Mag-log in"พระชายารอดแล้ว" แม่นมจินมองใบหน้าที่เปื้อนของพระชายาอย่างน่าสงสาร แม่นมจินไม่ถามเหตุใดนางจึงรู้วิชาแพทย์
เสิ่นชีกอดเด็กน้อยได้แต่คนกลุ่มใหญ่เข้าไปด้านในเรือนแล้ว กระนั้นพวกนางจึงกลับเรือนดอกเหมยท้ายจวนอ๋องด้วยสภาพอิดโรย
"ท่านหญิงน้อยมีชีพจรแล้วขอรับท่านอ๋อง" หมอหลวงรายงานชินอ๋องกับฝูอ๋อง
เป็นไปได้อย่างไรที่นังสารเลวผู้นั้นรักษาเซียวหมิ่นได้ ชินอ๋องไม่อยากจะเชื่อ ส่วนฝูอ๋องโอบกอดร่างบุตรสาวแล้วอุ้มขึ้น
"ข้าไม่คิดเลยว่า ชายาชินอ๋องจะกลั่นแกล้งบุตรข้า ข้าจะเอาเรื่องนางวันพรุ่ง" จากนั้นฝูอ๋องอุ้มบุตรสาวกลับไปที่จวนด้วยความโมโห
เช้าของวันถัดมาเสิ่นชีตื่นมาด้วยสภาพที่อิดโรยยิ่งนัก นางมองเรือนดอกเหมยที่เล็กกะทัดรัดพอดี
"พระชายาบ่าวนำน้ำแกงมาให้เข้าค่ะ" แม่นมจินนำน้องแกงมาให้
"ข้าวไม่มีรึ"
"พระชายาเรือนของเราไม่มีเงินแล้ว อีกอย่างเรือนของท่านอ๋องก็ไม่ได้ส่งของมาให้พวกเรา พระชายาชอบซื้อของให้ท่านอ๋องแต่ก่อนจนเงินสินเดิมหมด" ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมได้ไหลผ่านหัวสมองเสิ่นชี
เสิ่นชีคุณหนูใหญ่จวนการคลังบิดาเสิ่นฉงเป็นขุนนางการคลัง ท่านปู่เสิ่นเย่เป็นอดีตราชครูที่ฮ่องเต้ปัจจุบันยังนับถือ
มารดาของเสิ่นชีเป็นหญิงงามแคว้นอันครอบครัวของเหยาเมิ่งเป็นคนค้าเกลือของแคว้นอัน เหยาเมิ่งเป็นคนร่ำรวยมากเสิ่นฉงเป็นบุรุษรูปงามในตอนนั้นเจอนางที่ตลาดเมืองต้าเยียน ในตอนนั้นเสิ่นฉงเป็นเพียงขุนนางธรรมดามิได้ร่ำรวย แต่พอแต่งเหยาเมิ่งสินเดิมนางมีมากโขเป็นร้อยรถเกวียนมาที่เมืองต้าเยียน
เหยาเมิ่งคลอดลูกได้ไม่นานนางก็สิ้นใจตาย เพราะเสิ่นฉงพาอนุภรรยาเข้าบ้านสวีเนียน
ยามนี้สวีเนียนเป็นเสิ่นฮูหยินแล้วมีบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายหนึ่งคน
เสิ่นชีปวดศีรษะยิ่งนัก ร่างกายเจ้าของร่างเดิมโดนพิษอย่างมาก พิษชนิดนี้จะทำให้นางดุร้ายและตบตีผู้คน เสิ่นชีสงสัยคนที่วางยาพิษนางเสียจริง
"ตายแล้วพวกเจ้ามัวทำอะไรกันไม่ยอมทำความสะอาดเรือน" หวังจือพลันมองแม่นมจินที่ดูเเลเสิ่นชีอยู่
"นังสารเลวกินบนเรือนขี้บนหลังคาคุณหนูเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีรึ เจ้าถึงได้หักหลังนาง" แม่นมจินนึกชังหวังจือมากที่กล้าทำเช่นนี้กับคุณหนู กล้าทรยศคุณหนูทุกอย่าง
เสิ่นชีจำได้ว่าก่อนแต่งงานมาจวนอ๋องแม่เลี้ยงอย่างเสิ่นฮูหยินได้มอบสาวใช้สองคนมาให้นาง หวังจือ หวังเจียง
"หุบปากสัญญาซื้อตัวของข้าอยู่กับแม่นางชูเเล้วมิใช่นังโง่เช่นเสิ่นชี" แม่นมทนไม่ไหวตบหน้าหวังจือดังฉาดใหญ่
"นังแก่ข้าตบข้า" หวังจือรีบตบแม่นมสวดกลับไปสองครั้ง
"โอ๊ย !!!" เสิ่นชีหักข้อมือหวังจือแล้วผลักสาวใช้ล้มลงกับพื้น
"นังคนชั้นต่ำเจ้ากล้าทำข้ารึ" หวังจือตกใจมากทั้งเจ็บอีกด้วย
เสิ่นชีตบหน้าหวังจือไม่ยั้งมือจนใบหน้าชาหมดแล้วอีกทั้งฟันของสาวใช้หลุดออกจากปาก
"นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกผู้เป็นนายรึ สาวใช้เยี่ยงเจ้ามันจะโดนมากกว่านี้" แม่นมจินได้แต่ใบ้กินไม่เคยเห็นพระชายาร้ายกาจเพียงนี้
"พระชายาบ่าวผิดไปแล้ว บ่าวขอโทษเจ้าค่ะ"
"ดีในเมื่อรู้ตัวว่าผิด ข้าจะถามเจ้าสินเดิมของข้าหายไปไหนหมด" เสิ่นชีมองหน้าหวังจือ คาดหวังกับคำตอบสาวใช้อย่างมาก
"บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ" สินเดิมของนางตั้งเยอะ แต่งเข้าจวนอ๋องขนมาด้วยไม่น้อย เหตุใดสาวใช้ถึงไม่รู้เล่าทั้งโฉนดร้านค้าที่ดิน มันหายไปได้อย่างไร
"บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ" หวังจือแทบจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว
หวังจือคิดว่าเสิ่นชีในยามนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
"หวังจือ" หวังเจียงวิ่งมาอย่างฉับไวแล้วประคองหวังจือขึ้นมา
"ท่านทำอย่างนี้กับหวังจือได้ยังไง ข้าจะพาหวังจือไปทวงความยุติธรรมกับท่านอ๋อง"
"ได้เลย" เสิ่นชีไม่กลัวอยู่แล้ว นางอยากจะทวงความยุติธรรมให้นางเองเช่นกัน
เรือนของชินอ๋องในยามนี้ เขากำลังรับสำรับอาหารเช้าจู่ ๆ มีคนกลุ่มใหญ่จากเรือนดอกเหมย
"ท่านอ๋องสภาพหวังจือโดนเสิ่นชีทำร้าย" ชูเยียนรายงานเจ้านาย ทุกคนมองสภาพหวังจือเลือดอาบน้ำสภาพฟันหักตาโปนมาเลย
"เกิดอะไรขึ้น" ชินอ๋องถามหวังเจียง
"พระชายาเป็นคนทำร้ายข้าเจ้าค่ะท่านอ๋อง นางไม่พอใจข้าหาว่าข้าไปขโมยสินเดิมของนาง" หวังจือตอบเอง
สินเดิมอย่างนั้นรึตลอดเวลาหลายปีมานี้ เสิ่นชีใช้เงินมือเติบมาก
"สินเดิมข้าเยอะเพียงนี้ ใช้ยังก็ไม่หมดชาตินี้" เสิ่นชีมั่นใจ นั่งบ่าวชั่วสองคนตั้งใจหลอกเอาสินเดิมของนางเสียมากกว่า
"เจ้าถึงกับทำร้ายหวังจือจนฟันหักรึ" ชูเยียนมองแล้วอดสงสารหวังจือมิได้
"ที่ข้าทำร้ายหวังจือประการแรกนางไม่เคารพข้าที่เป็นนาย เรียกข้าว่าเสิ่นชี ประการที่สองนางทำร้ายแม่นมจิน ประการที่สามนางขโมยสินเดิมของข้า หรือว่าท่านคิดว่าไม่สมควรทำร้ายนาง"
เสิ่นชีมองท่าทีของชินอ๋องที่นั่งนิ่งในรถเข็น เสิ่นชีในวันนี้ไม่เหมือนเสิ่นชีในวันวานจริง ๆ ชินอ๋องพลันมองร่างบางใบหน้านั้นคุมด้วยผ้าขาวบางมีเพียงลูกนัยน์ตางดงามเท่านั้นที่ประจักษ์แก่ผู้คน
เสียงประทัดหมื่นนัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอำเภอ ควันสีขาวลอยคลุ้งพร้อมกับกลิ่นดินปืนที่หอมอบอวล วันนี้คือวันมงคลสมรสระหว่าง หลินเฟิง นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และ เสิ่นจู เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารชื่อดังร้าน "ครัวเสิ่นจู" ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่ดูหรูหราและอบอุ่น ตัวอักษร "ซังฮี้" ความสุขคู่ สีแดงตัวใหญ่ถูกติดไว้ทั่วร้าน โคมไฟสีแดงส่องสว่าง แขกเหรื่อมากมายทั้งนายทหาร เพื่อนบ้าน และลูกค้าขาประจำต่างมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่งเสิ่นจูอยู่ในชุดเจ้าสาวกี่เพ้าสีแดงสดที่ตัดเย็บด้วยฝีมือตัวเอง โดยมีจักรเย็บผ้าสินสอดเป็นตัวช่วยขับผิวขาวผ่องให้ดูเปล่งประกายราวกับไข่มุกเม็ดงาม ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางบางเบาแต่ดูสวยสะกดทุกสายตา"แม่สวยที่สุดในโลกเลยจ้ะ" เจียงเปาเปาในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งเข้ามากอดเอวแม่"ลูกสาวแม่ก็น่ารักที่สุดจ้ะ" เสิ่นจูยิ้มหวาน หัวใจพองโตด้วยความสุขที่แท้จริงแต่ในมุมมืดหน้าร้าน รถเก๋งเก่าๆ คันหนึ่งแล่นมาจอดเงียบๆ เจียงลี่ก้าวลงมาจากรถในชุดเดรสสีขาวที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตาซ่อนมีดโกนไว้ นางถือถาดไม้ที่มีกาน้ำชาและถ้วยชาเคลือบใบสวยมาด้วย โดยมีเจียงฉงเดินตามหลังมา
หมู่บ้านตระกูลเสิ่นตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลและกันดารยิ่งกว่าหมู่บ้านเหอผิง สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมบ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้น แต่นั่นไม่ใช่เพราะโชคชะตา หากแต่เป็นเพราะความเกียจคร้านของคนในหมู่บ้านเจียงฉงเดินลัดเลาะมาตามทางเกวียนที่เต็มไปด้วยโคลนตม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านดินหลังหนึ่งที่หลังคามุงด้วยฟางเน่าๆ"พ่อตา แม่ยาย! ลูกเขยผู้กตัญญูกลับมาเยี่ยมแล้ว!" เจียงฉงตะโกนเรียกเสียงดังไม่นานนัก ชายชราหลังค่อมหน้าตาบอกบุญไม่รับ และหญิงชราปากคอเราะร้ายก็เดินออกมา ทั้งคู่คือ ผู้เฒ่าเสิ่น และ นางเสิ่น พ่อแม่แท้ๆ ของเสิ่นจู ผู้ที่เคยขายลูกสาวกินเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อแลกกับข้าวสารเพียงสองกระสอบ"ไอ้เจียงฉง? แกมาทำไม ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นหัว" ผู้เฒ่าเสิ่นถามเสียงห้วน พลางถ่มน้ำหมากพุ่งปรี๊ดลงพื้น"ฉันเอาข่าวดีมาบอกจ้ะพ่อ" เจียงฉงรีบปั้นหน้าเศร้า "ตอนนี้เสิ่นจู... ลูกสาวพ่อ มันหย่ากับฉันแล้ว มันทิ้งผัวทิ้งลูกหนีไปเสวยสุขในเมือง""มันจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมัน ขายไปแล้ว ขาดกันแล้ว" นางเสิ่นตัดบทอย่างไม่ใยดี นางไม่เคยรักลูกสาวคนนี้อยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นลูกสาวที่
กิจการร้าน "ครัวเสิ่นจู" ดำเนินไปได้อย่างสวยงามเกินความคาดหมาย เพียงเปิดร้านได้ไม่ถึงเดือน เสิ่นจูก็สามารถคืนทุนค่าตกแต่งร้านได้ทั้งหมด และเริ่มมีเงินเก็บก้อนโตนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเที่ยงวันนี้ ลูกค้าแน่นร้านจนแทบไม่มีที่เดิน กลิ่นหอมของบะหมี่เนื้อตุ๋นสูตรลับ ใส่น้ำวิเศษ ลอยอบอวล ผสมกับเสียงพูดคุยจอแจอย่างมีความสุข เสิ่นจูในชุดเถ้าแก่เนี้ยสวยสง่ายืนคิดเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มแต่ทว่า ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน"เฮ้ย! หลีกไป! กูจะเข้าไปหาเจ้าของร้าน!"เสียงตะโกนหยาบคายดังมาจากหน้าร้าน พร้อมกับร่างผอมโซของชายวัยกลางคนในชุดสกปรกมอมแมมที่เดินเบียดลูกค้าเข้ามา กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวของเขาทำให้ลูกค้าหลายคนต้องยกมือปิดจมูกด้วยความรังเกียจเจียงฉงมาถึงแล้วหลังจากได้รับจดหมายยุยงจากเจียงลี่ ความโลภก็บังตาจนลืมความกลัวคุกตะราง เขารีบเดินทางกลับมาจากที่ซ่อนตัวทันทีที่รู้ข่าวว่าอดีตเมียรวยล้นฟ้า"เสิ่นจู! นังเสิ่นจู! ออกมาหากูเดี๋ยวนี้!" เจียงฉงตะโกนลั่นร้าน ตบโต๊ะเก็บเงินดัง ปังเสิ่นจูเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ทันทีที่เห็นหน้าอดีตสามี แววตาของนางไม่ได้มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงค
หลังจากเหตุการณ์สงครามราคาขนมไข่จบลงด้วยชัยชนะของของแท้ กิจการ "ขนมไข่แม่จู & เปาเปา" ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นทวีคูณจนรถเข็นคันงามเริ่มรับมือไม่ไหว ขนมทำมาเท่าไหร่ก็หมดเกลี้ยงภายในพริบตาแต่อุปสรรคใหม่ก็เข้ามาเยือนพร้อมกับฤดูกาล ฝนฤดูใบไม้ผลิเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน การเข็นรถขายของตากฝนทำให้เสิ่นจูเริ่มมีอาการไอคอกแคก