LOGINหวังเจียงเป็นคนของพ่อบ้านแล้ว หวังจือนั้นเป็นนางทาสไปแล้ว ในเรือนดอกเหมยกลับมาสงบอีกครั้งแม้สินเดิมจะได้ไม่ครบก็มิเป็นไร
สามแฝดมองมารดาคนใหม่บัดนี้มารดามิได้แต่งกายสีสันฉูดฉาดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ใบหน้าของมารดาปกปิดด้วยผ้าขาวบาง
"เป็นอันใดเล่า มองแม่เช่นนั้น" น้ำเสียงหวานเอ่ยถามบุตรสาวทั้งสามคน สายตาพลันมองหน้าผากของเจ้าก้อนแป้งทั้งสามเต็มไปด้วยรอยบาดแผล
"พวกเจ้ารอแม่ตรงนี้ ประเดี๋ยวแม่จะหายามาทาที่หน้าผากพวกเจ้า" สามแฝดมองมารดาเดินเข้าไปหลังฉากกั้นห้องนอน
ชั่วพริบตาเดียวมารดาพร้อมขวดยากระเบื้อง เสิ่นชีนั่งลงที่ตั่งเตี้ย เมื่อกี้นางเข้าไปในแหวนจิตวิญญาณนำเอายาทาแผลสมัยใหม่ออกมา
"แม่จะทายาสมุนไพรให้พวกเจ้า" สามแฝดเชิดหน้าผากไปให้มารดา มือที่อ่อนโยนสัมผัสหน้าผากลูก ๆ ทั้งสามด้วยความรักและห่วงใย แม่นมจินไม่เคยเห็นภาพนี้มาก่อนพลันน้ำตาไหล
พระชายาเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อคืนสงสัยพระชายาจะคิดได้ว่าสามแฝดรักพระชายามาก
"ข้ารักท่านแม่ที่สุดเลย" สามแฝดเอ่ยพร้อมกัน นับแต่คลอดสามแฝดมามารดาไม่เคยใส่ใจพวกนางพี่น้อง แต่แม่นมจินได้แต่พร่ำบอกว่าให้รักและกตัญญูต่อมารดามากที่สุด
"แม่ก็รักพวกเจ้า" สามแฝดหอมแก้มมารดาคนละทีแล้วไปวิ่งเล่นที่สวนหน้าเรือน
"พระชายาเปลี่ยนไปแล้ว" เสิ่นชีมองแม่นมจินเดินมาเรียกนางว่าพระชายา
"แม่นมเรียกข้าว่าคุณหนูหรือนายหญิงก็ได้" เสิ่นชีไม่ชอบคำว่าพระชายา
"บ่าวเรียกคุณหนูแล้วกันเจ้าค่ะ วันพรุ่งครบรอบที่วันที่อดีตเสิ่นฮูหยินจากไปสุสานนางอยู่นอกเมือง ไม่ไกลจากวัดเซิ้งหลายปีมานี้คุณหนูไปยอมไปทำพิธีเซ่นไหว้มารดา ปีนี้ท่านไปนะเจ้าคะ" นับตั้งแต่ที่เหยาเมิ่งมารดาของเสิ่นชีสิ้นไป
เสิ่นชีก็ไม่เหมือนเดิมนิสัยแปลกไปมาก จากกุลสตรีที่เรียบร้อยกลายเป็นสตรีที่หน้าหนาแต่งหน้าจัดจ้านวิ่งไล่ตามบุรุษอย่างชินอ๋อง
เคยเรียนศิลปะทุกแขนงได้ทีหนึ่ง เพลงพิณ หมากล้อม ภาพวาด กลอน พอมารดาเสียไปคุณหนูของนางเล่นศิลปะมิได้ราวกับว่าไม่เคยเรียน
"ข้าจะไป แม่นมข้าโดนวางยาพิษคาดว่าเป็นเวลาห้าปีแล้ว ตั้งแต่ท่านแม่จากไป งานวันคล้ายวันเกิดท่านปู่ วันนั้นที่ข้าตื่นมาได้เสียกับชินอ๋อง" ไม่ต้องบอกว่าเป็นมือผู้ใด
แม่นมจินก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ความทรงจำทุกอย่างไหลเข้าสมองของเสิ่นชี ไม่มีทางที่คุณหนูอย่างเสิ่นชีถูกเหยาเมิ่งสอนมาอย่างดีจะกลายเป็นสตรีโคมเขียวไปได้
