เข้าสู่ระบบ“แต่ข้ากลับดีใจที่พวกเขาเห็นแก่เงิน ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มีวาสนาได้แต่งเจ้ามาเป็นภรรยา เอาล่ะ เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก รีบเดินเถอะ”
หลังจากเดินขึ้นเขามาได้หนึ่งชั่วยามก็มาถึงป่าลึกชั้นใน พวกเขาตัดสินใจพักดื่มน้ำ จากนั้นเหล่าชายฉกรรจ์ก็เริ่มที่จะออกสำรวจภายในป่าเพื่อมองหาถ้ำที่มีขนาดใหญ่สำหรับใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอเดินทางกลับบ้านเกิดที่หยางโจว
ชาวบ้านหลี่เจียชุนพบถ้ำขนาดใหญ่อยู่ไกลออกไปจากจุดพักสิบลี้ ทั้งหมู่บ้านตกลงที่จะเข้าไปพักในถ้ำด้วยกัน ยกเว้นครอบครัวของหลี่เจี้ยนกั๋ว เพราะเสิ่นหงเจินต้องการติดตามเสิ่นเทียนหยางผู้เป็นพี่ชาย เมื่อเห็นว่าชาวบ้านหลี่เจียชุนได้ที่พักแล้ว แต่ทว่าพวกเขายังหาถ้ำไม่พบ จึงได้ออกเดินทางกันต่อ หลังจากเดินมาได้สองเค่อก็พบถ้ำขนาดใหญ่ที่พอจะให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้ทั้งหมู่บ้าน ถ้ำที่หาพบอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับถ้ำของหมู่บ้านหลี่เจียชุนแต่ไม่ไกลกันมากนัก
เสิ่นเทียนหยางไม่ต้องการพักรวมกับชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน พวกเขาจึงตัดสินใจเดินผ่านกำแพงหินเข้าไป เสิ่นอิงอิงเห็นว่าภายในกำแพงหินนี้มีเนื้อที่กว้างขวางพอให้พวกเขาได้ปลูกกระท่อมหรือสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ของแต่ละครอบครัวเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ที่สำคัญกำแพงหินพวกนี้ยังสามารถป้องกันลมหนาวได้เป็นอย่างดี ทางเข้าไปในกำแพงหินนี้ยังอยู่หลังกำแพงเถาวัลย์นับว่าปลอดภัยอย่างยิ่ง ที่สำคัญอยู่ห่างจากถ้ำที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงสามลี้เท่านั้น
“เอาล่ะ พวกเราจะอยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็เลือกที่ที่จะสร้างบ้านก่อน ส่วนตัวข้าคิดว่าจะสร้างจากไม้ ในป่ามีไม้บางต้นที่ตายแล้วเราสามารถตัดแล้วมาสร้างบ้านได้”
“เทียนหยาง เช่นนั้นเราจะสร้างบ้านของเจ้าก่อน จากนั้นก็ค่อยสร้างบ้านของคนอื่น” ไป๋เฉียนโจว
“ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วย สร้างบ้านของเจ้าสองคนก่อน จากนั้นก็ค่อยสร้างบ้านของน้องสาวข้า ส่วนบ้านของข้าเอาไว้ทีหลัง พวกเจ้ามีคนในครอบครัวหลายคน อีกทั้งท่านลุงท่านป้าก็อายุมากแล้ว”
“แต่ว่า..”
