FAZER LOGINเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว
“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”
“หนูไปส่งค่ะแม่”
แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมาก
ซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ
“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”
“จ้ะ”
เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวกัน คือรับผ้าจากร้านมาซ่อมประชุน แม้รายได้จะไม่มากแต่ก็ถือว่าไม่ต้องไปทำงานหนักนอกบ้าน ส่วนพ่อของซูชิงนั้นเมื่อก่อนเคยทำงานโรงงาน แต่เพราะสุขภาพไม่ดี เมื่อซูชิงโตเป็นสาวและเข้าไปทำงานในโรงงานแล้ว จึงให้พ่อหยุดพักอยู่ที่บ้าน
เฉินเฮ่อที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพอดี เดินออกมาเห็นว่าซูชิงกำลังประคองมารดาตนไปนอนเขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เขาชอบในตัวซูชิงก็คือความมีเหตุผลและเข้าอกเข้าใจผู้คนของเธอ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นซูชิงไม่เคยโวยวายเลยสักครั้งแต่กลับใช้สติไตร่ตรองอยู่เสมอ
พายุฝนสงบลงแล้วแต่ยังคงทิ้งร่องรอยความชื้นแฉะเอาไว้บนผิวดินและต้นไม้ใบหญ้า ทำให้อากาศหนาวเย็นขึ้น เธอและเฉินเฮ่อนั่งกินอาหารกันอย่างเงียบๆ ก่อนจะกลับเข้ามาในห้อง เมื่อเข้ามาในห้องแล้วเฉินเฮ่อก็ยื่นบางอย่างมาตรงหน้าเธอ เมื่อซูชิงเงยหน้าไปมองก็พบว่ามันคือเงินนั่นเอง หญิงสาวย่นหว่างคิ้วและถามด้วยความแปลกใจ
“เงินนายนี่ เอามาให้ฉันทำไม เราตกลงกันแล้ว ว่าจะไม่ยุ่งเรื่องเงินของกันและกัน”
“ค่าใช้จ่ายในบ้าน เมื่อครู่ฉันได้ยินเธอบอกแม่แล้ว ว่าจะดูแลเรื่องอาหารเอง และนี่ก็บ้านฉัน จะให้เธอรับผิดชอบไม่ได้”
“แต่ว่า…”
“ชิงชิง ตอนนี้พวกเราอยู่ในสถานะสามีภรรยา และฉันก็ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมากลุ้มใจเรื่องสถานะความสัมพันธ์ของพวกเรา เธอก็ช่วยทำหน้าที่ภรรยากำมะลอสักหน่อย แค่เงินค่ากับข้าวเท่านั้น รับไปเถอะ”
“จะดีเหรอ”
ซูชิงลังเลเพราะเกรงใจเฉินเฮ่อ แค่เมื่อเช้าที่เขาซื้อของกินมาให้เธอ เธอก็คิดว่าลำบากเขามากพอแล้ว นี่เขายังจะเอาเงินให้เธออีก
“ดีอยู่แล้ว ฉันเป็นผู้ชายนะ เรื่องในบ้านจุกจิกเกินไปฉันไม่ว่างมาใส่ใจหรอก มีเธอมาช่วยอีกแรง ดีมากเลย”
“อย่างนั้นก็ได้”
ซูชิงยื่นมือไปรับเงินมาจากเฉินเฮ่อและเก็บเอาไว้อย่างดี อีกทั้งยังคิดเอาไว้แล้วว่าจะเอาเงินของเธอมารวมเป็นค่ากับข้าวอีกส่วนหนึ่ง เพราะอย่างไรทั้งสองบ้านก็กินข้าวด้วยกันอยู่แล้ว จะให้เขามารับผิดชอบคนเดียวมันก็ออกจะเกินไปสักหน่อย
“รีบนอนเถอะ”
“อืม”
เพราะความเหนื่อยล้าจากงานที่ทำมาตลอดทั้งวัน ทำให้ซูชิงหลับสนิททันทีที่หัวถึงหมอน เฉินเฮ่อที่ยังนอนไม่หลับกำลังนั่งมองซูชิงด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขากระชับผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เธออย่างใส่ใจ ชายหนุ่มไอออกมาเล็กน้อยเพราะตอนเย็นตากฝนนานไปหน่อยเขาจึงรู้สึกปวดหัวและระคายคออยู่บ้าง