มีเพียงเสิ่นชีโดนแม่เลี้ยงอย่างสวีเนียนวางยาพิษถึงได้กลายเป็นคนโง่เขลาเช่นนั้น ในยามนั้นบุตรสาวคนรองอย่างเสิ่นอีอีอายุเพียงสิบปีเท่านั้น ยามนี้เสิ่นอีอีก็สิบห้าปีแล้วถึงยามได้ออกเรือนแล้ว
"แม่นมไม่ต้องห่วงของของข้ายังไงข้าก็จะทวงคืนจากสวีเนียนแน่นอน" ยามนี้ปล่อยคนพวกนั้นได้ใจไปก่อน นางคือเสิ่นชีแพทย์ทหารมาจากโลกอนาคตหาใช่เสิ่นชีคนก่อนที่จะให้คนพวกนั้นรังแกได้
ในโลกแห่งนี้หนทางการเป็นพระชายาชินอ๋อง เสิ่นชีคิดว่านางไม่ต้องการคนไร้หัวใจอย่างชินอ๋องมาเป็นสามีจริง ๆ แม้แต่สามแฝดเขายังไม่ยอมรับเลย นางจะหาทางหย่ากับเขา ส่วนบ้านเดิมนางจะกลับไปขอโทษท่านปู่และบิดา
เช้าวันถัดมาแม่นมจินไปแจ้งกับชินอ๋องว่าวันนี้ครบกำหนดมารดาของเสิ่นชีกระนั้นชินอ๋องให้นางยืมรถม้าไปที่สุสานนอกเมือง
"ท่านอ๋องใจดีเกินไปแล้วนะเพคะ" ชูเยียนใบหน้าปกปิดด้วยผ้าขาวบาง เนื่องจากนางโดนตบจนใบหน้าบวม ในใจยังมีความแค้นต่อเสิ่นชีอย่างมาก
"ให้นางไปเถอะส่วนเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ" เขาไล่ชูเยียนออกไป
หวังจือคิดร้ายต่อเสิ่นชีมันก็สมควรแล้วหญิงจิตใจชั่วร้ายปานนั้น...
เสิ่นชีมองสุสานมารดาป้ายวิญญาณเหยาเมิ่ง นางกับสามแฝดเผากระดาษเงินกระดาษทองให้มารดา
"ท่านแม่ดูเจ้าแฝดทั้งสามคนนี่สิเจ้าคะ พวกนางน่าชังมาก"
"เสี่ยวเจียคารวะท่านยาย" เสี่ยวเจียวางจอกน้ำชาลง
"เสี่ยวเม่ยเมยคารวะท่านยาย" วางจอกน้ำชาลงเช่นกัน
"เสี่ยวซานเม่ยคารวะท่านยาย" จอกน้ำชาใบที่สามวางลงไป
"ท่านแม่ปีนี้เป็นปีแรกที่ข้าพาหลานสาวทั้งสามมาคารวะท่านหวังว่าท่านจะให้อภัยบุตรสาวอกตัญญูเช่นข้า" เสิ่นชีกับสามแฝดโขกศีรษะให้ป้ายวิญญาณของเหยาเมิ่งสายลมพัดหวีดหวิวทำให้ใบไผ่หล่นลงมาเป็นอันว่ามารดาของนางรับรู้แล้ว
ภายในรถม้าสามแฝดพลันหลับอย่างสบายเสิ่นชีไม่คิดว่าชินอ๋องผู้ใจดำจะให้นางยืมรถม้า ซึ่งในตอนนั้นนางคิดว่าจะเช่ารถม้า แม่นมจินในตอนนั้นเดินมาด้วยความดีอกดีใจที่ชินอ๋องให้ยืมรถม้ามาสุสานนอกเมือง
"คุณหนูจะไปหาท่านปู่วันไหนเจ้าคะ"
"ไม่นานหรอก"
"วัดเซิ้งบ่าวได้ยินมาว่าหากผู้ใดขอพรที่วัดเซิ้งจะสมหวังทุกประการ คุณหนูไม่ลองไปขอพรดูบ้างรึเจ้าคะ"
ขอพรอย่างนั้นรึนางจะขอพรให้นางเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงที่สุดในใต้หล้า คิดได้กระนั้นนางจึงสั่งสารถีมุ่งหน้าไปที่วัดเซิ้ง