"ไม่มีแต่ เอาตามนี้ วันนี้พวกเราทำเพิงที่พักกันก่อน ส่วนเรื่องตัดไม้สร้างบ้านเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"
“ตกลง”
“ท่านพ่อ เรื่องหาอาหารกับน้ำดื่ม ยกให้เป็นหน้าที่ของข้ากับพวกพี่ใหญ่ อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ยังมีพี่ชายไป๋ชิง พี่ชายฟู่เหลียง ส่วนลูกพี่ลูกน้องสองคนก็สามารถไปหาผักป่ากับพวกเราได้ พวกท่านเร่งมือสร้างบ้านให้เสร็จก็พอ หากว่าพวกเราพบแหล่งน้ำแล้วไม่สามารถเอากลับมาได้จะมาตามพวกท่านไปขนกลับมาเจ้าค่ะ”
“ในป่าอันตรายมาก พวกเจ้าต้องระวังเข้าใจหรือไม่”
“ท่านพ่อวางใจได้ ข้ารู้หนักเบา อีกอย่างพี่ใหญ่กับพี่รองยังมีพี่ชายไป๋กับพี่ชายฟู่ ท่านพ่อไม่ต้องห่วง”
“ลำบากเจ้าแล้วลูกสาว”
“ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากหาที่พักได้แล้วทุกคนก็เริ่มที่จะสร้างเพิงที่พักก่อนเป็นอันดับแรก ตอนนี้ครอบครัวเสิ่นมีคนเพิ่มมา เสิ่นเทียนหยางจึงสร้างเพิงที่พักให้ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เย่อันซื่อที่ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วแต่เขายังถือว่าเป็นคนป่วยไม่สามารถช่วยเหลืองานใด ๆ ได้
“อิงอิง ดูแลแมวของลูกให้ดีหน่อย อย่าให้มันเดินเพ่นพ่านไปมา”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“น้องสาว ตั้งชื่อให้เจ้านี่หรือยัง” เยว่ฉี
“เรียกมันว่าเสี่ยวจินก็แล้วกันเจ้าค่ะพี่ใหญ่”
“พี่ใหญ่ พวกเราจะออกไปหาฟืนกันแล้ว” เยว่เทียนตะโกนเรียกพี่ชาย
“ข้าไปด้วย พวกท่านรอข้าด้วย เสี่ยวจินเจ้าไปอยู่กับพี่ชายอันซื่อก่อน ตกลงไหม เอาไว้ข้ากลับมาจะเอาของอร่อยมาให้เจ้ากิน”
เย่อันซื่อมองดูเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่เอาลูกแมวที่ได้รับบาดเจ็บมายัดใส่มือของเขาแล้วรีบวิ่งตามหลังพวกพี่ชายไปทันที เขาโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวที่ดีเช่นนี้ แต่ชีวิตต่อจากนี้ของเขาไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไป เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อแก้แค้นให้กับครอบครัว คนเหล่านั้นต้องได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อขึ้น สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือต้องมีชีวิตอยู่รอดและใช้ชีวิตให้ดี
“อิงอิง แมวของลูกลูกก็ควรดูแลมันเอง เหตุใดถึงได้เอาไปให้คนป่วยอย่างพี่อันซื่อดูแลเล่า เจ้าลูกคนนี้”
“ท่านแม่ คนป่วยอยู่กับแมวป่วยก็ดีแล้วนี่เจ้าคะ ข้าไปล่ะ ประเดี๋ยวจะมืดก่อน”
“เจ้าลูกคนนี้นี่ อันซื่อ เจ้าอย่าได้ถือสานางเลยนะ”
“ท่านอาหญิง ข้าจะไปถือสานางได้อย่างไรขอรับ นางเป็นคนช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ถือว่านางเป็นผู้มีพระคุณของข้าขอรับ”
“เอาล่ะ เจ้าก็พักผ่อนเถอะไม่ต้องกังวลเรื่องอันใด”
“ข้าทราบขอรับ”