พอเห็นว่าภรรยานอนหลับสนิทดีแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบเข้านอนบ้าง เพราะเขาเองก็รู้สึกเหนื่อยไม่ต่างกัน
เมื่อซูชิงตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็ไม่พบเฉินเฮ่อ คาดว่าเขาคงจะไปแบกข้าวสารอีกเช่นเคย เธอรีบล้างหน้าแต่งตัวก่อนจะไปซื้อน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋มากินรองท้อง จากนั้นก็แบ่งเอาไว้ให้แม่สามี หญิงสาวรออยู่นานก็ยังไม่เห็นเฉินเฮ่อกลับมาเสียที
“ไปไหนของเขานะ”
เธอพึมพำเสียงแผ่วเบา พร้อมกับกวาดสายตามองไปที่ประตูตลอดเวลา วันนี้เธอต้องเข้างานกะบ่าย ตอนเช้าจึงมีเวลาอยู่บ้าง เดิมทีคิดว่าจะไปส่งเขาที่โรงงานแล้วจะไปแวะตลาดเสียหน่อย แต่รออยู่นานเขาก็ยังไม่กลับมาเสียที
“ชิงชิง แย่แล้ว ชิงชิง!”
ซูชิงที่นั่งรออยู่ในบ้านอย่างใจจดใจจ่อ พลันได้ยินเสียงแม่ของเธอเองร้องเรียก เมื่อเธอเงยหน้าไปมองก็พบว่าตอนนี้แม่ได้วิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ซูชิงที่เห็นอย่างนั้นก็รีบถามทันที
“แม่ มีอะไรคะ ทำไมวิ่งหน้าตื่นเข้ามาล่ะ หรือว่าจะเกิดเรื่องกับพ่อ”
“ไม่ใช่ แกรีบไปดูอาเฮ่อที่สถานพยาบาลของโรงงานก่อนเถอะ”
ซูชิงเมื่อได้ฟังก็ตกใจมาก เธอกำลังจะวิ่งไปดูเฉินเฮ่อแต่กลับพบว่าแม่สามีกำลังเดินออกมาจากห้องนอนและได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี ซูชิงต้องปลอบแม่สามีอยู่นานกว่าเรื่องราวจะสงบลง
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แม่อยู่ที่นี่ก่อน หนูจะไปดูอาเฮ่อเอง”
พูดจบซูชิงก็ฝากฝังให้แม่ของตนเองดูแลแม่ของเฉินเฮ่อให้ดี ก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปสถานพยาบาลทันที
ซูชิงปั่นจักรยานไม่นานก็มาถึงสถานพยาบาลของโรงงาน หากไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงหรือโรคที่ซับซ้อน ทุกคนต้องมาที่นี่ก่อน นอกเสียจากว่าอาการรุนแรงมากจริงๆ จึงจะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลประจำเมือง สถานพยาบาลแห่งนี้เป็นตึกขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ภายในเขตโรงงาน มีหมอและพยาบาลประจำที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วประจำการอยู่ หากเป็นพนักงานประจำจะไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะแผนกบัญชีของโรงงานจะจัดการให้ทั้งหมด
ทันทีที่ลงจากรถจักรยานได้ ซูชิงก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็พบว่าเฉินเฮ่อกำลังนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาซีดขาวดูก็รู้ว่าน่าจะไม่ค่อยสบาย
“อาเฮ่อ!”
