Masukผมก็ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้โต๊ะทำงานที่คอนโด แม้ว่าตอนนี้ จะมีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา จนสว่างไปครึ่งห้องแล้วก็ตาม
ผมนั่งมองภาพผู้หญิงที่โชว์อยู่ที่หน้าจอแลปท็อป ตั้งแต่ที่เปิดขึ้นมาเห็นจนถึงตอนนี้ ในหัวคิดวนเวียน นึกถึงภาพจำที่ผ่านมาเนิ่นนาน แต่ก็ยังคงชัดเจนในความทรงจำ เธอยังคงดูไม่เปลี่ยนไปมากนัก ถึงแม้โครงหน้าจะดูบวมขึ้นเล็กน้อย ผิวหน้าจะดูไม่ขาวสดใส นวลเนียนเหมือนเดิม แต่ก็คงเป็นเพราะอาการป่วยของเธอ ที่ทำให้เธอต้องมาปรึกษาหมออย่างผม “อัยย์ เป็นเธอจริงๆ ใช่มั้ย เธอหายไปไหนมา มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผมได้แต่พึมพำอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นอัยย์จริงๆ ซึ่งผมก็มั่นใจว่าใช่เธอ ผมจะทำยังไงดี ถ้าเธอรู้ว่าหมอที่เธอมาปรึกษาคือผม เธอจะหนีหน้าผมไปอีกหรือไม่ ผมไม่ยอม ครั้งนี้ผมต้องคบกับเธอให้ได้ คิดได้ดังนั้น ผมรีบพิมพ์ตอบกลับเธอทันที Doctor's Online Chat Aiyarin : Picture Sent Doctor VP1 : “คนไข้มีอาการมากี่วันแล้วครับ เคยทดสอบภูมิแพ้มั้ยครับ” Aiyarin : “ไม่เคยเลยค่ะ” Doctor VP1 : “คนไข้สะดวกให้นัดเข้ามาตรวจที่โรงพยาบาลมั้ยครับ ใช้เวลาไม่นาน หากทานยาแก้อาการแพ้ให้งดยาก่อน 7 วันนะครับ” Aiyarin : “คุณหมอจ่ายยาเลยไม่ได้เหรอคะ ไม่สะดวกไปที่โรงพยาบาลค่ะ” Doctor VP1 : “ถ้าจ่ายยาเลยก็จะได้แค่ยาทาลดอาการคัน และยาภูมิแพ้ แต่หมออยากให้ตรวจเชิงลึกก่อนรับการรักษาเพื่อให้รักษาตรงกับโรคนะครับ” ผมพยายามกล่อมให้อัยย์ มาที่โรงพยาบาลเพื่อจะได้พบเธออีกครั้ง Aiyarin : “ดิฉัน ไม่สะดวกค่ะ” เมื่อเห็นอัยย์ ตอบกลับมาแบบนั้น ผมไม่เข้าว่าทำไมเธอจึงต้องปฏิเสธ แต่ผมอยากพยายามขึ้นอีก นอกจากอย่างจะเจอและคุยกับเธอ ผมอยากช่วยรักษาเธอ Doctor VP1 : “งั้น ใช้ชุดทดสอบ DNA เพื่อทดสอบหาความเสี่ยงก่อนนะครับ จะได้รู้ว่าคนไข้มีความเสี่ยงอะไรบ้าง เป็นชุดตรวจที่สามารถทำเองที่บ้านได้ แล้วคนไข้ส่งอุปกรณ์มาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจแลปให้ สะดวกมั้ยครับ ผมจะสั่งชุดตรวจส่งให้ตามที่อยู่ที่คนไข้ลงทะเบียนไว้” Aiyarin : “แบบนั้นดีเลยค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากๆ ค่ะ” ‘เฮ้อออ’ ผมถึงกับต้องถอนหายใจ แต่ก็โล่งใจว่า อย่างน้อยเธอก็ยอมรับการรักษา แต่ผมยังไม่ได้บอกเธอไปว่า ชุดทดสอบ DNA จะเป็นเพียงผลที่บอกถึงความเสี่ยงจาก DNA ของเธอเท่านั้น ไม่ได้บอกถึงสาเหตุของอาการตอนนี้ของเธอ เมื่อได้คำตอบที่พอใจ ผมรีบไปจัดการตัวเอง และมุ่งตรงไปที่โรงพยาบาลทันที ผมต้องรีบจัดการอะไรบางอย่างก่อนที่ระบบ จะส่งเคสของอัยย์ไปต่อตามขั้นตอน ผมต้องการดูแลเคสของเธอเพียงผู้เดียว __________ ∞©∞ __________ โรงพยาบาล GHW (Good Health and Wellness Hospital) “หมอภีม สวัสดีค่ะ” “....” “สวัสดีค่ะ คุณหมอ” “คุณหมอสวัสดีครับ” “....” ตามทางเดินตั้งแต่ทางเข้าไปจนสู่ห้องปฏิบัติการแพทย์ ในแผนก Health and Wellness Tech มีเสียงจากบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึง พนักงานรักษาความปลอดภัย และแม่บ้านทำความสะอาด