เสียงประทัดหมื่นนัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอำเภอ ควันสีขาวลอยคลุ้งพร้อมกับกลิ่นดินปืนที่หอมอบอวล วันนี้คือวันมงคลสมรสระหว่าง หลินเฟิง นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และ เสิ่นจู เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารชื่อดังร้าน "ครัวเสิ่นจู" ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่ดูหรูหราและอบอุ่น ตัวอักษร "ซังฮี้" ความสุขคู่ สีแดงตัวใหญ่ถูกติดไว้ทั่วร้าน โคมไฟสีแดงส่องสว่าง แขกเหรื่อมากมายทั้งนายทหาร เพื่อนบ้าน และลูกค้าขาประจำต่างมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่งเสิ่นจูอยู่ในชุดเจ้าสาวกี่เพ้าสีแดงสดที่ตัดเย็บด้วยฝีมือตัวเอง โดยมีจักรเย็บผ้าสินสอดเป็นตัวช่วยขับผิวขาวผ่องให้ดูเปล่งประกายราวกับไข่มุกเม็ดงาม ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางบางเบาแต่ดูสวยสะกดทุกสายตา"แม่สวยที่สุดในโลกเลยจ้ะ" เจียงเปาเปาในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งเข้ามากอดเอวแม่"ลูกสาวแม่ก็น่ารักที่สุดจ้ะ" เสิ่นจูยิ้มหวาน หัวใจพองโตด้วยความสุขที่แท้จริงแต่ในมุมมืดหน้าร้าน รถเก๋งเก่าๆ คันหนึ่งแล่นมาจอดเงียบๆ เจียงลี่ก้าวลงมาจากรถในชุดเดรสสีขาวที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตาซ่อนมีดโกนไว้ นางถือถาดไม้ที่มีกาน้ำชาและถ้วยชาเคลือบใบสวยมาด้วย โดยมีเจียงฉงเดินตามหลังมา
หมู่บ้านตระกูลเสิ่นตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลและกันดารยิ่งกว่าหมู่บ้านเหอผิง สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมบ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้น แต่นั่นไม่ใช่เพราะโชคชะตา หากแต่เป็นเพราะความเกียจคร้านของคนในหมู่บ้านเจียงฉงเดินลัดเลาะมาตามทางเกวียนที่เต็มไปด้วยโคลนตม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านดินหลังหนึ่งที่หลังคามุงด้วยฟางเน่าๆ"พ่อตา แม่ยาย! ลูกเขยผู้กตัญญูกลับมาเยี่ยมแล้ว!" เจียงฉงตะโกนเรียกเสียงดังไม่นานนัก ชายชราหลังค่อมหน้าตาบอกบุญไม่รับ และหญิงชราปากคอเราะร้ายก็เดินออกมา ทั้งคู่คือ ผู้เฒ่าเสิ่น และ นางเสิ่น พ่อแม่แท้ๆ ของเสิ่นจู ผู้ที่เคยขายลูกสาวกินเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อแลกกับข้าวสารเพียงสองกระสอบ"ไอ้เจียงฉง? แกมาทำไม ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นหัว" ผู้เฒ่าเสิ่นถามเสียงห้วน พลางถ่มน้ำหมากพุ่งปรี๊ดลงพื้น"ฉันเอาข่าวดีมาบอกจ้ะพ่อ" เจียงฉงรีบปั้นหน้าเศร้า "ตอนนี้เสิ่นจู... ลูกสาวพ่อ มันหย่ากับฉันแล้ว มันทิ้งผัวทิ้งลูกหนีไปเสวยสุขในเมือง""มันจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมัน ขายไปแล้ว ขาดกันแล้ว" นางเสิ่นตัดบทอย่างไม่ใยดี นางไม่เคยรักลูกสาวคนนี้อยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นลูกสาวที่
กิจการร้าน "ครัวเสิ่นจู" ดำเนินไปได้อย่างสวยงามเกินความคาดหมาย เพียงเปิดร้านได้ไม่ถึงเดือน เสิ่นจูก็สามารถคืนทุนค่าตกแต่งร้านได้ทั้งหมด และเริ่มมีเงินเก็บก้อนโตนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเที่ยงวันนี้ ลูกค้าแน่นร้านจนแทบไม่มีที่เดิน กลิ่นหอมของบะหมี่เนื้อตุ๋นสูตรลับ ใส่น้ำวิเศษ ลอยอบอวล ผสมกับเสียงพูดคุยจอแจอย่างมีความสุข เสิ่นจูในชุดเถ้าแก่เนี้ยสวยสง่ายืนคิดเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มแต่ทว่า ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน"เฮ้ย! หลีกไป! กูจะเข้าไปหาเจ้าของร้าน!"เสียงตะโกนหยาบคายดังมาจากหน้าร้าน พร้อมกับร่างผอมโซของชายวัยกลางคนในชุดสกปรกมอมแมมที่เดินเบียดลูกค้าเข้ามา กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวของเขาทำให้ลูกค้าหลายคนต้องยกมือปิดจมูกด้วยความรังเกียจเจียงฉงมาถึงแล้วหลังจากได้รับจดหมายยุยงจากเจียงลี่ ความโลภก็บังตาจนลืมความกลัวคุกตะราง เขารีบเดินทางกลับมาจากที่ซ่อนตัวทันทีที่รู้ข่าวว่าอดีตเมียรวยล้นฟ้า"เสิ่นจู! นังเสิ่นจู! ออกมาหากูเดี๋ยวนี้!" เจียงฉงตะโกนลั่นร้าน ตบโต๊ะเก็บเงินดัง ปังเสิ่นจูเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ทันทีที่เห็นหน้าอดีตสามี แววตาของนางไม่ได้มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงค
หลังจากเหตุการณ์สงครามราคาขนมไข่จบลงด้วยชัยชนะของของแท้ กิจการ "ขนมไข่แม่จู & เปาเปา" ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นทวีคูณจนรถเข็นคันงามเริ่มรับมือไม่ไหว ขนมทำมาเท่าไหร่ก็หมดเกลี้ยงภายในพริบตาแต่อุปสรรคใหม่ก็เข้ามาเยือนพร้อมกับฤดูกาล ฝนฤดูใบไม้ผลิเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน การเข็นรถขายของตากฝนทำให้เสิ่นจูเริ่มมีอาการไอคอกแคก