Teilen

เสวียนเหยา
เสวียนเหยา
หรงเย่า / นาย่า

บทที่ 1

last update Veröffentlichungsdatum: 22.07.2026 11:34:28

ตำนานเล่าขานจากบรรพบุรุษนานนับพันปี แคว้นซย่าเทียนเดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียนอันยิ่งใหญ่ มีสามผู้ครอบครองของวิเศษที่ทำให้สมปรารถนาและมีอายุขัยยาวนาน ทั้งสามทำหน้าที่ปกป้องดูแลประตูซึ่งเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับแดนเซียนไปยังสวรรค์

ถึงอย่างนั้นวันเวลาผันผ่านมนุษย์เกิดความละโมบ ความอยากรู้อยากเห็น อยากได้อยากครอบครอง ทำให้เกิดความวุ่นวายเพราะความแตกแยก การแย่งชิงที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความปรารถนาที่เกินกว่าจะควบคุม ความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน อยากครอบครองในสิ่งที่ตนไม่มี ทำให้มนุษย์ปรารถนาจะแย่งชิงในของวิเศษมาเป็นของตน

เพราะความวุ่นวายที่เกินกว่าจะควบคุม ในที่สุดสามผู้ครอบครองของวิเศษตัดสินใจละทิ้งแดนเซียน ปิดประตูเชื่อมระหว่างสามภพ หลงเหลือเอาไว้เพียงมนุษย์ที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิด ไม่สามารถพบเห็น... สื่อสาร...

หรือแม้กระทั่งนานวันเข้า เทพ เซียน หรือแม้กระทั่งสวรรค์ ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจเอื้อม ทำได้เพียงจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างเดียวดาย...

บางตำนานกล่าวว่ามนุษย์เหล่านั้นถูกสาปแช่งจากสามผู้ครอบครองของวิเศษ ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียนอย่างแคว้นซย่าเทียน เดิมทีสมควรเป็นดินแดนที่ปกป้องแดนเซียนเป็นด่านแรก ทว่าเพราะความละโมบของฮ่องเต้ที่หมายพระทัยในสิ่งที่เกินเอื้อมจนทำให้ซย่าเทียนถูกสาป นับจากนั้นแผ่นดินก็ลุกเป็นไฟไม่เคยมีวันสุขสงบ เกิดสงครามไม่หยุดหย่อน

บางตำนานกล่าวว่าแท้ที่จริงแล้วประตูเชื่อมสามภพ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีวันต้องถูกปิดลง ด้วยมนุษย์แตกต่างจากเทพเซียนที่ยังคงมีกิเลส มีความละโมบอยากได้อยากครอบครอง ผิดกับเทพเซียนที่ล้วนผ่านด่านเคราะห์จนเข้าใจสิ่งที่เป็นอย่างถ่องแท้

ทว่า...ยังมีตำนานหนึ่งบันทึกเอาไว้ ทั้งยังแตกต่างจากตำนานอื่นๆ ที่เล่าขานมาอย่างสิ้นเชิง

ว่ากันว่าสามผู้ครอบครองของวิเศษแท้ที่จริงเป็นหนึ่งบุรุษ สองสตรี ของวิเศษทั้งสามหนึ่งคือกระบี่หวงหลง สองคือพัดวารี สามคือหยกอันอวี่

ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงและผู้ครอบครองหยกอันอวี่ เดิมทีเป็นคู่หมายกันตามโองการสวรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อสืบทอดตำแหน่งผู้ครอบครองของวิเศษรุ่นต่อๆ ไป

ถึงอย่างนั้นแม้เป็นเซียนที่สมควรมีจิตบริสุทธิ์ ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงกลับล่อลวงผู้ครอบครองพัดวารี หมายครองทั้งพัดวารีและหยกอันอวี่ในเวลาเดียวกัน

เรื่องราวสมควรจบลงด้วยดีหากมิใช่ว่าผู้ครอบครองหยกอันอวี่ไม่ยินยอม นาง...ให้อย่างไรก็ไม่อาจยอมรับการทรยศหักหลังนี้ แม้กล่าวว่านางหลีกทางให้ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงและพัดวารีได้เคียงคู่ ทว่าความขัดแย้งได้เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ผู้ครอบครองหยกอันอวี่หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เบาะแส แดนเซียนระส่ำระสายเกิดความแตกแยก สองผู้ครอบครองของวิเศษที่แม้ได้เคียงคู่ ทว่าความรู้สึกผิดในใจก็ยังคงกัดกร่อน

แดนเซียนขาดสมดุล ด้วยให้อย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจลบล้าง กระทั่งในที่สุดผู้ครอบครองพัดวารีก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียน หลงเหลือเอาไว้เพียงผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงให้เดียวดายเพียงลำพัง

