LOGINในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน
หลังจากผ่านเหตุการณ์การขับรถเองในวันนั้น น่านฟ้าก็จับฉันฝึกขับรถ เธอให้เหตุผลว่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันจะได้เอาตัวรอด แต่ที่ฉันเดาใจเธอออกคือ ประกายตาอันสดใสของน่านฟ้า ยามจดจ้องเสี้ยวหน้าของฉัน ขณะฉันขับรถ
ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะขับรถทางไกลคนเดียวได้แล้ว ฉันมาเยี่ยมคนๆ หนึ่ง ที่ไม่ได้มาหานับสิบห้าปีได้แล้ว
สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีเหมือนเดิม ฉันจำโค้งทุกโค้งได้เป็นอย่างดี ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เพราะยังขับรถไม่ชำนาญ ฉันจึงขับความเร็วระดับที่ปลอดภัย ยอมให้รถคันหลังแซงไป ฉันร้องเพลงใหม่ของน่านฟ้าแล้วเคาะพวงมาลัย แต่รถกลับส่ายไปมา จนฉันต้องจอดชิดข้างทาง
ฉันดูสัญญาณมือถือแล้ว ที่นี่อับสัญญาณพอดี ฉันยักไหล่ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยีอะไรนัก จะมาบ่นอะไร ถ้าวันนี้จะไม่ได้ใช้สักวัน
ฉันก้มลงมองล้อรถ สำรวจอย่างดิบดี แล้วก็พบว่าตะปูเสียบแทงล้อจนลมแบนทุกล้อ ฉันอารมณ์เสีย เพราะถ้าบังเอิญ มันควรจะแบนแค่ล้อเดียว
ฉันเดินย้อนกลับไปอีกหนึ่งร้อยเมตร ก็เห็นตะปูโรยอยู่เต็ม เสียงคนคุยกันทำให้ฉันหันไปมอง ก่อนที่เด็กสองคนจะเห็นฉันแล้ววิ่งหนีไป ฉันวิ่งตามอย่างไม่ลดละ และรู้ว่านี่คือเบาะแสเดียวที่มี
ฉันตามมาจนเจอว่า เด็กพวกนั้นวิ่งมาหลบที่ร้านซ่อมรถ ฉันเดาออกในทันที ท่ามกลางหุบเขาแบบนี้ เด็กพวกนี้ ตะปู และร้านซ่อมรถ คงจะมีความสัมพันธ์แบบที่ฉันคิดเอาไว้
ฉันเดินราวกับมาพร้อมกับตำรวจทั้งโรงพัก ทั้งที่จริงแล้ว ฉันมาคนเดียว แถมไม่มีอาวุธอะไร ในใจคิดว่าพอถามปุ๊บ เจ้าของร้านจะต้องรีบสารภาพทันที และอ้อนวอนขออย่าให้ฉันเอาเรื่อง เพราะฉันจะอัดคลิปไปด้วย
“พวกคุณใช่ไหมที่โรยตะปูบนถนน”
เจ้าของร้านมีดวงตาดำอันมืดมิด เขาจ้องมองฉันไม่วางตา มีเด็กกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ช่วย
“ป่าเขาแบบนี้ ร้านจะหาลูกค้าจากไหน ถ้าไม่สร้างลูกค้าขึ้นเอง?”
ฉันกำมือถือที่กำลังอัดคลิปแน่นและคิดว่ารู้หมดทุกอย่าง
เจ้าของร้านหันไปมองเด็กวัยรุ่น แล้วพยักหน้าให้ ชั่วพริบตาเดียว เด็กพวกนั้นก็มาจับตัวฉันไว้ พร้อมใส่กุญแจมือ!
