เข้าสู่ระบบหลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมา
จวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดี
ซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลย
แต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายของเก่าเล็กๆ ร้านหนึ่ง
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็คือตอนนี้เฉินเฮ่อกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางกองเศษเหล็กและเศษไม้เก่า เขากำลังใช้ทักษะงานช่างอันประณีตประกอบรถเข็นไม้ขนาดเล็ก รวมไปถึงซ่อมแซมวิทยุเก่าๆ ที่พังแล้วให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยมีชายหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังนั่งสนทนาเป็นเพื่อน
"พี่เฮ่อ ฝีมือพี่นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ ของพวกนี้ถ้าเอาไปขายที่ตลาดมืดในเมือง คงได้เงินหลายสิบหยวนเลยนะ"
เสี่ยวตงเพื่อนรุ่นน้องบอกพลางช่วยส่งเครื่องมือให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งอกตั้งใจ เฉินเฮ่อเพียงยิ้มเล็กน้อย แล้วจึงเอ่ยตอบ
"ฝืมือเยี่ยมยอดอะไรกัน นายชมฉันเกินไปแล้วก็แค่พอถูๆ ไถๆ ได้เท่านั้นเอง"
เฉินเฮ่อพูดพลางปาดเหงื่อที่ไหลโซมกาย เสี่ยวตงที่ได้ฟังก็เอ่ยแย้งอย่างไม่เห็นด้วย
“พี่เฮ่อก็ถ่อมตัวเกินไป ฝีมืออย่างพี่ถ้ามีโอกาสเปิดร้านเองนะ ต้องรุ่งแน่นอน พี่ไม่คิดจะเปิดร้านเหรอ”
"ไม่ล่ะ ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินสำรอง จะกินแต่ละวันยังไม่พอเลยจะเอาเงินที่ไหนไปเปิดร้านกัน เวลานี้สิ่งที่ฉันอยากจะทำมากกว่าการเปิดร้านก็คือ ฉันอยากเก็บเงินซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้ภรรยา เมื่อคืนนี้รองเท้าของเธอขาด อีกทั้งยังเก่ามากด้วย ฉันกลัวว่าเธอจะเดินเหินไม่สะดวก วันนี้เลยมาของานพิเศษจากนายทำยังไงล่ะ"
“พี่นี่รักเมียจริงๆ เลยนะ”
“ไม่รักเมียจะให้ฉันไปรักใคร เอาล่ะ เสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวฉันจะต้องไปทำงานที่โรงงานต่อ”
” นี่ค่าแรงพี่”
เสี่ยวตงยื่นเงินสองหยวนให้เฉินเฮ่อเป็นค่าแรง เฉินเฮ่อรับมาพร้อมกับยิ้มกว้างเต็มใบหน้า เงินค่าซ่อมของพวกนี้รวมกับเงินค่าแบกข้าวสารที่สะสมมาหลายวัน คงจะพอซื้อรองเท้าผ้ายางสีดำคู่ใหม่ให้ซูชิงได้สักคู่แล้ว
ซูชิงที่เห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก็เม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่คิดเลยว่าที่เฉินเฮ่อรับจ้างทำงานหลายอย่างก็เพียงเพราะอยากจะดูแลเธอให้ดี ทว่าตั้งแต่แต่งงานกันเธอเอาแต่นั่งนับวันเวลาให้ครบสัญญาหนึ่งปี ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาจะลำบากมากเพียงไหน
ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นมาในใจของซูชิง จะกล่าวตามจริงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเพียงคนเดียวแต่เธอเองก็ผิดด้วย
“อาเฮ่อ”
เฉินเฮ่อที่ได้ยินเสียงเรียกที่แสนคุ้นเคยจึงหันกลับมามองทันที เมื่อพบว่าเป็นซูชิงเขาก็ส่งยิ้มให้เธอ ก่อนจะรีบเดินออกมาจากร้านขายของเก่าทันที
“เธอมาได้ยังไง”
“มาตามนายกลับไปกินข้าว ฉันต้มข้าวต้มเอาไว้ วันนี้พวกเราเข้างานช่วงบ่ายพร้อมกัน นายรีบกลับไปกินข้าวแล้วนอนพักสักหน่อยเถอะ”
“ได้ แต่ฉันจะพาเธอไปร้านหนึ่งก่อน”
เอ่ยจบเขาก็จูงมือซูชิงให้เดินไปที่ร้านขายรองเท้าด้วยกัน จากนั้นก็ซื้อรองเท้าผ้ายางราคาไม่แพงให้เธอคู่หนึ่ง
“รออีกหน่อยนะ ไว้ฉันมีเงินเมื่อไหร่จะซื้อรองเท้าผ้าใบสวยๆ ให้เธอใส่สักคู่ ดีไหม”