เสิ่นอิงอิงวิ่งตามหลังพี่ชายมา ตามมาด้วยไป๋ชิงกับฟู่เหลียง ทั้งห้าคนออกจากกำแพงหินไปหาฟืนในป่า เสิ่นอิงอิงพาพี่ชายเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก ระหว่างทางพวกเขาพบผักป่ามากมาย เมื่อเดินมาได้พักใหญ่ก็พบว่ามีป่าไผ่อยู่อีกด้าน ส่วนพวกชาวบ้านที่จับจองที่พักในถ้ำและจัดข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ต่างจับกลุ่มกันเข้าป่าเพื่อหาอาหารและฟืนเช่นเดียวกัน
บ้านใหญ่เสิ่น เสิ่นหงอันกับภรรยาและลูกทั้งสามคนก็ออกไปหาอาหารในป่า อาจจะเป็นเพราะว่าป่ามีความอุดมสมบูรณ์อยู่มากทำให้สามารถหาผักป่าได้เป็นจำนวนมาก นอกจากผักป่าแล้วยังมีเห็ดหูหนูดำที่สามารถพบเห็นได้ง่ายในป่าแห่งนี้ ส่วนแหล่งน้ำนั้นพวกเขายังไม่สามารถหาแหล่งน้ำได้ หัวหน้าหมู่บ้านบอกเอาไว้ว่าพรุ่งนี้จะส่งชาวบ้านออกไปตามหาแหล่งน้ำ
“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่ว่าพวกเรามีความสุขดีหรือเจ้าคะ ตอนนี้ท่านพ่อมีอายุไขที่ยืนยาว ยังสามารถอยู่กับพวกเราได้อีกร้อยปี”“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะการกลับมาของลูกหรือ หากลูกไม่กลับมาครอบครัวของพวกเราก็คงไม่สามารถมีวันนี้ได้”“ท่านพ่อ นี่ท่านพ่อรู้หรือเจ้าคะ ตลอดเวลาท่านพ่อรู้ว่า ..”“ไม่เพียงแค่พ่อเท่านั้นที่รู้ แม่ของลูกเองก็รู้เช่นกัน รู้เรื่องของลูก แต่เรื่องของพ่อนางไม่รู้หรอก เจ้าอย่าได้ไปบอกนางเชียวนะ”“เหตุใดถึงได้เป็นเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”“ตอนที่ลูกเกิดมา แม่กับพ่อได้พาลูกไปไหว้พระที่วัดบนเขา นักพรตเต๋าชราทำนายเอาไว้ว่า ลูกสาวของเจ้าเป็นคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ชีวิตครอบครัวของพวกเจ้าล้วนแต่ต้องพึ่งพานาง แต่เป็นเพราะเคราะห์กรรมเก่าของนาง ทำให้นางต้องพบเจอกับภัยพิบัติจนถึงแก่ชีวิต แต่นักพรตชราได้บอกกับพวกเราต่อไปว่า พวกเจ้าไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องเสียใจ หลังจากนั้นจะดีเอง เก่าไม่ไปใหม่ไม่มา และที่กลับมาก็คือลูกสาวที่แท้จริงของพวกเจ้า นางเพียงแค่หลงทางไปเท่านั้น” “เช่นนั้นแล้ว เช่นนั้นแล้ว ข้าไม่ได้ทะลุมิติมาเกิดใหม่ ข้าไม่ได้มายึดเอาร่างกายของผู้อื่น ไม่ได้ยืมร่างคืนชีพ แต่
วันเวลาแห่งความสุขนั้นมักผ่านไปเร็วเสมอ จากเสิ่นอิงอิงหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่ได้ทะลุมิติมาอยู่ในโลกโบราณแห่งนี้เป็นเวลาแปดปีแล้ว ตลอดเวลาแปดปีที่ผ่านมานั้นได้ผ่านเรื่องราวมากมาย จากชีวิตที่ยากลำบากเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง แต่เพราะเสิ่นอิงอิงได้เดินทางข้ามเวลามาพร้อมกับมิติวิเศษ ถือว่าเป็นพรจากพระเจ้าและเป็นตัวช่วยให้อยู่รอดได้อย่างไร้กังวลในยุคโบราณที่กำลังประสบกับปัญหาภัยแล้ง หลังจากนั้นเดินทางไปจนถึงเมืองเป่ยโจวพร้อมกับชาวบ้านหมู่บ้านเสิ่นเจียชุน พวกเขาหวังว่าจะสามารถผ่านเข้าเมืองไปได้ แต่ทว่าเจ้าเมืองกลับปิดประตูเมืองไม่ยอมให้ผู้อพยพเข้าไปในเมืองได้แม้แต่คนเดียว