอผ้าแห่งที่สองอยู่ไกลจากโรงงานของเธอไปพอสมควร อยู่ๆ ซูชิงก็เกิดเป็นห่วงเฉินเฮ่อขึ้นมา
ฝนเริ่มตกโปรยปรายลงมาเรื่อยๆ ซูชิงเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา เฉินเฮ่อยังไม่กลับจากโรงงานทอผ้าที่สองเลย
"ชิงชิง ฉันมาแล้ว!"
ฉับพลันก็มีเสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้น เมื่อซูชิงมองไปเบื้องหน้าก็พบว่าตอนนี้เฉินเฮ่อกำลังวิ่งเข้ามาหา ชายหนุ่มถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมศีรษะให้กับภรรยาของตนทันที และยังกางร่มให้เธออีกด้วย
“หนาวไหม รีบกลับบ้านกันเถอะ”
“นายเพิ่งกลับมาเหรอ”
“อืม เพิ่งมาถึงไม่นาน พอดีว่าฉันไปเอาจักรยานมาน่ะ ก่อนจะไปซ่อมเครื่องจักรในโรงงานที่สองฉันเห็นท้องฟ้าดูครึ้มๆ จึงย้ายจักรยานไปจอดไว้ที่ด้านหลังแผนก เลยมารับเธอช้า รอนานไหม หิวไหม”
ซูชิงส่ายหน้าไปมา เฉินเฮ่อยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ผู้คนต่างจับจ้องคนทั้งสองตาไม่กระพริบ สองสามีภรรยาดูเป็นห่วงเป็นใยกันมากจริงๆ
เดิมทีพวกเขาคิดว่าเฉินเฮ่อและซูชิงคงจะไปกันไม่รอด อีกทั้งยังดูถูกชูชิงที่ใจง่ายว่าคงจะถูกเฉินเฮ่อหลอกฟันแล้วทิ้ง แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเฮ่อจะทะนุถนอมภรรยาของตนถึงเพียงนี้
เฉินเฮ่อทำเป็นมองไม่เห็นสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนในโรงงาน เขาถอดเสื้อกั๊กกันหนาวตัวนอกออกแล้วนำมาคลุมไหล่ให้กับเธอ
“สวมนี่ไว้อีกชั้นเถอะ รีบกลับบ้านกัน”
“อืม”
ซูชิงซ้อนท้ายจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างรวดเร็ว ครั้งนี้อาจจะเพราะความหนาวเธอจึงยื่นมือไปกอดเอวเขาเอาไว้ แผ่นหลังของเขามันช่างกว้างและอบอุ่นอย่างประหลาด ความหนาวเหน็บจากพายุดูจะเบาบางลงเมื่อเธอได้ซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขา
ระหว่างทางมีลมพัดแรงจนจักรยานเซไปเซมา เฉินเฮ่อต้องใช้สติและความพยายามอย่างมากเพื่อประคองรถให้มั่นคง
"จับเอวฉันไว้แน่นๆ นะ!"
“อะไรนะ”
ตอนนี้มีทั้งลมและฝนทำให้ซูชิงได้ยินเสียงของเฉินเฮ่อไม่ชัด เธอจึงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ เขา เฉินเฮ่อหันกลับมาใบหน้าของเขาเปียกฝนจนชุ่ม
“ฉันบอกว่าเธอสวยมาก”
“อาเฮ่อ นายเลิกเล่นได้ไหม!”
แม้ปากจะด่าแต่ซูชิงกลับล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำฝนออกจากใบหน้าของชายหนุ่ม เฉินเฮ่อยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ถึงขนาดคิดในใจว่าอยากจะให้มีพายุแบบนี้ทุกวัน ซูชิงจะได้กอดเอวเขาบ่อยๆ
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมาจวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดีซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลยแต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอนวันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่า และไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จ
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”“หนูไปส่งค่ะแม่”แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมากซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”“จ้ะ”เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวก
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียง เฉินเฮ่อ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุดเมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรง
ข่าวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเฮ่อและซูฉิงเปรียบดั่งไฟลามทุ่งที่แผดเผาชื่อเสียงของเธอจนมอดไหม้ คนในโรงงานต่างพากันนินทาด้วยความคะนองปาก เรื่องราวบานปลายจนมาถึงหูของผู้คนในหมู่บ้าน คนพวกนั้นบ้างก็ว่าเธอ "ใจง่าย" บ้างก็เย้ยหยันว่าคนสวยอย่างเธอท้ายที่สุดก็ตกเป็นของ "ช่างเครื่องกระจอกๆ" อย่าง เฉินเฮ่อ แทนที่จะมีวาสนาเป็นสะใภ้ของคนที่มีฐานะทันทีที่พ่อแม่ของซูชิงทราบเรื่องก็ลมแทบจับ แม้จะชอบที่เฉินเฮ่อเป็นคนขยัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ของซูชิงจะทนเห็นพวกเขาทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้ ซ้ำร้ายยังมีคนเห็นเหตุการณ์มากหน้าหลายตา ผู้คนเอามาเล่ากันปากต่อปากอย่างสนุกสนาน สร้างความอับอายให้กับบ้านตระกูลซูไม่น้อยตั้งแต่เกิดเรื่องซูชิงก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง เธอไม่ออกไปทำงานและยื่นหนังสือขอลาพักเพราะล้มป่วยมาสองสามวันแล้ว ข้าวปลาก็กินได้น้อยลง เฉินเฮ่อมาขอพบเธอก็ไม่ยอมพบหน้าเขาหญิงสาวไม่ได้โกรธเฉินเฮ่อ แต่เธอโกรธตัวเองมากกว่า เธอไม่ควรไปดื่มเหล้าจนเมามายแบบนั้น แล้วยังชวนเฉินเฮ่อดื่มด้วย ชายหญิงสองคนที่ขาดสติเพราะฤทธิ์สุรามาอยู่ด้วยกันในที่เปลี่ยวร้างย่อมเกิดเรื่องน่าอายขึ้นตอนนี้ซูชิงมืดแปด







