ANMELDENเมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียง เฉินเฮ่อ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน
"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"
เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุด
เมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ
"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรงงานทอผ้า สุดท้ายก็ทำได้แค่นั่งซ้อนท้ายจักรยานเก่าๆ ของช่างซ่อมเครื่องจักร"
คำพูดเหล่านั้นเปรียบดั่งเข็มพิษที่ทิ่มแทงใจ ซูชิงได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความเงียบ แบกรับความขมขื่นไว้เพียงลำพัง เฉินเฮ่อเองก็ไม่ปริปากเช่นเดียวกัน
เมื่อจดทะเบียนสมรสกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉินเฮ่อก็พาซูชิงกลับมาที่บ้านเพื่อทำพิธีคารวะน้ำชาแก่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย เฉินเฮ่อนั้นมีแค่แม่เพียงคนเดียว ส่วนพ่อของเขาแม่บอกว่าตายจากไปนานแล้ว ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเฉินเฮ่อเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวทุกอย่างจึงนับว่าราบรื่นไปได้ด้วยดี
หลังจากพิธีที่แสนเรียบง่ายเสร็จสิ้น ก็เป็นการเข้าหอ อย่างไรเขาและเธอก็แต่งงานกันแล้ว แม้จะเป็นการแต่งเพื่อล้างอายแต่อย่างไรก็ต้องทำให้ถูกต้องตามประเพณี
"ล้างหน้าล้างตาหน่อยสิชิงชิง วันนี้เธอคงเหนื่อยมากแล้ว"
เฉินเฮ่อวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะและเอ่ยกับซูชิงอย่างอ่อนโยน ซูชิงหันมามองแล้วกล่าวว่า
“ขอบใจมาก แต่นายช่วยหลบไปก่อนได้ไหม ฉันอยากเช็ดตัว”
“ได้สิ”
เขารับคำอย่างว่าง่าย แล้วรีบหันหลังเข้าผนังของห้องและหลับตาลง ซูชิงจึงรีบจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน
“เสร็จแล้ว”
เมื่อได้ยินซูชิงบอกว่าจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉินเฮ่อก็หันกลับมาก่อนจะตกตะลึงตาค้าง ซูชิงตอนนี้ไม่ได้ถักเปียสองข้างเหมือนเช่นทุกวันแต่ปล่อยผมยาวสยายดูงดงามเป็นธรรมชาติ ทำเอาเขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้เลย
“อาเฮ่อ พวกเราต้องมาทำข้อตกลงกัน นายมานี่สิ”
“อ้อ ได้”
เสียงของซูชิงทำให้เฉินเฮ่อพลันได้สติ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เธอ ซูชิงทอดสายตามองเฉินเฮ่อจากนั้นก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อาเฮ่อ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้จะแต่งงานกันแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากเอาเปรียบนาย ฉันจึงอยากทำความเข้าใจกับนายให้ชัดเจน ข้อแรกนายห้ามแตะต้องตัวฉันเด็ดขาด เตียงนี้พวกเราแบ่งกันนอนคนละครึ่ง ห้ามล้ำเส้นกัน”
“ได้”
“ข้อสอง เรื่องเงินเดือน เราสองคนจะไม่ก้าวกายเรื่องเงินของกันและกัน นายจะใช้เงินไปกับอะไรฉันจะไม่ยุ่ง ส่วนฉันจะเอาเงินไปใช้อะไรก็เรื่องของฉัน และฉันก็จะไม่เอาเปรียบนายด้วยการบังคับให้นายต้องมอบเงินเดือนให้ฉันทุกเดือนเหมือนสามีบ้านอื่นทำ เข้าใจไหม"
"ได้"
เขารับคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่คิดจะโต้แย้งอะไรซูชิงเลยแม้แต่คำเดียว ซูชิงที่เห็นอย่างนั้นก็รู้สึกแปลกใจ
“นายไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเลยเหรอ”
"โต้แย้งทำไม เธอว่าอย่างไรฉันก็ว่าตามนั้นล่ะ รีบเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องกลับไปทำงาน"
ซูชิงพยักหน้าจากนั้นก็ทิ้งกายลงนอนบนเตียง เธอไม่ค่อยชินเท่าไหร่นักที่จะต้องมานอนร่วมเตียงกับเฉินเฮ่อแบบนี้ หญิงสาวหันหน้าเข้ากำแพงไม่กล้าหันไปด้านที่เฉินเฮ่อนอนอยู่ แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาเท่าไหร่ ก็ไม่อาจหลับตาลงได้
“อาเฮ่อ”
“หืม”
เฉินเฮ่อเองก็นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน เขาต้องพยายามข่มใจอดทนอดกลั้นอย่างมาก หากเขาเป็นคนหยาบกระด้างเสียหน่อย คงไม่ยอมนอนเฉยๆ อยู่ข้างผู้หญิงที่ตนเองรักเป็นแน่ แต่เพราะเขารักเธอมากและไม่อยากฝืนใจเธอ จึงทำได้เพียงอดทนเอาไว้ เมื่อเห็นว่าซูชิงเรียกชื่อ เขาจึงขานรับเธอเบาๆ
“ฉันและนายถูกบันทึกพฤติกรรมเอาไว้แล้ว ความก้าวหน้าเรื่องงานคงลำบากแล้ว ฉันเองก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน”
ซูชิงพูดพลางถอนหายใจยาวๆ แม้จะแต่งงานกันแล้วและโรงงานก็ไมได้ลงโทษถึงขั้นไล่ออก แต่ก็คงอับอายอยู่บ้าง
“วางใจเถอะ พวกเราไม่ได้เป็นชู้กัน ยังโสดกันทั้งคู่ ก็แค่กลายเป็นขี้ปากคนชั่วครั้งชั่วคราว เธอก็อดทนหน่อย อีกไม่นานเรื่องก็เงียบแล้ว หากใครมาว่าเธอ เธอก็รีบมาบอกฉัน ห้ามเก็บเอาไว้เพียงคนเดียว ฉันจะไปจัดการแทนเธอเอง”
“แล้วนายไม่อายเหรอ”
“ฉันหน้าด้านน่ะ เธอก็หน้าด้านสักหน่อยเพื่อปากท้อง ตกลงไหม”
ซูชิง”…..”