กล่าวทักทายผม ตั้งแต่ลงจากรถ จนกระทั่งเข้าประตูห้องปฏิบัติการ ผมไม่ใช่คนใหญ่โตอะไร แต่คนใหญ่โต คือ คุณพ่อและคุณแม่ ของผมต่างหาก คุณพ่อท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้ ส่วนคุณแม่ท่านคือ ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ เท่านั้นเอง ผมก็เป็นเพียงแพทย์คนหนึ่งที่ทำงานที่นี่ และบังเอิญเป็นผู้ร่วมก่อนตั้งแผนกนี้ Health and Wellness Tech แผนกนี้จะดำเนินการเกี่ยวกับการให้บริการเบื้องต้น สำหรับผู้ป่วย ที่ต้องการใช้บริการทางออนไลน์ ปรึกษาแพทย์ได้ตั้งแต่ โรคทั่วไปจนไปถึงโรคเฉพาะทาง ทั้งโรคหวัด โรคมะเร็ง ไปจนถึงโรคหัวใจ โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้บางรายยังไม่จำเป็นต้องรับการตรวจที่โรงพยาบาล เพียงปรึกษาเบื้องต้น และบางรายก็เป็นเพียงการติดตามอาการต่อเนื่องหลังทำการรักษาไปแล้ว ผมกับไอ้หมอวัต เริ่มก่อตั้งแผนกนี้มาเมื่อ 4 ปีก่อน ช่วงที่มีโรคติดต่อระบาดหนักทั่วโลก ทุกคนต้องถูกกักตัวอยู่ในที่ของตนเอง ผมกับเพื่อนจึงช่วยกันสร้างแอปพลิเคชั่น Doctor's Online ขึ้นมา เป็นความร่วมมือของโรงพยาบาลของแม่ผม กับบริษัทที่ดูแล IT ของพ่อไอ้หมอวัต และพวกเราได้เปิดให้ใช้บริการและปรับปรุงระบบมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเปิดเป็นทางการเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จากช่วงแรกที่พวกเราจะให้คำปรึกษากันเอง มีแพทย์ทั่วไปมาประจำการเพียงไม่กี่คน งานหนักคงเป็นไอ้หมอวัต ที่ดันเลือกจบสาขาโรคระบบทางเดินหายใจ เลยจำเป็นต้องให้คำแนะนำอย่ากหนักในช่วงนั้น ส่วนผมที่เลือกเฉพาะทางด้านผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ก็เป็นเพียงการช่วยตรวจคัดกรองคนไข้เบื้องต้นเท่านั้น หลังจากทุกอย่างลงตัว พวกผมก็เริ่มที่จะถอนตัวจากแพทย์ให้การรักษา มาเป็นส่วนงานบริหารเต็มตัว แต่จะรับเคสรักษาเฉพาะเคสพิเศษเท่านั้น อย่างเช่น เคสของผมตอนนี้ ถึงห้องทำงานผมรีบเข้าระบบ สั่งให้เลขา เรียกฝ่ายพัฒนาแอปพลิเคชั่นมาพบผมทันที ผมต้องการให้เคสของอัยย์ มีผมเพียงคนเดียวเป็นผู้ดูแลในทุกขั้นตอน ผมรอให้โปรแกรมเมอร์แก้ไขระบบ ระหว่างนั้น ก็ใช้แลปท๊อปอีกเครื่องเข้าระบบโรงพยาบาลหลักเพื่อสั่งชุดตรวจ DNA ให้อัยย์ ด้วยสิทธิ์ของผมเอง ใช่ครับ ชุดตรวจนี้จริงๆ แล้วไม่ได้มีให้บริการบนแอปฯ หมอออนไลน์ “อะไรวะ ไอ้คุณหมอภีม กูเห็นพยาบาลด้านหน้าบอกมึงมาแต่เช้า ท่าทางช่วงนี้จะเหงามากเหรอวะ” “กูมีเคสสำคัญ” ผมตอบกลับไอ้หมอวัต โดยไม่แม้จะหันไปมอง ผมยังคงมองที่จอที่โปรแกรมเมอร์กำลังแก้ระบบให้ผมอยู่ เพียงไม่นานนัก ทุกอย่างก็สำเร็จไปด้วยดี และชุดตรวจ DNA ที่ผมขอเบิกไว้ ก็มาส่งที่ห้องพอดีกับเวลาที่โปรแกรมเมอร์ทำหน้าที่ของเขาเรียบร้อยแล้วกลับไปทำงานที่แผนกตนเอง “เห้ย นี่มึงไปรับเคสอะไรมาถึงขั้นต้องใช้ชุดตรวจ DNA” หมอวัต ถามอย่างกระตือรือล้น ‘ที่อยู่ก็ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนี่หว่า ทำไมอัยย์ ไม่เข้ามาหาหมอที่โรงพยาบาลเอง เธอเป็นอะไร’ ผมไม่ได้สนใจจะตอบไอ้หมอวัต ได้แต่พึมพำกับตัวเอง หลังจากอ่านรายละเอียดที่อยู่ที่อัยย์ลงทะเบียนไว้ในแอปฯ ที่อยู่ของเธอห่างจากโรงพยาบาลเพียงแค่ 5 กิโลเมตร เธอมีปัญหาอะไรถึงไม่มา “เออ กูไปก่อนนะ ฝากทางนี้ด้วย” ผมบอกหมอวัต แล้วรีบลุกขึ้นหยิบชุดตรวจ DNA เดินออกไปจากห้องทันที “เอ้า ไอ้หมอภีม หมอภีม ไอ้ภีมม จะรีบไปไหนวะ” ผมไม่ได้สนใจเสียงเรียกจากไอ้หมอวัต เพราะนี่ก็เสียเวลามากแล้ว ผมมุ่งตรงไปด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งที่เป็นที่ตั้งของแผนกจัดการพัสดุ เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนต่างหันมองหน้ากันทันทีที่ผมเดินผ่านพวกเขาเข้าไปด้านหลัง ซึ่งเป็นห้องเปลี่ยนชุดของพนักงานรับ-ส่งพัสดุ เพราะพนักงานทุกคนที่นี่จะต้องใส่เครื่องแบบ และเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของโรงพยาบาลเรา แม่ผมจึงให้แผนกแม่บ้านจัดเตรียมชุดพนักงาน และมีการซักรีดให้ทุกวัน ผมรีบหาล็อคเกอร์ที่ยังคงมีชุดพนักงานส่งพัสดุแขวนอยู่แล้วหยิบมาเปลี่ยนทันที ใช่แล้วครับ ผมจะไปส่งชุดตรวจ DNA ให้อัยย์ที่บ้าน ด้วยตัวผมเอง ผมอยากเจอเธอ อยากรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง อยากรู้ว่าเธอหายไปไหนมา และถ้าเป็นไปได้ ผมยังอยากเป็นคนพิเศษของเธอ เหมือนที่เธอคือคนพิเศษในใจของผมตลอดมา __________ ∞©∞ __________ “พ่อคะ แม่คะ อัยย์ปรึกษาหมอแล้วนะคะ หมอจะให้อัยย์ตรวจ DNA หาสาเหตุก่อนค่ะ” ฉันบอกกับพ่อแม่ ระหว่างนั่งทานอาหารเช้ากัน “ดีๆ เลยลูก ตรวจเมื่อไหร่หล่ะ วันนี้เลยมั้ย พ่อจะได้ไปเตรียมตัวเลย ป่ะรีบไป ไปแม่” พ่อฉัน ทำท่าจะลุกออกจากโต๊ะอาหารแล้ว ทั้งๆ ที่ข้าวต้มยังเหลืออยู่เกินครึ่งชาม “เดี๋ยวค่ะพ่อ ไม่ใช่ค่ะ หมอจะส่งชุดตรวจมาให้ที่บ้านค่ะ อัยย์บอกหมอว่า อัยย์ไม่สะดวกไปที่โรงพยาบาล” “ได้ด้วยเหรอ ตรวจที่บ้านเนี่ยนะ แล้วมันยังไง” พ่อถามกลับมาอย่างสงสัย แต่ก็ยังไม่ยอมที่จะนั่งลงทานมื้อเช้าต่อ “ได้ค่ะ หมอบอกจะส่งชุดตรวจมาให้ วันนี้น่าจะมานะคะ อัยย์ ฝากให้พ่อรับให้อัยย์หน่อยนะคะ น๊าาาา" ฉันเริ่มอ้อนพ่อทันที ก็ฉันไม่อยากออกไปเจอใครในสภาพแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นพนักงานส่งของก็เถอะ “ถ้าพ่อไม่รับ เดี๋ยวแม่รับไว้ให้เองจ๊ะ ลูกสบายใจเถอะ ... มาพ่อ นั่งลงทานข้าวได้แล้วค่ะ” แม่เดินกลับมาพอดีพร้อมกับอาหารอย่างสุดท้ายที่เพิ่งทำเสร็จจากเตา บอกทั้งฉันและพ่อให้เริ่มทานมื้อเช้ากันได้แล้ว พวกเราทานมื้อเช้า และเริ่มพูดคุยกันได้อย่างปกติ โดยไม่ได้พูดถึงอาการประหลาดของฉันอีกเลยระหว่างเช้านี้ เมื่อทานกันเสร็จแล้ว ฉันขอตัวขึ้นมาบนห้อง หยิบแท็ปแลตที่ยังคงตั้งชาร์จไว้ที่โต๊ะข้างเตียง รีบค้นหาภาพข่าวของงานประกาศรางวัลเมื่อคืนก่อนดู ฉันอยากรู้ว่าสภาพของฉันในข่าวจะเป็นยังไงบ้าง ขอร้องหล่ะ อย่าหลุดภาพแย่ๆ ออกไปเลย ฉันไม่อยากให้แม่กับพ่อเสียหน้า __________ ∞©∞ __________ “อัยย์......เป็นยังไงบ้างงงง” เสียงนิต้าลอดผ่านประตูห้องเข้ามา ไม่นานเธอก็แง้มประตูแล้วโผล่เพียงหน้ามาถึงครึ่งจมูกโด่งๆ นั่น มือนึงยื่นกล่องยาวสีขาว หนากว่าหนังสือนิยายเข้ามาให้ฉันเห็น “นิต้า เข้ามาก่อนสิ วันนี้ไม่มีลูกค้าเหรอจ๊ะ ทำไมมาหาเราได้” ฉันเดินไปเปิดประตูให้กว้างขึ้น ชวนนิต้าเข้ามานั่งที่โซฟาข้างเตียง ถามกลับไปแบบแซวๆ ฉันไม่อยากให้นิต้ากังวลมากไปกับฉันด้วย “ไม่จ๊ะ วันนี้งดรับลูกค้า ฉันจะมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ ..นี่ พ่อให้ฉันเอานี่ขึ้นมาให้หน่ะ อะไรอะ นิยายเล่มใหม่เหรอ หนากว่าเดิมเยอะเลยนะเนี่ย” นิต้ายื่นกล่องสีขาวมาให้ฉัน “อ๋อ ชุดตรวจ DNA หน่ะ หมอที่เราปรึกษาในแอปฯ ส่งมาให้ จะให้เราตรวจหาสาเหตุของอาการหน่ะ” ฉันรับมาเห็นตัวหนังสือที่หน้ากล่องก็รู้ทันทีว่าคือสิ่งที่ฉันกำลังรออยู่ “ตรวจ DNA!! อะไรยังไง เธอท้องเหรอ ไม่สิ เป็นไปไม่ได้” “ไม่ใช่ๆ ไปกันใหญ่แล้ว นิต้า เราก็ยังไม่รู้รายละเอียดนะ แต่มันเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราตรวจโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลอะ เราเลยโอเค ลองดู” ฉันต้องรีบเบรคนิต้าก่อนที่เธอจะมโนไปไกลมากกว่านี้ “นี่ คู่มือบอกว่า ให้เอาแปรงอันนี้เขี่ยๆ ที่กระพุ้งแก้มทั้ง 2 ข้างให้ทั่วๆ แล้วก็เอาไปใส่ให้หลอดที่มีน้ำยาใส่อยู่นี้ เอาใส่ซองเขียนหน้าซองให้เรียบร้อย แค่นี้เองเหรอ ง่ายดีเนอะ เดี๋ยวเราทำเลย” ฉันหยิบคู่มือขึ้นมาอ่านพร้อมไปกับดูอุปกรณ์ที่มีมาในกล่อง และอธิบายให้นิต้าฟังไปด้วยพร้อมกัน หลังจากนั้น เพียงแต่ 5 นาที ฉันก็ใช้ชุดตรวจ DNA ตามคู่มือที่แนบมาพร้อมเขียนหน้าซองเรียบร้อย เตรียมพร้อมที่จะส่งคืนไปให้ที่โรงพยาบาล ฉันหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเข้าแอปฯ แล้วส่งข้อความไปว่าพร้อมให้มารับชุดตรวจ หลังจากนั้นก็เอาชุดตรวจนั้นไปให้พ่อที่ห้องรับแขก เพื่อให้พ่อส่งให้กับพนักงานที่มารับอีกที ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วฉันกลับขึ้นมาบนห้อง “ยัยอัยย์ นิยายเรื่องนี้สนุกมาก พ่อจะทำละครมั้ย เรทติ้งต้องดีมากแน่ๆ” แค่ฉันเปิดประตูเข้าห้องมา นิต้าก็ชื่นชมหนังสือนิยายที่เธอกำลังนั่งอ่านอยู่ไม่หยุด “เล่มนี้เพิ่งตีพิมพ์ยังไม่วางแผงเลย พ่อยังไม่ได้อ่านด้วย แต่เราเขียนบทอีกเรื่องอยู่นะ เดี๋ยวตอนฟิตติ้ง พ่อคงเรียกนิต้ามาแหละ” ฉันตอบกลับนิต้า แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมกับเปิดโน๊ตบุคขึ้นมา เพื่อจะเริ่มเขียนบทละครที่พูดถึง มาถึงตรงนี้ ขอเล่าซักหน่อย ฉันเริ่มชอบอ่านนิยายตั้งแต่มัธยมต้นแล้วหล่ะ พอเริ่มขึ้นมัธยมปลายก็เริ่มอยากลองเขียนนิยายดูบ้าง ฉันเริ่มจากให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนอ่าน แล้วเพื่อนๆ ก็เชียร์ให้ลองลงในเวป หลังจากนั้น ตอนมัธยมปลายปีสุดท้าย ก็ได้ตีพิมพ์นิยายเล่มแรก ฉันจึงเริ่มเข้าวงการอย่างเต็มตัว และเลือกที่จะเรียนต่อด้านอักษรศาสตร์ ตอนแรกฉันก็ตั้งใจจะเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่เกิดเรื่องนั้นขึ้น ฉันจึงเลือกที่ไปเรียนไกลๆ ที่ภาคเหนือแทน จนได้เจอกับนิต้านี่แหละ หลังจากเรียนไปจนปี 2 พ่อของฉันเริ่มมีปัญหา เพราะคนเขียนบทละครอยู่ๆ ก็ติดปัญหาแก้ไขบทให้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ละครกำลังถ่ายทำกันอยู่ พ่อจึงลองให้ฉันเอาบทนั้นมาแก้ไข และก็ส่งให้อาจารย์ที่เขียนบทช่วยตรวจดูอีกที งานนั้นจึงผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้น พ่อเริ่มให้ฉันเอานิยายเรื่องอื่นๆ มีเขียนบทให้ จนตอนนี้ ฉันแทบจะเป็นตัวหลักในการเขียนบทละครของพ่อไปแล้ว แต่ที่ดีใจที่สุดคือ ละครก่อนหน้าเรื่องที่กำลังเขียนอยู่นี้ เป็นเรื่องที่ทำขึ้นจากนิยายที่ฉันเป็นคนแต่ง และนำมาดัดแปรงอีกเล็กน้อย ถึงแม้ว่าละครจะไม่ได้รับรางวัลละครดีเด่น แต่ก็ได้รางวัลจากสาขาอื่นๆ แค่นั้นฉันก็ดีใจมากแล้ว ด้วยงานของฉันเป็นแบบนี้ ฉันจึงไม่ต้องออกไปเสี่ยงเจอคนมากมาย ที่ทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก ฉันจึงทำงานที่บ้าน และออกไปเจอคนน้อยมาก ถึงแม้ว่าบางครั้งการออกไปซื้อของที่ตลาด หรือออกไปทำธุรกรรมบางอย่าง ไม่ได้ทำให้อาการนี้กำเริบขึ้นมาก็ตาม แต่ฉันก็ไม่อยากจะเสี่ยง จึงมักเก็บตัวอยู่กับบ้านมากกว่า ซึ่งฉันว่าก็สบายใจดีไม่มีปัญหาอะไร จนงานคืนนั้นที่เลี่ยงไม่ได้ “อัยย์...เสร็จรึยัง ฉันหิวแล้วอะ กลิ่นกับข้าวแม่เธอทำหอมมากกก” ใกล้เวลามื้อกลางวันแล้ว นิต้า ที่นั่งอ่านนิยายของฉันอยู่ เริ่มบ่นกระปอดกระแปด ที่ฉันยังคงนั่งเขียนบทละครอย่างเงียบๆ อยู่นาน และไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จง่ายๆ “อ่าว หิวแล้วเหรอ งั้นป่ะ ลงไปหาแม่กัน” ฉันรีบกดบันทึกงานในโน๊ตบุคแล้วชวนนิต้าลงไปหาแม่ที่ห้องครัว __________ ∞©∞ __________ 2 ชั่วโมงก่อนหน้า ผมใช้เวลาเพียง 10 นาทีจากโรงพยาบาลมาที่หน้าบ้านของอัยย์ รีบลงจากรถเดินเข้าไปกรดกริ่งที่หน้าบ้านทันที “ครับบ...มาแล้ว มาแล้วครับ” เสียงผู้ชายที่ตะโกนออกมาจากในบ้าน ทำให้ผมตกใจรีบหันมองเลขที่บ้านเทียบกับในรายละเอียดที่ได้มา แน่ใจแล้วว่าตรงกันแน่นอน ผมตัดสินใจรีบใส่หมวกกันน็อคที่ถอดวางไว้บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ที่ผมใช้เป็นพาหนะเดินทางมาที่นี่ทันที ในใจผมรู้สึกโหวงขึ้นมาชั่วขณะ ผมไม่มั่นใจว่าชายที่กำลังเดินออกมานั้น เป็นอะไรกับอัยย์ หรือเธอจะแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว “พัสดุของคุณอัยยรินทร์ครับ” ทันทีที่ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้รั้วบ้านผมรีบบอกไปทันที “ครับๆ ผมรับแทนเองครับ ผมเป็นพ่อยัยอัยย์” ผมแทบจะกลั้นถอนหายใจไม่อยู่ หัวใจที่รู้สึกเหมือนตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อกี้ กลับขึ้นมาเต้นอยู่ที่กลางอกผมอีกครั้ง เมื่อได้ยินแบบนั้น โล่งอกไปที ผมยังคงมีสิทธิ์อยู่สินะ ผมอยากจะแสดงตัวตอนนี้เลยว่าผมเป็นใคร แต่ยังคงยับยั้งไว้ก่อน คงไม่ดีแน่เพราะตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในสภาพของหมอภีม แต่ตอนนี้ผมเป็นพนักงานส่งของของโรงพยาบาล หลังจากยื่นของส่งให้พ่อของอัยย์ ผมยังคงยืนอยู่ซักพักแต่ไม่กล้ายืนรอนาน กลัวท่านจะสงสัย จึงเข็นรถหันกลับออกมา คิดว่าคงกลับไปรอร้านกาแฟที่ไหนซักที่ใกล้ๆ นี้ แต่ไม่ทันจะสตาร์ทเครื่องยนต์ ผมเหลือบเห็นรถสปอร์ตรุ่นที่ผู้หญิงมั่นๆ ชอบใช้กัน ขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ผู้หญิงคนที่ลงมาจากรถ ใส่ส้นสูงปลายแหลม กระโปรงแนบเนื้อสั้นเลยเข่าขึ้นไปเป็นคืบ ผมเห็นหน้าเธอไม่ชัดเพราะเธอใส่หน้ากากอนามัยและแว่นตากันแดดอยู่ เธอเดินเข้าบ้านไปโดยไม่ต้องกดกริ่งเรียกคนในบ้านออกมารับ ‘อัยย์เหรอ’ ผมคิดในใจ ‘หรือไม่ใช่ ถ้าเป็นอัยย์จริง เธอเปลี่ยนไปมาก และถ้าเป็นเธอ เธอมีเหตุผลอะไรที่ไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล’ สุดท้ายผมตัดสินใจที่จะรออยู่ตรงนี้ ดันขาตั้งรถไว้แล้วเอนตัวพิงกับเบาะรถเบาๆ เผื่อว่าเธอจะออกมา __________ ∞©∞ __________ เวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงแล้ว อีกนิดเดียวพระอาทิตย์ก็กำลังอยู่ตรงหัวผมพอดี เสียงเตือนจากแอปฯ ในสมาร์ทโฟนดังขึ้น ผมรีบหยิบขึ้นมาเปิดดูทันที ‘อัยย์ ตอบกลับมาว่าเธอใช้ชุดตรวจแล้ว ต้องการให้พนังงานเข้าไปรับ’ ผมเกือบจะก้าวเท้าไปที่หน้าบ้านเธอทันทีที่เห็นข้อความ แต่ก็ยั้งไว้ทัน คงน่าตกใจเกินไปถ้าหลังจากส่งข้อความมาแล้วมีพนักงานเข้าไปรับทันที ผมยืนรออยู่อีกครู่เดียวจึงค่อยเข้าไปกดกริ่งหน้าประตู ผู้ชายคนเดิม คือ พ่อของอัยย์เดินออกมา นำกล่องสีขาวที่บรรจุชุดตรวจ DNA มายื่นให้ผมที่หน้ารั้วบ้าน ระหว่างนั้นผมพยายามมองเข้าไปในบ้านผ่านประตูที่เปิดแง้มอยู่ เห็นผู้หญิงคนนึงกำลังวิ่งขึ้นบันไดไปที่ชั้นสอง แต่เธอคนนั้นไม่ได้ใส่กระโปรงสั้นแนบเนื้อเหมือนกับผู้หญิงที่เดินลงจากรถสปอร์ตคันที่จอดอยู่ที่หน้าบ้านตอนนี้ ‘อัยย์ แน่ๆ คงเป็นเธอจริงๆ’ ก่อนที่จะผิดสังเกต เพราะตอนนี้พ่อของอัยย์ กำลังทำหน้าสงสัยอยู่ว่าทำไมผมไม่รับกล่องพัสดุจากมือไปซักที ผมรีบเรียกสติกลับมา รับกล่องขาวจากมือท่านแล้ว รีบลากลับทันที ผมเจอเธอแล้ว หัวใจผมทำงานหนักมาก มันเต้นรัวและแรง ผมตื่นเต้น อยากเข้าไปเจอหน้าเธอตอนนี้เลย แต่ผมต้องรีบไปทำสิ่งที่สำคัญกว่าก่อน ผมต้องเอาชุดตรวจ DNA ของเธอไปที่แลปที่โรงพยาบาลเดียวนี้ ผมร้อนใจอยากรู้ว่าเธอเป็นอะไรกันแน่ ถ้าอาการร้ายแรงจะต้องรีบรักษาโดยด่วน __________ ∞Q∞ __________เมื่อถึงหน้าร้าน นิต้าหยุดและให้ฉันเป็นคนเดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เธอกับหมอวัตจึงค่อยเดินตามหลังเข้ามา แค่ก้าวพ้นประตูเข้าไปในร้านฉันก็ได้ยินเสียงภีมทันที“อัยย์” ฉันเห็นเขารีบเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ริมหน้าต่างร้าน ตรงมาที่เราสามคน แต่เมื่อมายืนตรงหน้าฉัน เขาเอาแต่มองหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ส่วนฉันเองก็ไม่รู้จะเปิดปากพูดอะไร จนนิต้าต้องเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบลง“หมอภีมคะ ชั้นคุยกับอัยย์แล้วว่าอยากให้เธอลองฟังคุณอธิบายก่อน ไม่อยากให้เชื่อแค่คำพูดคนอื่นและคิดไปเอง ถ้ายังไงลองคุยกันดีๆ นะคะ และชั้นก็อยากให้คุณเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าเธอจะคบกับคุณต่อไปหรือไม่ก็ตาม ชั้นช่วยคุณได้แค่นี้นะคะ”“คุยกันดีๆ นะ ชั้นเชื่อว่าหมอภีมรักเธอจริงๆ ถ้ายังไงโทรหาชั้นนะ ชั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ” นิต้ากระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกไปจากร้านกาแฟกับหมอวัต ปล่อยฉันไว้กับภีมสองคนจนฉันทำตัวไม่ถูกได้แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น“อัยย์ เราไปนั่งคุยกันในห้องดีมั้ย”