นอกจากจะไม่เปิดประตูเมืองแล้วเขายังยักยอกเสบียงอาหารที่ทางการส่งมาช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชน นอกจากจะยักยอกเสบียงแล้วเขายังสั่งให้ทหารรักษาเมืองลงมือสังหารผู้ลี้ภัยที่หน้าประตูเมือง เสิ่นอิงอิงคิดว่าตัวเองมีโอกาสได้มาเกิดใหม่แล้วแต่จะต้องมาหิวตายอีกครั้งหลังจากเกิดมาได้ไม่นาน ถึงแม้ว่าจะไม่อดตายเพราะนางมีมิติวิเศษ แต่ถ้าหากให้คนอื่นรู้ว่านางมีอาหารอยู่ในมือ ครอบครัวของนางและตัวนางเองก็จะต้องถูกผู้ลี้ภัยหรืออาจจะเ
“พวกเจ้าไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว จะได้มากินข้าว” มู่หลิวอิงเห็นว่าใกล้จะได้เวลาอาหารแล้วจึงได้มาเร่งลูก ๆ ของนาง“ขอรับท่านแม่ แต่ว่าไม่รอท่านพ่อก่อนหรือขอรับ” เยว่อวี้“ท่านพ่อของพวกเจ้าจวนจะกลับมาถึงบ้านแล้ว รีบไปอาบน้ำเร็วเข้า”“ขอรับท่านแม่” เมื่อลูกชายทั้งหกคนต่างแยกย้ายไปอาบน้ำที่เรือนนอนของตัวเอง ส่วนลูกสาวของนางนั้นไปเก็บผลไม้ที่สวน ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานางรู้ดีว่าหากไม่มีลูกสาวชีวิตของครอบครัวจะไม่มีทางดีขึ้นแน่นอน เสียดายที่นางมีลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนลูกชายนั้นนางกลับคิดว่าพวกเขามีมากเกินไปจนน่าปวดหัว ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะเป็นเด็กดีรู้ความและไม่เคยทำให้นางกับสามีลำบากใจเลยสักครั้ง ก่อนเวลาอาหารเย็นเล็กน้อยหนานกงเทียนหยางก็กลับมาถึงบ้าน เมื่อเขากลับมาถึงก็พบว่าวันนี้ลูก ๆ ของเขากลับบ้านกันครบทุกคนแล้ว นานมากแล้วที่ครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ ตอนนี้ก็ขาดแค่ท่านพ่อกับท่านแม่ของเขาเท่านั้น ไม่รู้ว่าตาเฒ่านั่นพาท่านแม่ของเขาไปที่ใดและตอนนี้เดินทางไปถึงไหนกันแล้ว เมื่อไหร่จะกลับมา “ท่านพ่อ รีบไปล้างมือเถอะเจ้าค่ะ จะได้กินข้าว”“ตกลง รอพ่อไม่นาน”“พี่สาวไฉ่
“แล้วเจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดที่มีความสามารถเหนือเจ้า ร่ำรวยเหนือเจ้ารึ ในเป่ยฉีนี้ เจ้าไม่คิดบ้างว่าตอนนี้เจ้ามีฐานะอันใด เหตุใดเจ้าไม่คิดว่าแค่เขาเป็นคนดีก็พอแล้ว ในชีวิตนี้ของเจ้าไม่ขาดแคลนอันใด หรือเจ้าอยากได้สามีเป็นคนเลวทรามอย่างนั้นรึ” เสี่ยวมาว“เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่เขลาถึงเพียงนั้นรึเสี่ยวมาว นี่เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าอยากมีสามีเป็นคนเลวทราม เหตุใดข้าถึงไม่เป็นคนเลวทรามเองเสียเล่า แบบนี้เจ้าว่าดีหรือไม่”“ข้าจะไปรู้กับเจ้ารึ ข้ายังหาภรรยาไม่ได้เลย ใครจะสนกันล่ะว่าเจ้าจะเป็นคนเลวทรามหรือไม่ ข้าจะนอนไม่คุยกับเจ้าแล้ว”“ข้าก็จะไปเล่นกับเด็กในหมู่บ้าน ข้าไม่อยากรับฟังปัญหาสามีภรรยาของเจ้า” ต้าเฮย“ข้าจะไปหาสมบัติมาเก็บเอาไว้ให้เสี่ยวจื้อกับเสี่ยวจ้าน ข้าไม่มีเวลามานั่งฟังปัญหาของเจ้าเช่นเดียวกัน” เสี่ยวจิน“นี่ พวกเจ้า พวกเจ้า ให้ตายสิ เจ้าพวกนี้นี่”มู่หลิวอิงได้ยินลูกสาวพูดคุยกับเหล่าสหาย นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง พ่อสามีกับสามีของนางหวงลูกสาวและหลานสาวมาก เกรงว่าในตอนที่ลูกสาวต้องออกเรือนจริง ๆ ตาเฒ่าสองคนนี้คงไม่อยู่เฉย ๆ แน่ ดูท่าแล้วเส้นทางของลูกเขยในอนาคตของนางคงไม่