แม้ถือตนเป็นเซียนในใจกลับไม่อาจละกิเลส ในที่สุดผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงก็ทูลต่อสวรรค์ ปิดผนึกแดนเซียนและประตูสามภพภูมิ ละทิ้งแดนเซียนกลับไปยังแดนมนุษย์เพื่อเวียนว่ายตายเกิดเฉกเช่นมนุษย์ ด้วยตระหนักว่าตนไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในแดนเซียนอีกต่อไป

“ว่ากันว่าของวิเศษทั้งสามยังคงอยู่ที่โลกมนุษย์ กระบี่หวงหลง พัดวารี หยกอันอวี่ หากได้ครอบครองก็จะมีชีวิตเป็นอมตะไม่มีวันตาย สมปรารถนาในทุกๆ สิ่ง”

เสียงกล่าวด้วยความฮึกเหิมดังขึ้นกลางโรงเตี๊ยม “หลายปีมานี้มีข่าวลือมากมายว่ามีคนพบเห็นพัดวารี แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูล”

“ข้าเองก็เคยได้ยินว่ามีคนพบเห็นกระบี่หวงหลง”

“แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระบี่หวงหลง?”

“นั่นน่ะสิ?”

“ก็ผู้คนบอกต่อกันมาว่ามีจอมยุทธ์สามคนกำลังประลองกันเพื่อแย่งชิงกระบี่หวงหลง”

“แย่งชิง? เช่นนั้นก็หมายความว่ามีผู้ที่เคยเป็นเจ้าของ เช่นนั้นหากถูกแย่งไปได้ ตำนานที่ว่าสมปรารถนาก็ไม่เป็นจริงน่ะสิ หากสมปรารถนาจะถูกแย่งชิงไปง่ายๆ ได้อย่างไร”

“ก็จริงของเจ้า”

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • เสวียนเหยา   บทที่ 12

    มันนานมากแล้วจริงๆ นานจนนางจดจำความรู้สึกโกรธขึ้งตอนที่เลือกจากมาแทบไม่ได้แล้ว มันเลือนรางจนวันหนึ่งนางกลับเพิ่งตระหนักว่าหัวใจของนาง...ไม่หลงเหลือความรู้สึกลึกซึ้งในวันนั้นอีกกลางดึกคืนนั้นเสวียนเหยาเดินออกมาเพราะชอบความเงียบ หน้าเรือนหลักของบ้านแบบซานเหอย่วน[1]มีโต๊ะเก้าอี้เอาไว้นั่งชมจันทร์ หญิงสาวเดินไปนั่งตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งกำลังส่องสว่าง แม้รอบกายเงียบงันแต่นางกลับรับรู้ถึงองครักษ์ที่กำลังคุ้มกันโดยรอบ“พรุ่งนี้ข้าต้องไปแล้ว” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าว“นอกด่าน?” นางถาม“ผู้อื่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น”นางเงียบไม่ได้ถามต่อ“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะอยู่ที่นี่...สักพัก อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายของท่านจะหายดี หรือหากเป็นไปได้จนกว่าข้าจะกลับมา”“เจ้าทำเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของบิดามารดาเจ้าหรือ” อยู่ๆ นางก็ถามเขาเช่นนั้น นึกอย่างไรก็มองเห็นเพียงสาเหตุนี้หลังจากนางหลบเร้นออกมามารดาของเขา...หนิงเหอ อีกฝ่ายก็หลบเร้นออกมาจากแดนเซียน ข่าวว่าบิดาของชายหนุ่มออกตามหาจนท้อใจ กระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนเช่นกัน“ท่านจะคิดเช่นนั้นก็ย่อมได้”เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเ

  • เสวียนเหยา   บทที่ 11

    เสวียนเหยาเดินไปถึงกลางห้องฉีฮูหยินก็ส่งเสียงขึ้น “เจ้า...เจ้ากล้า?! เด็กๆ ขวางพวกเขาไว้!” ฉีฮูหยินรู้สึกเสียหน้าจนโกรธกรุ่น นางตะโกนเรียกคนของจวนแม่ทัพ เสียงรับคำดังขึ้นคนของฉีเฟิงเยี่ยนเองก็เร่งรุดมาขวางเสวียนเหยาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง นางหันไปมองฉีฮูหยินจากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด นึกไม่ถึงพลังขุมหนึ่งแล่นปราด ฝ่ามือที่นางฟาดลงกลับทำให้โต๊ะไม้หนาหนักแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ!!!ทุกคนสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดหวั่น ฉีเฟิงเยี่ยนเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุด เขาถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มกำลังจะคว้ามือของนางมาดูว่าไม้นั่นทิ่มมือนางหรือไม่...เสวียนเหยาเลิกคิ้วมองเขา มือข้างที่เพิ่งฟาดโต๊ะคว้าสาบเสื้อของเขาดึงเข้าหาตัว “หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดข้าจึงยัง...”เขาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เหตุใดต้องโมโหขนาดนี้ ไม่มีใครขวางท่านเอาไว้ได้อยู่แล้ว คนในจวนนี้ไม่มีใครมีฝีมือขนาดนั้น”ไม่สิ...นางไม่สมควรใช้วรยุทธ์ได้ ปราณเซียนของนางถูกทำลายไปแล้ว นางสมควรเป็นเช่นคนพิการเหมือนเขา เจ็บออดๆ แอดๆ ร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อครู่ที่นางหงุดหงิดกลับเผลอเดินพลังในกาย ฝ่ามือนั้นทรงพลังพอ

  • เสวียนเหยา   บทที่ 10

    เสวียนเหยาหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” หญิงสาวหันไปมองฉีซวงซวงจากนั้นหันไปสบตากับฉีฮูหยิน “ที่แท้สตรีสูงศักดิ์ก็ไม่แตกต่างกับสตรีทั่วไปในตลาด ทำผิดไม่ยอมรับผิดก็ว่าหนักหนาแล้ว แต่การดูถูกดูแคลนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสตรีที่ไร้ซึ่งการอบรม เป็นคนอื่นก็ว่าแล้วไปแต่นี่เป็นผู้ที่เติบใหญ่ภายใต้จวนเดียวกันแท้ๆ แม่ทัพฉีเป็นผู้กล้าที่ได้รับการยกย่องไปทั่วหล้า แต่เบื้องหลังกลับ...” นางถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “นึกไม่ถึงจริงๆ ท่ามกลางเลือดเนื้อที่บิดาสูญเสีย บุตรสาวของเขากลับเติบโตมาเป็นสตรีเช่นนี้” นางแค่นหัวเราะ “ฉีเฟิงเยี่ยนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้า ปล่อยให้เจ้าลำบากถึงขั้นต้องมาทนอยู่กับคนเหล่านี้เลยหรือ เจ้าไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วหรือไร”ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งในขณะที่สตรีตระกูลฉีหน้าแดงด้วยความโกรธและอับอาย “แม่นางเสวียนวาจาของเจ้าไม่คิดว่าเกินไปหรอกหรือ...”เสวียนเหยามองฉีฮูหยินด้วยสายตาเย็นชา “ข้อแรก...ใช่ข้าเป็นผู้ที่มาอาศัย แต่ก็เคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะจวนขุนนางว่าผู้มาย่อมเป็นแขก

  • เสวียนเหยา   บทที่ 9

    ด้านนอกมีสาวใช้สองคนคุกเข่าก้มหน้า ถัดไปมีเสี่ยวซุนยืนอยู่ข้างๆ ไป๋เสวี่ย อา...นางไม่ต้องเดาแล้วว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เกรงว่าเสี่ยวซุนคงกลัวจนเป็นคนไปบอกเรื่องนี้ให้ฉีเฟิงเยี่ยนรับรู้กระมัง“ฮูหยินหาต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้าเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่นับจากวันนี้หากข้าต้องการแยกเรือนครัวท่านคงไม่ตำหนิข้า”อยู่ในจวนเดียวกันแต่กลับขอแยกเรือนครัว! เขาเสียสติไปแล้วหรือ มิใช่ว่าเขาเป็นผู้อาศัยหรือไร เป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่กลับขอแยกครัว รู้ไปถึงที่ใดฉีฮูหยินไม่ถูกตำหนิติฉินก็แปลกแล้ว!!“มากไปแล้วนะ เจ้าเป็นเพียงผู้อาศัยมีสิทธิ์อะไรขอแยกเรือนครัว หากเจ้ากล้าดีก็แยกจวนไปเลยสิ!!”เพี๊ยะ! นั่นเป็นเสียงซีกแก้มของคนพูดถูกมารดาตบเข้าให้ คนพูดประโยคโง่งมผู้นั้นก็คือคุณหนูเก้าฉีซวงซวง“ท่านแม่ ท่านตีข้าเพราะเขา?” ฉีซวงซวงเม้มปากน้ำตาคลอ มือกุมแก้มที่คงมีรอยแดงขึ้นชัดเจนเพราะน้ำหนักมือของฉีฮูหยินนั้นไม่เบาเลย “ก็แค่ปาโต้ว[1]ไม่ถึงตายเสียหน่อย”“คุณหนูเก้า” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ “แม่นางเสวียนช่วยชีวิตข้าเอาไว้หลายครั้ง นางบาดเจ็บจนแทบเดินไม่ได้ก่อนมาถึงที่นี่ ข้ารอดกลับมาส่งข่าว