และลูกค้าก็ไม่สะดวกมายืนต่อแถวตากฝนซื้อ"แม่จ๊ะ หนูว่าถึงเวลาที่เราต้องมีหน้าร้านเป็นหลักแหล่งแล้วนะจ๊ะ"เจียงเปาเปาเสนอความคิดขณะช่วยแม่นวดขาที่ปวดเมื่อยจากการยืนนาน "ขืนขายตากฝนแบบนี้ เดี๋ยวแม่ป่วยไปจะไม่คุ้มกัน"เสิ่นจูถอนหายใจ "แม่ก็อยากมีร้านนะลูก แต่ค่าเช่าที่ในเมืองมันแพงหูฉี่ เราจะมีปัญญาจ่ายไหวหรือ""เรื่องนั้นให้ผมจัดการเองครับ"หลินเฟิงที่แวะมาทานข้าวเย็นตามปกติเอ่ยขึ้น เขาวางตะเกียบลงแล้วหยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ"ผมไปดูที่ทางมาให้แล้ว เป็นตึกแถวชั้นเดียวเก่าๆ ใกล้กับโรงภาพยนตร์อำเภอ เจ้าของเดิมเขาแก่แล้วทำต่อไม่ไหวเลยประกาศเซ้งราคาถูก ทำเลดีมาก คนพลุกพล่านทั้งวันทั้งคืน ถ้าคุณสนใจ พรุ่งนี้ไปดูกันได้เลย"ดวงตาของเสิ่นจ
ภายในห้องครัวของบ้านตระกูลเจียงที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน เจียงลี่ยืนกอดอกสั่งการพี่สะใภ้ทั้งสองราวกับผู้คุมนักโทษ"ใส่ไข่ให้น้อยลงอีก! แป้งน่ะใส่เข้าไปเยอะๆ แล้วก็น้ำตาลทรายแดงมันแพง ใช้ ขัณฑสกร ดีน้ำตาลแทน หวานเหมือนกันแต่ถูกกว่าร้อยเท่า" เจียงลี่สั่งเสียงเขียวเมิ่งอี้และหยูหลินหน้ามันย่องง่วนอยู่หน้าเตา ทั้งสองคนเหงื่อตกพลั่กๆ ขณะพยายามทำ "ขนมไข่" เลียนแบบสูตรของเสิ่นจู ตามคำบัญชาของน้องสามีผู้มีการศึกษา"อาลี่ แต่ถ้าใส่น้ำเยอะขนาดนี้ ขนมมันจะไม่ฟูนะ แถมกลิ่นคาวไข่ก็แรงด้วย" เมิ่งอี้ท้วงติง นางเคยแอบดูเสิ่นจูทำขนมมาก่อน พอจะรู้ว่าต้องใช้ไข่ล้วนๆ ถึงจะอร่อย"พี่อย่ามาอวดรู้หน่อยเลย" เจียงลี่เชิดหน้า "ชาวบ้านพวกนั้นลิ้นจระเข้จะตาย แยกไม่ออกหรอกว่าอันไหนของดีของเลว ขอแค่หวานๆ มันๆ ราคาถูกๆ พวกมันก็ซื้อกันแล้ว เป้าหมายของเราคือแย่งลูกค้าและทำลายร้านนังเสิ่นจูให้ย่อยยับ ไม่ใช่ทำขนมส่งประกวด"ย่าเจียงนั่งนับเงินลงทุนก้อนสุดท้ายที่ขูดรีดมาจากเจียงซัว เงินที่ซ่อนไว้และยังไม่ได้ใช้กินเหล้านางมองดูขนมไข่หน้าตาบิดเบี้ยว สีซีดเซียว และมีกลิ่นตุๆ ที่เพิ่งนึ่งเสร็จ"มันจะขายได้แน่เหรอลูก หน้าตา
บ่ายวันศุกร์ รถโดยสารประจำทางแล่นเข้ามาจอดที่ปากทางหมู่บ้านเหอผิง หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม นางสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกระโปรงพลีทสีน้ำเงินเข้ม สวมรองเท้าหนังขัดมันวาว บนข้อมือมีนาฬิกาเรือนเล็กสวมอยู่ ดูผิดแผกไปจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปนางคือ เจียงลี่ ลูกสาวคนเล็กสุดท้องของตระกูลเจียง ผู้เป็นความหวังและความภาคภูมิใจของย่าเจียง เพราะนางเป็นคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือสูงๆ ในวิทยาลัยครูในตัวเมืองเจียงลี่เดินเชิดหน้าเข้าหมู่บ้าน สายตาเหยียดมองสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยด้วยความรังเกียจ นางใฝ่ฝันที่จะได้แต่งงานกับคนรวยในเมืองและทิ้งบ้านนอกคอกนานี้ไปให้พ้นเมื่อมาถึงบ้านตระกูลเจียง สภาพความทรุดโทรมและบรรยากาศอึมครึมภายในบ้านทำให้นางขมวดคิ้ว"แม่จ๋า หนูกลับมาแล้ว""อาลี่ ลูกแม่" ย่าเจียงรีบวิ่งออกมาต้อนรับ กอดลูกสาวคนโปรดแน่น "แม่คิดถึงลูกจะแย่ ผอมลงไปหรือเปล่าเนี่ย เรียนหนักสินะ""แม่จ๊ะ ที่บ้านเกิดอะไรขึ้น ทำไมดูเงียบเหงาแบบนี้ แล้วพี่รองหน้าไปโดนอะไรมา" เจียงลี่ถามเมื่อเห็นรอยช้ำบนหน้าเจียงซัวทันทีที่เปิดช่อง ย่าเจียงและเมิ่งอี้ก็ผลัดกันเล่าเรื่องวีรกรรมของเสิ่นจู
เช้าของวันถัดมาฟ่านเหอกับฟ่านหยงมาหาเสิ่นชีที่จวนอ๋องมอบเงินหนึ่งพันตำลึงให้เสิ่นชีที่ถือสัญญาไปทวงถึงจวนอ๋อง ในตอนนั้นสองพี่น้องสกุลฟ่านเห็นเหมียวเจียงกำลังจะขึ้นรถม้าไปวัดนางชีซัวอ๋องเห็นสัญญานี้แล้วแทบจะกระอักเลือดทั้งมอบเงินให้ทั้งก่นด่าเหมียวเจียงไม่เหลือชิ้นดี"ขอบใจเจ้าทั้งสองมากเงิ
เสิ่นชีไม่คิดว่านางกำนัลจะทำชุดของนางเลอะไปหมดแล้วยิ่งต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงช่วงบ่ายเสียด้วย"บ่าวขออภัยพระชายาชินอ๋องเพคะ บ่าวมิได้ตั้งใจ" นางกำนัลผู้นั้นมือสั่นหมดแล้วทุกสายตามองไปที่เสิ่นชี ชายาชินอ๋องนิ่งมากทุกคนคิดว่าเสิ่นชีจะต้องด่าทอนางกำนัลคนนี้เป็นแน่แท้ "ช่างเถอะ" เสิ่นชีเอ่ยอย่างไม่สนใจ
เลิ่นชีมาถึงโต๊ะอาหารรับประทานไปได้ไม่กี่อย่าง สามแฝดนั่งลงประจำที่ล้วงตั๋วเงินในสาบเสื้อออกมาให้มารดาดู"พวกเจ้าเอาเงินมาจากไหน" เสิ่นชีมองเจ้าแฝดยื่นตั๋วเงินให้นาง"พระชายา คุณหนูน้อยทั้งสามลงขันเดิมพันว่าท่านจะต้องเป็นผู้ชนะ สุดท้ายจึงได้เงินมาเจ้าค่ะ" แม่นมจินเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ ในความฉลาดข
พระชายาซัวอ๋องถึงกับตกใจเมื่อได้ยินว่าเสิ่นชีไม่รู้จักพวกนาง เสิ่นชีรู้จักดีเลยล่ะแต่แกล้งไม่รู้จัก ตงฮวากับลีฟางทำไมพวกนางจะไม่รู้จักเสิ่นชีเมื่อห้าปีก่อน ห้าปีก่อนเมืองต้าเยียนแข่งยอดสาวงามอันดับหนึ่งเสิ่นชีเข้าร่วมด้วยไม่ดูความสามารถตัวเองศิลปะทุกแขนงของเสิ่นชีล้วนแต่แพ้ราบคาบตกรอบทุกคร