ซูชิงวิ่งเข้ามาหาเฉินเฮ่อทันที เฉินเฮ่อที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มให้ภรรยาตนอย่างอ่อนโยน
“มาทำไม อีกเดี๋ยวฉันก็จะกลับไปทำงานแล้ว”
“นายเป็นอะไร ทำไมถึงถูกพาตัวมาที่นี่ล่ะ”
เฉินเฮ่อยิ้มแหยๆ ก่อนจะกระซิบบอกซูชิงว่าเมื่อเช้าตนไปรับจ้างแบกกระสอบข้าวสาร พอทำงานเสร็จกำลังจะกลับบ้านก็เกิดหน้ามืด อาจจะเพราะมีไข้ต่ำๆ ทำให้ร่างกายทนไม่ไหวจนหมดสติไป มารู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่ที่สถานพยาบาลในโรงงานแล้ว
“นี่เงิน ค่ากับข้าว”
ซูชิงรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก เธอยื่นมือของตนไปหยิกแขนเขาอย่างแรง จนคนถูกหยิกร้องโอดโอย
“เธอหยิกฉันทำไม”
“ไม่สบายทำไมนายไม่บอกฉัน แล้วยังออกไปทำเรื่องแบบนั้นจนหน้ามืดอีก เพื่อเงินไม่กี่เฟิน มันคุ้มเหรออาเฮ่อ”
“คุ้มสิ จะกี่เฟินก็เงินทั้งนั้น เธออย่าได้ดูถูกเงินน้อยเชียว”
“ฉันไม่ได้ดูถูกเงิน ฉันแค่โมโหนาย เกิดนายเป็นอะไรไป แม่นายจะอยู่ยังไง หากนายยังทำแบบนี้อีก ฉันจะไม่คุยกับนายแล้ว”
“รู้แล้วน่า ต่อไปไม่ทำแล้ว เธอหายโกธรฉันนะ”
เขาพูดพร้อมกับยิ้มให้เธอ ซูชิงที่เห็นแล้วก็โกรธไม่ลง จึงไม่ได้เอ่ยตำหนิอะไรเขาอีก
"หิวไหม ตอนปั่นจักรยานมาฉันได้แวะร้านโจ๊ก ซื้อโจ๊กมาให้นายด้วย รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ”
“ได้ เธอป้อนฉันหน่อย”
“นายก็กินเองสิ มือยังดีไม่ใช่หรือไง”
ซูชิงเอ่ยถามเขาด้วยความงุนงง เฉินเฮ่อจึงแสร้งร้องครวญครางออกมา
“ฉันทำงานหนักจนปวดเมื่อยไปทั้งแขนทั้งขาเลย เธอป้อนฉันหน่อยไม่ได้เหรอ ฉันไม่มีแรงจริงๆ”
“ก็ได้ ฉันเห็นแก่ที่นายป่วยหรอกนะ”
หลังจากที่กินอิ่มแล้ว สองสามีภรรยาก็เข้านอนอย่างรวดเร็ว อาจเพราะระยะนี้ทำงานหนักซูชิงจึงนอนหลับสนิทมากกว่าที่ผ่านมาจวบจนถึงเช้ามืดของวันต่อมา เมื่อซูชิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นเฉินเฮ่ออีกตามเคย หญิงสาวถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ทันทีว่าเฉินเฮ่อคงจะออกไปทำงานแบกของที่ตลาดมืดเหมือนเช่นทุกวัน ซูชิงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเตือนเขาอย่างไรดีซูชิงส่ายหน้าไล่ความคิดเหล่านี้ออกไป ก่อนจะลุกไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาต้มข้าวต้ม ก็เหมือนเช่นทุกวันเธอแบ่งข้าวต้มให้พ่อแม่ด้วย และแบ่งเอาไว้ให้แม่สามีด้วยเช่นกัน วันนี้เธอยังคงเข้ากะบ่ายเหมือนเมื่อวานจึงมีเวลาทำอะไรมากขึ้น จึงถือโอกาสนี้เย็บซ่อมรองเท้าที่ขาดเสียเลยแต่รออยู่นานเฉินเฮ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที ซูชิงรู้สึกเป็นกังวล เธอจึงตัดสินใจเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด เธอเดินตามหาเขาจนทั่ว หญิงสาวเดินไปที่ร้านข้าวสารทุกร้านเพื่อตามหาเฉินเฮ่อ เมื่อสอบถามกับเถ้าแก่ร้านก็ได้ความว่าเฉินเฮ่อทำงานเสร็จตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ซูชิงยิ่งกระวนกระวายใจเข้าไปใหญ่ เธอเดินตามหาเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอนวันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่า และไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จ
เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว แม่ของเฉินเฮ่อก็รีบบอกให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีแล้วรีบมาดื่มน้ำขิงอุ่นๆ ด้วย ซูชิงยิ้มให้แม่สามีอย่างอ่อนโยน ตั้งแต่เธอแต่งเข้าบ้านมา แม่สามีไม่เคยทำให้เธอลำบากใจเลยสักครั้ง อีกทั้งยังไม่เคยก้าวก่ายเรื่องระหว่างเธอและเฉินเฮ่อเลยแม้แต่นิดเดียว“แม่ทำอาหารมื้อเย็นเอาไว้แล้ว ก่อนพวกลูกจะกลับมา พ่อแม่ของชิงชิงก็แบ่งกับข้าวมาให้อีกจานหนึ่ง กินให้อิ่มล่ะ แม่จะไปนอนพักแล้ววันนี้เย็บผ้าทั้งวัน ปวดหลังไปหมดแล้ว”“หนูไปส่งค่ะแม่”แม่ของเฉินเฮ่อประหลาดใจอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าซูชิงเข้ามาช่วยประคอง เดิมทีเธอคิดว่าคงจะต้องรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้ยาก เพราะซูชิงไม่ได้อยากแต่งงานกับเฉินเฮ่อ เรื่องนี้เธอเองก็รู้ แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่านอกจากซูชิงจะไม่อาละวาดแล้ว ยังดีกับเธอมากซูชิงประคองแม่สามีมานอนที่เตียงและยังห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ“ต่อไปแม่ไม่ต้องทำอาหารให้พวกเราแล้วนะคะ หนูกับอาเฮ่อจะทำกินกันเอง เพราะแม่ต้องเย็บผ้าส่งลูกค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แม่ควรพักให้มาก”“จ้ะ”เมื่อเห็นว่าแม่สามีรับคำอย่างว่าง่าย ซูชิงก็วางใจลงได้ แม่ของเธอและแม่ของเฉินเฮ่อนั้นมีอาชีพเดียวก
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนมารดาเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียง เฉินเฮ่อ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุดเมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรง
ข่าวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นระหว่างเฉินเฮ่อและซูฉิงเปรียบดั่งไฟลามทุ่งที่แผดเผาชื่อเสียงของเธอจนมอดไหม้ คนในโรงงานต่างพากันนินทาด้วยความคะนองปาก เรื่องราวบานปลายจนมาถึงหูของผู้คนในหมู่บ้าน คนพวกนั้นบ้างก็ว่าเธอ "ใจง่าย" บ้างก็เย้ยหยันว่าคนสวยอย่างเธอท้ายที่สุดก็ตกเป็นของ "ช่างเครื่องกระจอกๆ" อย่าง เฉินเฮ่อ แทนที่จะมีวาสนาเป็นสะใภ้ของคนที่มีฐานะทันทีที่พ่อแม่ของซูชิงทราบเรื่องก็ลมแทบจับ แม้จะชอบที่เฉินเฮ่อเป็นคนขยัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ของซูชิงจะทนเห็นพวกเขาทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ได้ ซ้ำร้ายยังมีคนเห็นเหตุการณ์มากหน้าหลายตา ผู้คนเอามาเล่ากันปากต่อปากอย่างสนุกสนาน สร้างความอับอายให้กับบ้านตระกูลซูไม่น้อยตั้งแต่เกิดเรื่องซูชิงก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง เธอไม่ออกไปทำงานและยื่นหนังสือขอลาพักเพราะล้มป่วยมาสองสามวันแล้ว ข้าวปลาก็กินได้น้อยลง เฉินเฮ่อมาขอพบเธอก็ไม่ยอมพบหน้าเขาหญิงสาวไม่ได้โกรธเฉินเฮ่อ แต่เธอโกรธตัวเองมากกว่า เธอไม่ควรไปดื่มเหล้าจนเมามายแบบนั้น แล้วยังชวนเฉินเฮ่อดื่มด้วย ชายหญิงสองคนที่ขาดสติเพราะฤทธิ์สุรามาอยู่ด้วยกันในที่เปลี่ยวร้างย่อมเกิดเรื่องน่าอายขึ้นตอนนี้ซูชิงมืดแปด