  • เสวียนเหยา   บทที่ 8

    ท่านหมอตรวจอาการของนางพร้อมกับเขียนเทียบยาและกำชับสองสามประโยค เสวียนเหยาเองก็ฟังเงียบๆ กระทั่งไป๋เสวี่ยเดินออกไปพร้อมท่านหมอ นางก็ยังไม่เอ่ยปากสักประโยคสาวใช้นำสำรับเข้ามาเป็นอาหารรสไม่จัดดังที่ท่านหมอกำชับ เสียงโต้เถียงดังขึ้นหน้าเรือนอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเสียงของอิสตรี ผู้ที่หยุดการโต้เถียงก็คือไป๋เสวี่ย จากนั้นทุกอย่างก็กลับมาสู่ความสงบเสี่ยวซุนยกยาเข้ามาอีกรอบหลังนางกินมื้อเที่ยง “แม่นางเสวียนเชิญดื่มยาเจ้าค่ะ”เสวียนเหยายกยาขึ้นมาทว่ายังไม่ได้ดื่ม นางสูดกลิ่นผ่านๆ จากนั้นวางยาลงบนโต๊ะ “เจ้าเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”“จะ...เจ้าค่ะ”“ชื่ออะไร”“เสี่ยวซุนเจ้าค่ะ”“ยานี้ผู้ใดเป็นคนเคี่ยว”“เป็นองครักษ์ไป๋เจ้าค่ะ”“เขาเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”“เจ้าค่ะ เป็นคนที่คุณชายสิบสองไว้ใจที่สุด”“เสียงทะเลาะกันเมื่อครู่เป็นผู้ใดเล่ามาให้ละเอียด”“แต่...”“แต่อะไร”“คุณชายสิบสองกำชับเอาไว้ เรื่องบางเรื่อง...”“เล่ามา ข้าจะแยกแยะเองว่าเรื่องบางเรื่องดังว่าเขาสมควรรู้หรือไม่”เสี่ยวซุนมีท่าทางลำบากใจ เสวียนเหยายืดตัวนั่งหลังตรงมองไปยังชามยา “ในยามีอย่างอื่นปะปนมาด้วย”เสี่ยวซุนสะดุ้ง “เป็นไปไม

  • เสวียนเหยา   บทที่ 7

    ผ่านไปครึ่งชั่วยามรถม้าจอดอีกครั้ง ครั้งนี้มีสตรีวัยกลางคนและบุตรสาวขึ้นรถม้ามา ฉีเฟิงเยี่ยนลงไปขี่ม้าแทน เขารอบคอบมากที่หาสาวใช้มาเพื่อปรนนิบัตินาง ด้วยบางเรื่องเขาก็ไม่อาจช่วยนางได้ เช่น...การปลดทุกข์ท่านป้าหลี่กับหลี่จูผู้เป็นบุตรสาวถูกว่าจ้างให้ช่วยดูแลเสวียนเหยาจนกว่าจะถึงเมืองหลวง ทั้งสองดูแลหญิงสาวดีมากจนแทบจะเรียกได้ว่ายุงไม่กล้าไต่ไรไม่กล้าตอม ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาดื่มยาชายหนุ่มก็ยังเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้ผู้ใดเป็นผู้ป้อนยาเสวียนเหยาเด็ดขาดสามวันถัดมาในช่วงสายในที่สุดขบวนรถม้าก็ผ่านเข้าสู่ประตูเมืองหลวง ระหว่างกำลังจะกลับไปยังจวนแม่ทัพฉีองครักษ์ผู้หนึ่งกลับมาถ่ายทอดรับสั่งให้ฉีเฟิงเยี่ยนไปเข้าเฝ้าทว่า... “ข้าต้องไปส่งคนกลับเรือนก่อน ทูลองค์ชายเก้าว่าข้าจะไปเข้าเฝ้าทันทีที่ส่งนางถึงเรือน”เขา...ถึงกับขัดรับสั่งองค์ชายเพื่อส่งนางเข้าจวน?! องค์ชายเก้า? อา...นางตกลงไปในกับดักของฉีเฟิงเยี่ยนตั้งแต่แรกสินะจวนแม่ทัพฉียิ่งใหญ่โอ่อ่าผู้คนก้มศีรษะค้อมกายเมื่อชายหนุ่มเดินผ่าน เสวียนเหยาถูกห่อด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำ ใบหน้าถูกปิดเอาไว้กว่าครึ่งขณะลอบมองบ่าวไพร่ในจวน เสียงกระซ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status