ซูชิงมองเฉินเฮ่อด้วยแววตาที่วูบไหว ในใจรู้สึกปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะตอนเป็นเพื่อนรักกันหรือตอนเป็นสามีภรรยาเขาไม่เคยทำไม่ดีกับเธอเลยสักครั้งและยังปกป้องเธอมาตลอด
“นายจะดีกับฉันเกินไปแล้ว”
“ไม่ดีกับเมียตัวเองแล้วจะให้ฉันไปดีกับใครล่ะ”
คำพูดที่เดิมทีเป็นเพียงคำพูดที่แสนธรรมดา แต่มันกลับทำให้ซูชิงใจเต้นแรงอย่างประหลาด เธอหลบสายตาเขาแล้วแกล้งหันไปมองทางอื่น
“กลับบ้านได้แล้ว”
“ได้”
คนสองคนรีบเดินกลับบ้านกันทันที เมื่อกลับมาถึงซูชิงก็ตักข้าวต้มให้กับเฉินเฮ่อ จากนั้นก็ไปดูแม่สามีในห้อง ก่อนจะพบว่าตอนนี้แม่สามีของเธอกำลังนั่งเย็บปะชุนผ้าส่งลูกค้าเหมือนเช่นทุกวัน
“แม่คะ ถ้าเหนื่อยก็พักสักหน่อยนะคะ เมื่อเช้าหนูซื้อน้ำเต้าหู้กับหมั่นโถวเอาไว้และยังต้มข้าวต้มเอาไว้ด้วย แม่ก็อย่าลืมกินนะคะ แล้วก็ออกไปเดินเล่นสูดอากาศบ้าง”
“จ้ะ”
เมื่อกำชับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซูชิงและเฉินเฮ่อก็ไปทำงานที่โรงงานเหมือนเช่นทุกวัน เฉินเฮ่อแยกไปแผนกเครื่องจักร ส่วนซูชิงก็มาทำงานที่แผนกฝ่ายผลิตของเธอ ระหว่างทางเธอพบกับหลินอวี้แต่เพราะคร้านจะสนใจเขา เธอจึงมองผ่านเขาไปเสีย ได้ยินว่าตอนนี้หัวหน้าหลินกำลังกวดขันลูกชายอย่างหนัก เพราะหวังจะให้ลูกชายขึ้นมาเป็นหัวหน้าโรงงานแทนตน เนื่องจากอีกหนึ่งปีหัวหน้าหลินก็ต้องเกษียณอายุงานแล้ว
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมาจวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดีซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลยแต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอนวันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่า และไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จ
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”“หนูไปส่งค่ะแม่”แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมากซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”“จ้ะ”เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวก
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียง เฉินเฮ่อ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุดเมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรง
ข่าวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเฮ่อและซูฉิงเปรียบดั่งไฟลามทุ่งที่แผดเผาชื่อเสียงของเธอจนมอดไหม้ คนในโรงงานต่างพากันนินทาด้วยความคะนองปาก เรื่องราวบานปลายจนมาถึงหูของผู้คนในหมู่บ้าน คนพวกนั้นบ้างก็ว่าเธอ "ใจง่าย" บ้างก็เย้ยหยันว่าคนสวยอย่างเธอท้ายที่สุดก็ตกเป็นของ "ช่างเครื่องกระจอกๆ" อย่าง เฉินเฮ่อ แทนที่จะมีวาสนาเป็นสะใภ้ของคนที่มีฐานะทันทีที่พ่อแม่ของซูชิงทราบเรื่องก็ลมแทบจับ แม้จะชอบที่เฉินเฮ่อเป็นคนขยัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ของซูชิงจะทนเห็นพวกเขาทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้ ซ้ำร้ายยังมีคนเห็นเหตุการณ์มากหน้าหลายตา ผู้คนเอามาเล่ากันปากต่อปากอย่างสนุกสนาน สร้างความอับอายให้กับบ้านตระกูลซูไม่น้อยตั้งแต่เกิดเรื่องซูชิงก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง เธอไม่ออกไปทำงานและยื่นหนังสือขอลาพักเพราะล้มป่วยมาสองสามวันแล้ว ข้าวปลาก็กินได้น้อยลง เฉินเฮ่อมาขอพบเธอก็ไม่ยอมพบหน้าเขาหญิงสาวไม่ได้โกรธเฉินเฮ่อ แต่เธอโกรธตัวเองมากกว่า เธอไม่ควรไปดื่มเหล้าจนเมามายแบบนั้น แล้วยังชวนเฉินเฮ่อดื่มด้วย ชายหญิงสองคนที่ขาดสติเพราะฤทธิ์สุรามาอยู่ด้วยกันในที่เปลี่ยวร้างย่อมเกิดเรื่องน่าอายขึ้นตอนนี้ซูชิงมืดแปด