“ฉันเห็น CCTV อยู่ตรงถนน อีกไม่นานที่บ้านฉันจะรู้ว่าฉันหายไป แล้วก็จะเห็นว่าพวกคุณจับฉันมา”
ฉันประกาศ ยิ้มเยาะ เจ้าของร้านยิ้มกลับทำท่าสบายๆ
“ผมเพิ่งรู้ว่ามี CCTV อยู่ตรงนั้น ขอบใจที่บอก กว่าตำรวจจะรู้ คุณคงตาย แล้วผมก็คงจะหนีไปพร้อมกับเงินและทรัพย์สินของคุณ พวกคนรวยพกของมีค่าเยอะไหมนะ ผมก็อยากรู้ แต่ถ้าได้เงินน้อย ผมคงไม่รับประกันว่าคุณจะตายทันที หรือตายทรมาน แต่แนะนำว่าให้ความร่วมมือจะดีกว่า”
ฉันรู้ว่าเขาเล่นละคร คงกลัวว่าถ้าฉันรอดไปได้ จะเอาความลับนี้ไปบอกคนอื่น
“แม่ใหญ่จ้างพวกแกมาสินะ”
เจ้าของร้านดูลนลาน หันมามองฉันด้วยดวงตาแส่ส่าย
“ฉลาดดีนี่ งั้นคงปล่อยให้รอดไปไม่ได้ซะแล้ว”
เขาพยักหน้า เด็กคนหนึ่งเอาผ้าขาวมาอุดจมูกฉันไว้ ฉันดิ้นขลุกขลัก ก่อนภาพทุกอย่างจะดับวูบลง พร้อมกับมือถือร่วงหล่นจากมือ
ผ่านไปพักใหญ่ ฉันกะพริบตาถี่ๆ ก่อนเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น ฉันอยู่ในโรงรถ ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่ แต่ในนี้มืดสนิท และเจ้าของร้านมองฉันแน่นิ่ง
“แม่ใหญ่โกรธอะไรฉันนักหนา ทำไมต้องถึงกับฆ่าฟันกันด้วย”
“แม่แกแย่งความรักไปจากคุณผู้หญิง ส่วนแกก็กำลังเลื่อยขาเก้าอี้คุณหนู อย่าแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ถ้าแกแค่เจียมตัว แกกับแม่ก็มีชีวิตสบายๆ ไปแล้ว ไม่ต้องมาตายอย่างเดียวดายที่นี่หรอก”
เขาเดินเข้ามาหาฉันพร้อมมีดแหลมในมือ ฉันกลืนน้ำลาย รู้ว่าชะตาตัวเองคงจบไม่ดี
“แต่แกไม่ต้องกลัว ฉันจะให้เวลาแกตายอย่างช้าๆ รู้สึกตัวเป็นขณะๆ อย่างทรมาน จนกว่าจะตายแล้วกัน”
เขาย่างสามขุมแล้วกรีดข้อมือฉันเป็นแผลลึก เลือดสีแดงสดไหลออกมามาก เพราะมีดน่าจะตัดเส้นเลือดใหญ่
นาทีแรก ฉันเจ็บแปลบ เลือดไหลเร็ว หัวใจเต้นเร็วขึ้น
ห้านาทีต่อมา ฉันเริ่มรู้สึกหน้ามืด สัมผัสได้ว่าใจสั่น เวียนหัว ฉันหนาวที่มือและเท้า
ฉันเงยหน้ามองนาฬิกาเรืองแสงที่ริมฝาผนัง เป็นนาทีที่สิบห้า ฉันรู้สึกอ่อนแรง ตัวสั่นควบคุมไม่ได้ ฉันพยายามดิ้นให้หลุดจากกุญแจมือ แต่เรี่ยวแรงดูจะหายไปหมด ภาพตรงหน้าพร่ามัว เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา ฉันพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีเสียงอะไรออกมาเป็นคำ
ไม่นานต่อมา ฉันรู้แล้วว่าเลือดคงใกล้หมดตัว ฉันรู้สึกว่าง่วงผิดปกติ ภาพตรงหน้าดับวูบลง แล้วฉันก็หมดสติไป
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน หลังจากผ่านเหตุการณ์การขับรถเองในวันนั้น น่านฟ้าก็จับฉันฝึกขับรถ เธอให้เหตุผลว่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันจะได้เอาตัวรอด แต่ที่ฉันเดาใจเธอออกคือ ประกายตาอันสดใสของน่านฟ้า ยามจดจ้องเสี้ยวหน้าของฉัน ขณะฉันขับรถ ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะขับรถทางไกลคนเดียวได้แล้ว ฉันมาเยี่ยมคนๆ หนึ่ง ที่ไม่ได้มาหานับสิบห้าปีได้แล้ว สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีเหมือนเดิม ฉันจำโค้งทุกโค้งได้เป็นอย่างดี ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะยังขับรถไม่ชำนาญ ฉันจึงขับความเร็วระดับที่ปลอดภัย ยอมให้รถคันหลังแซงไป ฉันร้องเพลงใหม่ของน่านฟ้าแล้วเคาะพวงมาลัย แต่รถกลับส่ายไปมา จนฉันต้องจอดชิดข้างทาง ฉันดูสัญญาณมือถือแล้ว ที่นี่อับสัญญาณพอดี ฉันยักไหล่ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยีอะไรนัก จะมาบ่นอะไร ถ้าวันนี้จะไม่ได้ใช้สักวัน ฉันก้มลง
