LOGIN“มีอะไรกันเหรอคะคุณแม่ จีนัสได้ยินเสียงเอะอะโวยวายใหญ่เชียว” กันต์ศิตางค์ที่สวมชุดนอนผ้าแพรสีขาวเดินออกจากห้องมาถามมารดาที่กำลังเดินลงบันได
“ไม่มีอะไรหรอกตาธีร์เมาแอ๋กลับมาน่ะ แม่จะลงไปเอานมให้ย่าหยา ฝากแกเข้าไปดูให้แป๊บหนึ่งได้ไหม”
“จีนัสลงไปเอานมให้ดีกว่าค่ะ...” หญิงสาวหลีกเลี่ยงคำขอของมารดา
“ก็ได้ แม่ชงนมใส่ขวดเอาไว้แล้วอยู่ตรงกะละมังใบเล็กในครัวนะแม่แช่น้ำเอาไว้ให้พออุ่นๆ เอาชาร้อนๆ ขึ้นมาด้วย แม่จะเอาให้ตาธีร์”
“ค่ะ...” รับปากแล้วเธอก็เดินลงไปนำของที่จิตนารีต้องการขึ้นมาให้ ใจก็คร่ำอยากรู้ขึ้นมาทันทีด้วยสัญชาตญาณว่าศิลาภินเป็นอะไร
เนื่องจากร้อยวันพันปีตั้งแต่รู้จักกันมาชายหนุ่มไม่ใช่คนสันทัดในการดื่ม อาจมีบ้างเมื่อต้องพบปะเพื่อนฝูง แต่นี่ถึงขนาดเมาทิ้งลูกที่ปกติไม่ยอมห่างตัว ให้มานอนกับมารดาของเธอ คิดว่าคงหนักเอาการอยู่
ชาดอกคำฝอยในแก้ว กับขวดนมเด็กถูกส่งต่อให้จิตนารี หญิงสาวเริ่มลำบากใจเมื่อนึกว่ามารดาจะต้องคอยวิ่งดูแลสองพ่อลูกเพียงลำพัง ชนชาติก็ยังไม่ขึ้นมาเสียด้วย
ครั้นจะไปตามแม่บ้านกับลูกสาวที่พักอยู่บ้านหลังเล็กก็รู้สึกเกรงใจ ครั้นมองจิตนารีลุกลี้ลุกลนนำขวดนมไปให้คุ้มขวัญในห้องของนาง แล้วไหนจะยังต้องออกมาเข้าไปอีกห้องเพื่อดูแลศิลาภินอีก เด็กยังไม่หลับคงกวนตัวเอาการ คนเมากว่าจะได้ดื่มน้ำชานั้นก็คงเย็นชืดกันพอดี “คุณแม่คะ...หนูช่วยดูเด็กให้ไหมแม่ไปดูเขาเถอะค่ะ เดี๋ยวน้ำชาเย็นหมดใช้ไม่ได้การพอดี” หญิงสาวตามเข้ามาในห้องขณะที่จิตนารีกำลังเอานมให้คุ้มขวัญดื่ม
“เอาสิ...แกจะดูได้แน่นะ”
“อีกเดี๋ยวคุณพ่อคงขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่นานก็พอจะได้”
“เอางั้นก็ดี...ระวังล่ะย่าหยาไม่ค่อยสนิทกับแก อย่าทำให้เด็กตกใจนะเวลาเขานอนก็กอดเขาด้วย ย่าหยาถูกกอดให้หลับจนติด”
“...ค่ะ”
“ยายไปไหน...” พอจิตนารีทำท่าลุกจากเตียงคุ้มขวัญที่นอนถือขวดนมนมอยู่ก็ลุกนั่งถามทันที เธอมองผู้ใหญ่สองคนสลับกันฟังคำพูดเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างนั้นอย่างใจเสียกลัวยายจะหายไปอีกคน หลังจากที่ได้เห็นหน้าบิดาเมื่อกี้แล้วยายบอกว่าเขาต้องไปทำงานต่อ
“เอ่อ...เดี๋ยวยายมาย่าหยาอยู่กับแม่จีนัสก่อนนะลูก”
“แม่...เหรอคะ” กันต์ศิตางค์สวนทันควันกับคำที่มารดาพูดเข้าหู
“เอาเถอะแล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง มันจะอะไรกันนักหนากับเด็กเนี่ย แม่ต้องไปดูตาธีร์แล้ว”
“คุณ...ยาย...”
“ย่าหยาอย่าดื้อนะลูกเดี๋ยวยายก็มาแล้ว” จิตนารีลูกศีรษะเล็กของหลานตัวน้อยด้วยความเอ็นดูก่อนจะตัดใจจากสายตาเศร้าลุกไปหยิบแก้วน้ำชาเดินออกจากห้อง
“นอนสิ...” กันต์ศิตางหันมาบอกเด็กน้อย คุ้มขวัญมีท่าทีหวาดๆ รีบยกขวดนมขึ้นดูด แล้วคลานไปนอนที่เดิมพลิกตัวหันหลังให้คนสั่ง หญิงสาวหยิบผ้าห่อคลุมให้แล้วเอนตัวเองนอนตะแคงข้างๆ วางมือบนหลานสาวตัวเล็กที่สะดุ้งนิดๆ ยามเธอกอดเอาไว้
“ไม่ต้องกลัวหรอก...หลับซะ”
“คุณจีนัสไม่ตีน้องหยานะคะ”
ไม่รู้คุ้มขวัญไปเอาความคิดน่าตกใจนี้มาจากไหน เท่าที่จำได้ถึงแม้จะไม่ยอมมองหน้าหรือพูดคุยด้วยแต่เธอก็ไม่เคยแสดงกิริยาก้าวร้าวใส่ ออ...มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทะเลาะกับศิลาภินตรงบันได
ออ...ในงานศพที่วัดด้วย แต่ก็ไม่น่าที่เด็กน้อยจะคิดว่าเธอใจร้ายขนาดนั้น
“ไม่หรอก...ถ้าเป็นเด็กดีไม่ดื้อก็ไม่โดนตี”
“ย่าหยาไม่ดื้อค่ะ...” หนูน้อยบอกก่อนจะคาบจุกนมไว้ในปากแล้วเริ่มดูดดื่มกินอีกครั้ง คืนนั้นด้วยความที่ดึกมากแล้วกลายเป็นว่ากันต์ศิตางค์ต้องนอนกอดหลานที่ไม่เคยคิดอยากไยดีด้วยคนหลับผล็อยไปพร้อมๆ กัน
“จีนัส...จีนัสตื่นได้แล้วลูก สายแล้ว” เช้าวันใหม่จิตนารีที่ตื่นก่อนลุกมาปลุกบุตรสาวซึ่งยังอยู่ในท่ากอดก่ายกันกลมดิกกับคุ้มขวัญหลานสาว นางเห็นแล้วก็อดยิ้มอย่างดีใจไม่ได้ ภาพนี้เป็นภาพที่นางใฝ่ฝันให้มันเป็นจริงมาตลอด
“อืม...คุณแม่...” กันต์ศิตางค์ปรือตามองเสียงเรียก กะพริบให้พอคุ้นเคยกับวันใหม่อีกสองสามครั้งก่อนจะพลิกตัวและทำท่าจะลุก แต่ความหนักอึ้งตรงแขนข้างหนึ่งทำให้เธอต้องกวาดตามอง คุ้มขวัญนั่นเองที่ขดตัวหลับปุ๋ยในอ้อมกอดของเธอตั้งแต่เมื่อคืน มิน่าถึงได้รู้สึกหนักอึ้งแถมเหน็บก็กินจนชาไปทั้งแขน หญิงสาวค่อยๆ ดึงแขนออกจากศีรษะเล็กทุย
คุ้มขวัญขยับตัวเล็กน้อยเมื่อถูกรบกวนเธอจึงหยุดและตบสะโพกเป็นการกล่อมให้เด็กที่หลับรู้สึกอุ่นใจ แล้วจึงค่อยดึงแขนให้เป็นอิสระจากการเป็นหมอนอีกครั้ง
“อูย...เหน็บกินเจ็บไปหมดเลยค่ะ คุณแม่ทำไมไม่ปลุกหนูคะเมื่อคืน กันต์ศิตางค์ทำทีแกล้งถามเรื่องอื่น เป็นการกลบเกลื่อนความเขินอายกับภาพที่มารดาเห็น”
“ก็ตอนแม่กลับมาน่ะแกหลับไปแล้ว กว่าจะรอให้ทิมมันจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวพอตาธีร์ก็ดึกโขอยู่ ตอนแม่กลับมาก็หลับกันหมดแล้วไม่อยากรบกวน แม่เลยนอนข้างๆ เรานี่แหละ”
“อ๋อค่ะ งั้นหนูไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
“เอาสิ...เดี๋ยวแม่จะดูย่าหยาหน่อยวั นนี้ขี้เซานักคงเพราะเมื่อคืนนอนดึกแน่ๆ ยังไม่อยากปลุกเดี๋ยวจะงอแงอีก ลงไปช่วยน้าจันทร์กับอ้อเตรียมกับข้าวกับแกงก่อนนะ”
“ค่ะ...” หญิงสาวยิ้มให้มารดาก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปยังห้องของตัวเอง ไม่น่าเชื่อเธอจะนอนกอดเด็กนั้นทั้งคืนทั้งที่พยายามบอกไม่ให้ตัวเองใจอ่อนง่ายๆ ความอุ่นจากร่างเล็กๆ มันยังแผ่ซ่านจนรู้สึกได้ มันเหมือน...เธอถูกเติมเต็มอะไรบางอย่าง เหมือน...ได้รับความรู้สึกบางอย่างที่ยากอธิบายจากร่างน้อยๆ นั่น
“ไม่นะจีนัส...เธอต้องใจแข็งกว่านี้เด็กไม่ผิดก็จริง แต่เด็กนั้นก็เกิดมาบนความเจ็บปวดของเธอนะ” กันตต์ศิตางค์พยายามบังคับใจตัวเองไม่ให้นึกถึงหลานที่ตัวเองไม่เคยคิดจะยอมรับ แต่อดใจไม่ได้สักที ใบหน้าขาวนวลจิ้มลิ้มน่ารักน่าชังนั้น เหมือนฉัตรชฎามากเหลือเกิน
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