เมื่อเห็นว่าซูชิงเงียบไป เฉินเฮ่อจึงยื่นมือมาสะกิดแขนของเธอเบาๆ
“ว่ายังไง ทำไมเงียบไปล่ะ”
“เข้าใจแล้ว อาเฮ่อ! นายห้ามยื่นมือข้ามมาฝั่งฉันสิ นายผิดกฏแล้ว!”
ซูชิงยื่นมือมาหยิกแขนของเฉินเฮ่อทันที อีกทั้งยังตำหนิเขาไปหลายคำ เฉินเฮ่อหัวเราะหึหึ พร้อมกับตอบอย่างหน้าด้านหน้าทน
“ฉันไม่ได้เอาตัวข้ามไปสักหน่อย แค่ยื่นมือไปเอง เธอก็เหมือนกัน ดูสิ เธอยื่นมือข้ามฝั่งมาหยิกฉัน แบบนี้เธอก็ผิดกฎไม่ต่างจากฉันหรอก หรือว่าเธอทนไม่ไหว อยากจะข้ามมาหาฉัน อย่าเชียวนะ อย่าคิดจะข้ามฝั่งมาลวนลามฉันเชียว!”
“ไอ้คนบ้า!”
คืนนั้นกว่าเฉินเฮ่อและซูชิงจะได้นอนก็ปาเข้าไปกลางดึก เพราะมัวแต่เถียงกันเรื่องใครผิดกฎ จนกระทั่งทนความง่วงไม่ไหวจึงนอนสลบเหมือดกันไปทั้งคู่
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมาจวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดีซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลยแต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอนวันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่า และไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จ
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”“หนูไปส่งค่ะแม่”แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมากซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”“จ้ะ”เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวก
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียง เฉินเฮ่อ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุดเมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรง
ข่าวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเฮ่อและซูฉิงเปรียบดั่งไฟลามทุ่งที่แผดเผาชื่อเสียงของเธอจนมอดไหม้ คนในโรงงานต่างพากันนินทาด้วยความคะนองปาก เรื่องราวบานปลายจนมาถึงหูของผู้คนในหมู่บ้าน คนพวกนั้นบ้างก็ว่าเธอ "ใจง่าย" บ้างก็เย้ยหยันว่าคนสวยอย่างเธอท้ายที่สุดก็ตกเป็นของ "ช่างเครื่องกระจอกๆ" อย่าง เฉินเฮ่อ แทนที่จะมีวาสนาเป็นสะใภ้ของคนที่มีฐานะทันทีที่พ่อแม่ของซูชิงทราบเรื่องก็ลมแทบจับ แม้จะชอบที่เฉินเฮ่อเป็นคนขยัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ของซูชิงจะทนเห็นพวกเขาทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้ ซ้ำร้ายยังมีคนเห็นเหตุการณ์มากหน้าหลายตา ผู้คนเอามาเล่ากันปากต่อปากอย่างสนุกสนาน สร้างความอับอายให้กับบ้านตระกูลซูไม่น้อยตั้งแต่เกิดเรื่องซูชิงก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง เธอไม่ออกไปทำงานและยื่นหนังสือขอลาพักเพราะล้มป่วยมาสองสามวันแล้ว ข้าวปลาก็กินได้น้อยลง เฉินเฮ่อมาขอพบเธอก็ไม่ยอมพบหน้าเขาหญิงสาวไม่ได้โกรธเฉินเฮ่อ แต่เธอโกรธตัวเองมากกว่า เธอไม่ควรไปดื่มเหล้าจนเมามายแบบนั้น แล้วยังชวนเฉินเฮ่อดื่มด้วย ชายหญิงสองคนที่ขาดสติเพราะฤทธิ์สุรามาอยู่ด้วยกันในที่เปลี่ยวร้างย่อมเกิดเรื่องน่าอายขึ้นตอนนี้ซูชิงมืดแปด