“พี่รองท่านไปกับต้าเฮยเถอะ พี่สาม พี่ใหญ่ พวกท่านไปรายงานให้ท่านปู่กับท่านพ่อทราบ ส่วนข้าจะรอเก็บ มดปลวกที่ยังเล็ดลอดเข้ามา”“ตกลง”หลังจากเกิดเหตุการณ์เสนาบดีซ้ายเหวินเฟยหลางสมคบคิดกับต่างแคว้น วันเวลาก็ผ่านไปแล้วนับสองเดือน และเหล่าพี่ชายก็ได้เดินทางไปรับตำแหน่งตามหน้าที่ของพวกเขา ถึงแม้ว่าบ้านจะดูเงียบเหงาไปบ้างแต่เพราะมีน้องชายฝาแฝดอยู่และทั้งสองยังคอยสร้างรอยยิ้มให้กับครอบครัว มู่หลิวอิงคิดถึงลูก ๆ ของนางมาก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเติบโตและมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่คนเป็นแม่เช่นนางก็อดเป็นห่วงพวกเขาไม่ได้ หนานกงเทียนหยางเองทำได้เพียงแค่ปลอบใจภรรยาเท่านั้น ตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว อิงอิงคิดว่าจะทำกุนเชียงกับเบคอนให้มากหน่อย นางต้องการส่งอาหารแห้งเหล่านี้ไปให้พี่ชายทั้งสี่คน แม้ว่าหนานกงเยว่เทียนจะไปประจำอยู่ที่ชายแดนในเวลาที่บ้านเมืองสงบสุขเช่นนี้ แต่เขาไม่ได้กลับบ้านมาบ่อยนัก ที่ชายแดนทหารยังคงมีการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ต่างแคว้นในตอนนี้แม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้ารุกรานเป่ยฉีแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่มีความคิดเลยเสียทีเดียว พวกเขาเพียงแค่รอดูท่าทีเท่านั้น ตอนนี้น
นอกจากนี้ไท่จื่อเฟยก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายให้กับองค์รัชทายาทแล้วถึงสองคน และตอนนี้ไท่จื่อเฟยก็กำลังตั้งครรภ์อยู่ ทำให้เสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่พอใจเป็นอย่างมาก อำนาจในมือของเขาแต่เดิมทีได้ควบคุมกรมคลังรวมไปถึงกรมวานิชย์หลวง เดิมทีเขาได้ส่วนแบ่งจากการนำเข้าเกลือจากต่างแคว้นมากกว่าครึ่งเพราะเป็นเกลือคุณภาพต่ำแทบจะไม่มีราคาค่างวดอันใดเลยถูกเหมือนให้เปล่า แต่พอเอาเข้ามาขายในแคว้นเป่ยฉีเกลือกลับเป็นสิ่งที่มีราคาแพงมากและเป็นของหายาก แต่แล้วเงินทองและความมั่งคั่งที่เขาสมควรจะได้นั้นต้องมาพังทลายลงเพราะหลานสาวของชินอ๋อง อ้อ มันก็เป็นหลานสาวของฮ่องเต้ด้วยนั่นล่ะ วันดีคืนดีก็สามารถผลิตเกลือได้เอง โดยวิธีทำเกลือเหล่านั้นล้วนแต่เป็นจวิ้นจู่เป็นคนคิดค้น นังเด็กน่าตายคนนี้ก็จะเก็บเอาไว้ไม่ได้ วันนี้เขาส่งข่าวไปให้แคว้นไห่หนาน ส่งกำลังทหารมามากกว่าหนึ่งหมื่นนาย เดิมทีกำลังทหารที่ไห่หนานส่งมานั้นได้ปลอมตัวปะปนมากับชาวบ้านที่มาทำการค้าเป็นเวลาหลายปีแล้วโดยที่ไม่มีผู้ใดระแคะระคายเลย การตัดสินใจปลงพระชนม์ฮ่องเต้วันนี้ถือว่าเป็นการเดิมพันชีวิตของเขา การเดินทางมาร่วมพีธีล่าสัตว์ในครั้งนี้ เขาเดินทางมาเพียงลำพัง