และลูกค้าก็ไม่สะดวกมายืนต่อแถวตากฝนซื้อ"แม่จ๊ะ หนูว่าถึงเวลาที่เราต้องมีหน้าร้านเป็นหลักแหล่งแล้วนะจ๊ะ"เจียงเปาเปาเสนอความคิดขณะช่วยแม่นวดขาที่ปวดเมื่อยจากการยืนนาน "ขืนขายตากฝนแบบนี้ เดี๋ยวแม่ป่วยไปจะไม่คุ้มกัน"เสิ่นจูถอนหายใจ "แม่ก็อยากมีร้านนะลูก แต่ค่าเช่าที่ในเมืองมันแพงหูฉี่ เราจะมีปัญญาจ่ายไหวหรือ""เรื่องนั้นให้ผมจัดการเองครับ"หลินเฟิงที่แวะมาทานข้าวเย็นตามปกติเอ่ยขึ้น เขาวางตะเกียบลงแล้วหยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ"ผมไปดูที่ทางมาให้แล้ว เป็นตึกแถวชั้นเดียวเก่าๆ ใกล้กับโรงภาพยนตร์อำเภอ เจ้าของเดิมเขาแก่แล้วทำต่อไม่ไหวเลยประกาศเซ้งราคาถูก ทำเลดีมาก คนพลุกพล่านทั้งวันทั้งคืน ถ้าคุณสนใจ พรุ่งนี้ไปดูกันได้เลย"ดวงตาของเสิ่นจ
ภายในห้องครัวของบ้านตระกูลเจียงที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน เจียงลี่ยืนกอดอกสั่งการพี่สะใภ้ทั้งสองราวกับผู้คุมนักโทษ"ใส่ไข่ให้น้อยลงอีก! แป้งน่ะใส่เข้าไปเยอะๆ แล้วก็น้ำตาลทรายแดงมันแพง ใช้ ขัณฑสกร ดีน้ำตาลแทน หวานเหมือนกันแต่ถูกกว่าร้อยเท่า" เจียงลี่สั่งเสียงเขียวเมิ่งอี้และหยูหลินหน้ามันย่องง่วนอยู่หน้าเตา ทั้งสองคนเหงื่อตกพลั่กๆ ขณะพยายามทำ "ขนมไข่" เลียนแบบสูตรของเสิ่นจู ตามคำบัญชาของน้องสามีผู้มีการศึกษา"อาลี่ แต่ถ้าใส่น้ำเยอะขนาดนี้ ขนมมันจะไม่ฟูนะ แถมกลิ่นคาวไข่ก็แรงด้วย" เมิ่งอี้ท้วงติง นางเคยแอบดูเสิ่นจูทำขนมมาก่อน พอจะรู้ว่าต้องใช้ไข่ล้วนๆ ถึงจะอร่อย"พี่อย่ามาอวดรู้หน่อยเลย" เจียงลี่เชิดหน้า "ชาวบ้านพวกนั้นลิ้นจระเข้จะตาย แยกไม่ออกหรอกว่าอันไหนของดีของเลว ขอแค่หวานๆ มันๆ ราคาถูกๆ พวกมันก็ซื้อกันแล้ว เป้าหมายของเราคือแย่งลูกค้าและทำลายร้านนังเสิ่นจูให้ย่อยยับ ไม่ใช่ทำขนมส่งประกวด"ย่าเจียงนั่งนับเงินลงทุนก้อนสุดท้ายที่ขูดรีดมาจากเจียงซัว เงินที่ซ่อนไว้และยังไม่ได้ใช้กินเหล้านางมองดูขนมไข่หน้าตาบิดเบี้ยว สีซีดเซียว และมีกลิ่นตุๆ ที่เพิ่งนึ่งเสร็จ"มันจะขายได้แน่เหรอลูก หน้าตา
บ่ายวันศุกร์ รถโดยสารประจำทางแล่นเข้ามาจอดที่ปากทางหมู่บ้านเหอผิง หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม นางสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกระโปรงพลีทสีน้ำเงินเข้ม สวมรองเท้าหนังขัดมันวาว บนข้อมือมีนาฬิกาเรือนเล็กสวมอยู่ ดูผิดแผกไปจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปนางคือ เจียงลี่ ลูกสาวคนเล็กสุดท้องของตระกูลเจียง ผู้เป็นความหวังและความภาคภูมิใจของย่าเจียง เพราะนางเป็นคนเดียวที่ได้เรียนหนังสือสูงๆ ในวิทยาลัยครูในตัวเมืองเจียงลี่เดินเชิดหน้าเข้าหมู่บ้าน สายตาเหยียดมองสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยด้วยความรังเกียจ นางใฝ่ฝันที่จะได้แต่งงานกับคนรวยในเมืองและทิ้งบ้านนอกคอกนานี้ไปให้พ้นเมื่อมาถึงบ้านตระกูลเจียง สภาพความทรุดโทรมและบรรยากาศอึมครึมภายในบ้านทำให้นางขมวดคิ้ว"แม่จ๋า หนูกลับมาแล้ว""อาลี่ ลูกแม่" ย่าเจียงรีบวิ่งออกมาต้อนรับ กอดลูกสาวคนโปรดแน่น "แม่คิดถึงลูกจะแย่ ผอมลงไปหรือเปล่าเนี่ย เรียนหนักสินะ""แม่จ๊ะ ที่บ้านเกิดอะไรขึ้น ทำไมดูเงียบเหงาแบบนี้ แล้วพี่รองหน้าไปโดนอะไรมา" เจียงลี่ถามเมื่อเห็นรอยช้ำบนหน้าเจียงซัวทันทีที่เปิดช่อง ย่าเจียงและเมิ่งอี้ก็ผลัดกันเล่าเรื่องวีรกรรมของเสิ่นจู
เช้าของวันถัดมาฟ่านเหอกับฟ่านหยงมาหาเสิ่นชีที่จวนอ๋องมอบเงินหนึ่งพันตำลึงให้เสิ่นชีที่ถือสัญญาไปทวงถึงจวนอ๋อง ในตอนนั้นสองพี่น้องสกุลฟ่านเห็นเหมียวเจียงกำลังจะขึ้นรถม้าไปวัดนางชีซัวอ๋องเห็นสัญญานี้แล้วแทบจะกระอักเลือดทั้งมอบเงินให้ทั้งก่นด่าเหมียวเจียงไม่เหลือชิ้นดี"ขอบใจเจ้าทั้งสองมากเงิ
เสิ่นชีไม่คิดว่านางกำนัลจะทำชุดของนางเลอะไปหมดแล้วยิ่งต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงช่วงบ่ายเสียด้วย"บ่าวขออภัยพระชายาชินอ๋องเพคะ บ่าวมิได้ตั้งใจ" นางกำนัลผู้นั้นมือสั่นหมดแล้วทุกสายตามองไปที่เสิ่นชี ชายาชินอ๋องนิ่งมากทุกคนคิดว่าเสิ่นชีจะต้องด่าทอนางกำนัลคนนี้เป็นแน่แท้ "ช่างเถอะ" เสิ่นชีเอ่ยอย่างไม่สนใจ
เลิ่นชีมาถึงโต๊ะอาหารรับประทานไปได้ไม่กี่อย่าง สามแฝดนั่งลงประจำที่ล้วงตั๋วเงินในสาบเสื้อออกมาให้มารดาดู"พวกเจ้าเอาเงินมาจากไหน" เสิ่นชีมองเจ้าแฝดยื่นตั๋วเงินให้นาง"พระชายา คุณหนูน้อยทั้งสามลงขันเดิมพันว่าท่านจะต้องเป็นผู้ชนะ สุดท้ายจึงได้เงินมาเจ้าค่ะ" แม่นมจินเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ ในความฉลาดข
พระชายาซัวอ๋องถึงกับตกใจเมื่อได้ยินว่าเสิ่นชีไม่รู้จักพวกนาง เสิ่นชีรู้จักดีเลยล่ะแต่แกล้งไม่รู้จัก ตงฮวากับลีฟางทำไมพวกนางจะไม่รู้จักเสิ่นชีเมื่อห้าปีก่อน ห้าปีก่อนเมืองต้าเยียนแข่งยอดสาวงามอันดับหนึ่งเสิ่นชีเข้าร่วมด้วยไม่ดูความสามารถตัวเองศิลปะทุกแขนงของเสิ่นชีล้วนแต่แพ้ราบคาบตกรอบทุกคร