ตอนนี้ฉันรู้สึกหัวหนักอึ้งไปหมด หลังจากที่เมื่อคืนพยายามข่มตานอนให้หลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ การพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลับเป็นการเร่งให้มันยิ่งไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ตาที่บวมช้ำนั้นจึงทำให้ฉันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าภายในสมองจะคิดสับสนวนไปมาไม่ได้หลับลงเหมือนดวงตาทั้งสองข้างจนกระทั่งรุ่งสาง ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพยายามปรือตามองทางเพื่อจะเดินไปทำธุระในห้องน้ำจนสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จไปได้ น้ำผลไม้เย็นในตู้เย็นพอทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ในใจก็ยังคงเจ็บปวดหดหู่อยู่ไม่หายฉันหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดดูสายเรียกเข้า และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน มันยังไม่เพิ่มขึ้นมาจากที่ฉันดูก่อนจะเริ่มเข้านอนเมื่อคืน ฉันตัดสินใจวางสมาร์ตโฟนกลับลงที่เดิมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความครืดดดด ครืดดดดสมาร์ตโฟนในมือฉันสั่นขึ้นก่อนที่จะได้วางลงบนโต๊ะ ฉันจึงพลิกขึ้นมาดูเมื่อเห็นเป็นนิต้าจึงกดรับสาย(อัยย์ ตื่นแล
แต่หากว่าจำเป็นที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆ ผมคงต้องขอแรงให้ไอ้เพื่อนซี้ของผมยื่นมือเข้ามาช่วย เมื่อคิดทุกอย่างได้แล้ว ผมโทรคุยกับมินท์ทันที ไม่ทันได้มองเวลาด้วยซ้ำและไม่สนใจว่าเธอจะสะดวกรับสายผมหรือไม่ ผมรู้แต่เพียงว่าผมต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างเตรียมไว้เพื่อสามารถไปอธิบายให้อัยย์ฟังเมื่อเจอเธอพรุ่งนี้ได้ผมเขียนเช็กให้มินท์เป็นจำนวนเงินก้อนหนึ่งที่พอจะสามารถเอาไปใช้หนี้ตามที่เธอบอกได้ และบอกให้เธอเข้าไปรับกับเลขาผมที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นก็โทรบอกไอ้หมอวัตไว้ เผื่อว่าพวกมาเฟียเจ้าของเงินจะเล่นตุกติกไม่ยอมล้างหนี้ให้ ปัญหาจะได้ไม่ย้อนกลับมาอีกตลอดทั้งคืนหลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมนั่งเอนตัวอยู่ที่โซฟา ยังไม่สามารถข่มตาหลับลงได้จนกระทั่งแสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาตามร่องผ้าม่าน ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อออกไปจัดการเรื่องเช็กที่ห้องทำงานที่โรงพยาบาล ก่อนที่พนักงานจะเริ่มงานในตอนเช้าผมออกมานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟตรงข้ามโรงพยาบาลหลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย กาแฟเอสเปรสโซถูกวางไว้บนโต๊ะจนเย็น ทั้งๆ ที่มันยังเหลืออยู่เกือบเต็มแก้ว สิ่งที่ผมทำเพียงอย่างเ
ผมกลับมารอไอ้วัตอยู่ที่คอนโดตัวเองด้วยความกระวนกระวายอยู่ไม่สุข เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวลุกยืน เดินไปเดินมา เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว แต่มันก็ยังไม่โผล่หัวมาซักที จนกระทั่งผมตัดสินใจจะโทรไปตามมันอีกรอบปิ้งป่อง ปิ้งป่องเร็วที่สุดเท่าที่ผมจะวิ่งได้ ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูห้องทันที โดยที่ไม่แม้แต่จะหยุดดูที่จอมอนิเตอร์ว่าใครที่เป็นคนกดกริ่งเรียก“นิต้า..?” ผมตกใจเก็บอาการไม่อยู่ จากที่ควรจะเป็นไอ้วัต แต่กลับเป็นนิต้า เพื่อนของอัยย์ที่กำลังยืนอยู่ที่หน้าห้องคอนโดผม“ใช่ค่ะ ชั้นเอง แปลกใจเหรอ อ้อ เดี๋ยวหมอวัตจะตามขึ้นมาค่ะ ชั้นไม่ได้อยู่กับคุณแค่สองต่อสองหรอกสบายใจได้”“เอ่อครับ งั้นเชิญครับ” ผมหลีกทางให้เธอเดินเข้าไปด้านในห้อง ก่อนประตูจะปิดลงผมบิดตัวล็อกประตูไม่ให้มันทำงาน เพื่อตอนไอ้วัตขึ้นมาจะได้สามารถเปิดเข้ามาในห้องได้เลย“ดื่มอะไรมั้ยครับ” ผมถามออกไปตามมารยาท ยังคงจ้องเธอด้วยความสงสัยว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ผมคิดว่าเธอจะอยู่กับอัยย์เสียอีก“ไม่เป็นไรค่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่
โชคดีที่ร้านเสื้อของเพื่อนนิต้าอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ฉันอยู่มากนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ฉันลงจากรถแล้วนั่งก้มหน้ารอนิต้าอยู่ที่ม้านั่งใกล้ๆ หน้าร้าน ไม่กล้าเข้าไปในร้านและไม่กล้ามองหน้าใคร ฉันนั่งมองเห็นเพียงขาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น“ยัยอัยย์ ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปรอในร้านล่ะ แล้วชั้นโทรหาเธอก็ไม่ติด เป็นห่วงแทบแย่”“นิต้า มาแล้วเหรอ เราไม่กล้าเข้าไปน่ะ อ้อ เหมือนมือถือจะแบตหมด”“เฮ้อ ไปๆ เข้าไปข้างในก่อน เป็นอะไรของเธอเนี่ย แทนที่ไปกินข้าวกับที่บ้านแฟนจะร่าเริงมีความสุขทำไมกลับมาเป็นแบบนี้”หลังจากเข้าไปนั่งในร้าน เพื่อนนิต้าที่เป็นเจ้าของร้านช่วยเปิดห้อง VIP ให้เราสองคนเข้าไปนั่งคุยกันในนั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ฉันเล่าเรื่องที่ได้เจอกับหมอมินท์ และเรื่องที่หมอมินท์คุยกับฉันให้นิต้าฟังทั้งหมด รวมถึงสิ่งที่ฉันสงสัยว่า ความสัมพันธ์ของภีมกับหมอมินท์ คงเป็นมากกว่าเพื่อนหรือหมอที่ทำงานร่วมกัน“ชั้นว่าเธอคิดมากไปหรือเปล่ายัยอัยย์ ถ้าสองคนนั้นมีซัมติงกันจริงๆ หมอภีมเค้าจะพาเธอไปเจอพ่อแม่เค้าทำไม
“คุณมีอะไร เร็วหน่อย ผมไม่มีเวลามาก” ผมถอยออกจากการเกาะกุมของเธอ และเร่งให้เธอรีบคุยธุระให้เสร็จ เพราะผมเริ่มเป็นห่วงอัยย์แล้ว กลัวเธอจะได้เจอเรื่องไม่สบายใจ“มินท์ กำลังถูกรังควานค่ะ จากพวกเจ้าหนี้นอกระบบ แต่มินท์ไม่ได้ก่อหนี้พวกนั้นนะคะ เป็นฝีมือไอ้เมฆ มันหลอกมินท์”“ถ้าอย่างนั้น มินท์ควรไปแจ้งความแล้วขอให้ตำรวจช่วยดีกว่านะ มาบอกผมแบบนี้ ผมคงช่วยอะไรมินท์ไม่ได้”“แต่ภีม ตำรวจก็ทำอะไรพวกมาเฟียไม่ได้อยู่ดีนะคะ” มินท์เข้ามาเขย่าแขนผม ส่งสายตาอ้อนวอน ซึ่งในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีน้ำตาลคลออยู่ด้วย แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ได้นึกสงสารหรือเห็นใจ ผมคิดเพียงว่ามันคงเป็นสิ่งที่เธอต้องเจอจากการที่เธอเลือกคบคนผิด มันเป็นการเลือกของเธอเอง“แล้วคุณคิดว่าผมจะทำอะไรได้ ขอโทษนะ เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ คุณควรหาทางใช้หนี้พวกนั้นซะแล้วก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้รุ่นน้องคนนั้นด้วย ผมแนะนำคุณได้แค่นี้แหละ ผมขอตัวก่อน”พูดจบผมไม่รอคำตอบอะไรอีก รีบเดินเร็วๆ จนแทบจะเป็นวิ่ง มุ่งตรงเข้าไปในบ้าน