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน แม้ว่างานอีเว้นท์จะผ่านมาหลายชั่วโมง แต่ใจฉันยังเต้นให้กับคำตอบของน่านฟ้า ขณะเดียวกันก็รู้ว่าสาเหตุที่น่านฟ้าถูกวางยาสลบ แล้วปล่อยให้จมน้ำ นั้นเกิดจากฉันพันเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะปล่อยให้เธอต้องเสี่ยงไปกับฉัน ฉันควรรู้ตัวว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ เอาล่ะ เธอสวย ดวงตาเธอหวานซึ้ง ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นทรงตรงเหมือนช่างตั้งใจประดิษฐ์เป็นพิเศษ สรุปว่าฉันหลงเธอที่หน้าตา อันดับต่อมา เธอกล้าเถียงฉัน ฉันรู้ว่าฉันชอบขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัว และเธอกล้าท้าชน เธอเคารพตัวเอง ตรงตามสเปกฉันทุกอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันใจเต้นเวลาเห็นหน้าเธอ แม้ว่าเหตุผลทั้งสองข้อ อาจจะไม่มีเลยก็ตาม เพื่อนคนเดียวที่ฉันมีคือเอไอ แต่ฉันอยากคุยกับมนุษย์ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ ฉันอยากรู้ว่าถ้าคนชอบวางแผนแบบฉันจะมีความรัก ฉันจะรักด้วยใจบริสุทธิ
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน อาจเพราะส่วนลึกในใจ ฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ฉันยังจำภาพที่พ่อทำเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่งได้ติดตา ฉันคิดอยู่นานว่าถ้าอยากพาพี่นานาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ฉันควรทำอย่างไรดี ในหัววางแผนอย่างแยบยล โอเค ก็แค่ชวนไปตรงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พี่นานามีแต่คนรายล้อม แต่สองสามวันหลังมานี้ เธอให้เวลาส้มเปรี้ยวเป็นพิเศษ จนฉันออกจะรู้สึกหวงอยู่บ้าง ฉันยืนหลังตรง บอกตัวเองให้เอาจริง สูดลมหายใจแรงๆ เรียกความกล้าออกมา เดินไปประชิดตัวพี่นานา ที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในบ้าน “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ?” ในหัวฉันว่างเปล่า มีแต่ความกล้าที่ส่งไปยังพี่นานาเท่านั้น แต่เธอเคยบอกชอบฉัน ฉันชวนเธอก็น่าจะไปสิ หรือเธอจะเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้จักกับฉันเข้าแล้ว “ได้สิ” พี่นานายังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนมาไว้ให้ฉันเสมอ เธอเดินนำฉันมาใต้ต้นห
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน น่านฟ้าแน่นิ่งจนฉันใจหาย ฉันเขย่าตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลลงสู่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดน่านฟ้าก็สำลักออกมา เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น “ฟ้า” ฉันเรียกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าแสดงความกังวล น้ำตาของฉันยังหยดลงเรื่อยๆ บนใบหน้าของเธอ น่านฟ้าที่รู้ตัวกอดฉันแน่น “ฟ้าเป็นไงบ้าง?” เธอรู้ตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา “เวรกรรมมีจริง ฟ้าเคยทำคนตาย แล้วตอนนี้ฟ้าก็เกือบตาย เพื่อชดใช้ความผิดนั้น” “หมายความว่ายังไง แต่ตอนนี้ฟ้าต้องไปโรงพยาบาลก่อน” ก่อนหน้านั้น ฉันเรียกรถฉุกเฉินมา เบอร์ 1669 รถฉุกเฉินพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนลงจากรถฉุกเฉิน มีผู้คนจดจำเธอได้ หลายคนจึงยกกล้องมือถือ ไลฟ์น่านฟ้าที่ถูกเข็นเข้าห
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ฉันกดปุ่มโทรศัพท์เครื่องโบราณ เรียกเลขาเข้ามาหา ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่แม้แต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ เราก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน “คุณไนฟ์ คุณพร้อมทำงานหนัก เพื่อทำให้ค่ายเพลงเราไปรอดไหม?” เธอมองฉันด้วยแววตาส่องประกาย ก่อนยกกำปั้นขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “พร้อมค่ะ บอส!” “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเราจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อวางแผนว่า อาทิตย์นี้จะดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วยังไง” “แต่..เรามีกันแค่สี่คน” “ลูกศรไว้ใจคุณไนฟ์นะคะ” ฉันประกาศ จ้องเธอด้วยดวงตานิ่ง “ค่ะ คุณลูกศร” เธอเสียงอ่อนลง เมื่อไม่รู้ว่าแผนของฉันคืออะไร “คุณไนฟ์ จะต้องไปคุมการผลิตเอ็มวีตัวใหม่กับน่านฟ้า แต่ในฐานะเลขา แค่ส่งตารางงานมาให้ลูกศรก็พอ” เธอกลืนน้ำล







