เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา
เอเลนอร์นอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่เขามองดูคนตรงหน้าพลางกระชับอ้อมแขนโอบรอบให้แน่นขึ้น หลงใหลในตัวเธอโดยไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนใจเขาได้
ชายหนุ่มเคยมีใบหน้าและรูปร่างงดงาม เรือนผมสีเทา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเปล่งประกาย แต่เพราะสงครามแต่ละครั้งหนักหนาสาหัสจึงทิ้งร่องรอยคมดาบเอาไว้นับไม่ถ้วน
ดวงตาข้างหนึ่งถูกคมดาบในสงครามปราบกบฏครั้งสุดท้ายกลายเป็นแผลผ่าเหนือคิ้วดวงตาข้างขวาลากยาวลงมาถึงกลางแก้ม นัยน์ตาข้างนั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาและบอดสนิท เขาไม่กล้ามาพบเธอด้วยรูปลักษณ์เช่นนั้น คิดว่าคงจะน่าเกลียดในสายตาหญิงสาวที่มีบุรุษชนชั้นสูงต่อแถวรออยู่มากมาย
แต่กระนั้น เอเลนอร์กลับยิ้มให้เขาเหมือนในวันวาน ปฏิบัติกับเขาไม่เปลี่ยนแปลง
พลันคิดถึงบทสนทนาคืนที่ผ่านมาแล้วยิ่งรักเธอมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวของคนตรงหน้าเอื้อมแตะรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านดวงตาข้างนั้น สัมผัสรอยแผลตามลำตัวเอ่ยถามเขาว่า “นาธาเนียล ยังเจ็บอยู่ไหมคะ”
“ไม่เจ็บแล้วครับ คุณไม่รังเกียจจริง ๆ เหรอ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอเลือกเขาแล้วแต่ยังอยากได้ยินคำยืนยันอีกครั้งเพราะน้ำเสียงของเธอเวลาพูดปลอบใจเขาช่างไพเราะ
“ไม่ว่าจะยังไงฉันก็รักคุณค่ะ นาธาเนียล” เอเลนอร์ยิ้มให้เขา “คุณยังคงเป็นคนเดิมในความทรงจำของฉันเสมอ”
ขณะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ร่างบางในอ้อมกอดเริ่มขยับเขาจึงรอกล่าวอรุณสวัสดิ์กับเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่สาวเจ้ากลับหลบหน้าเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน กว่าจะยอมหันมองเขาเล่นต้องขู่ว่าขอทำอีกสักครั้งตอนเช้าคงจะดีไม่น้อย
หลังจากหยอกล้อกันหนำใจแล้ว นาธาเนียลจึงปล่อยให้เธอได้จัดการล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมาทานอาหารเช้าร่วมกันกับคนอื่น ๆ ในครอบครัว
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่” เอเลนอร์ทักทายดยุกและดัชเชสอาเบอร์ลีนด้วยน้ำเสียงนอบน้อม สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยจนทำให้พวกเขามองหน้ากันแล้วจ้องบุตรชายคนที่สามด้วยสายตาตำหนิเพราะอีกฝ่ายกลับยิ้มร่าเริงสดใสกระชุ่มกระชวย
เขาเบือนหน้าหนีความผิด ทำตัวใกล้ชิดภรรยาไม่สนใจใครทั้งนั้นราวกับมีกันอยู่สองคน
บรรยากาศในคฤหาสน์อาเบอร์ลีนยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา อาจจะเป็นเพราะสงครามสงบลงแล้วและบุตรชายทั้งสามกลับบ้านเกิดโดยไม่บาดเจ็บสาหัส ดยุกและดัชเชสอาเบอร์ลีนเลยพลอยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
สามพี่น้องจึงได้มีเวลาว่างพูดคุยกันอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องมีเรื่องการเมืองมากวนใจเสียที ระหว่างนั้น เอเลนอร์จามออกมาเพราะรู้สึกไม่สบาย เธอยังคงแพ้อากาศหนาวเหมือนอย่างเคยคงเป็นเพราะมาจากเมืองเขตอบอุ่นอย่างพัลเลเน่จนนาธาเนียลนึกเป็นห่วงคนข้างกาย
“พาเอเลนอร์ไปฮันนีมูนที่ดิโมนาสิ ช่วงนั้นอยู่คฤหาสน์ตากอากาศไปเลยก็ได้” เอโลอิชพี่ชายคนโตแนะนำเพราะเคยไปเที่ยวเมืองชายทะเลแถบนั้นมาก่อน
ดิโมนาคือจุดหมายที่ศิลปินในยุคสมัยนี้ต้องไปให้ได้เพราะสวยงามราวกับเป็นสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง บรรยากาศโรแมนติกก่อให้เกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์จนใครหลายคนยกย่องให้เป็นเมืองสำคัญของจักรวรรดิไลซีเทีย
ภาพวาดที่แขวนอยู่ในหอศิลปะจึงมักจะมีภาพของเมืองชายทะเลแห่งนี้ปรากฏอยู่เสมอ
“ฉันรู้ว่านายคงจะเป็นห่วงเรื่องหลังจากนี้ แต่พอเกษียณมาแล้ว องค์จักรพรรดิคงไม่ว่าอะไรนักหรอก หากเคานต์ เดอ ลีแวร์ยืนยันหนักแน่นว่าต้องอยู่ดวาลินน์ต่อไปเพราะภรรยาสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ฟินน์ พี่ชายคนรองกล่าวเสริม ในเมื่อมีเหตุผลเพียงพอ สหายคนสนิทของบิดาคงจะอนุโลมให้ได้
“นาธาเนียล ถ้าต้องไปอยู่ดินแดนทางเหนือจริง ๆ ฉันทนได้ค่ะ จุดเตาผิง ทานชาร้อน อยู่ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชิน” เอเลนอร์ไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปล่อยให้เขากังวลเรื่องงานเพียงอย่างเดียวก็พอแล้วเพราะเธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงเขา
“แต่ไหน ๆ ก็อยู่ในช่วงหลังแต่งงาน ไปเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจเถอะ” เลดี้เมเบล ภรรยาของเอโลอิชบอกน้องเขย ในใจนึกอยากช่วยเอเลนอร์จัดการเตรียมข้าวของสำหรับเดินทางไกลตั้งแต่ตอนนี้
หวังว่าทั้งคู่จะมีช่วงเวลาแสนสุขกันเพียงลำพังเพราะต่างฝ่ายต่างผ่านอะไรมามากเหลือเกิน
พี่ชายเห็นแววตาห่วงใยที่เขามีให้น้องสะใภ้ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าสุขุมของหัวหน้าหน่วยกองอารักขาที่หนึ่ง ไม่นึกว่านาธาเนียลจะเผยให้เห็นมุมนี้อย่างง่ายดาย
สองสามวันต่อมา เคานต์ เดอ ลีแวร์จึงพาภรรยาเดินทางด้วยรถม้ามุ่งสู่เมืองดิโมนาตามกำหนดการ
เอเลนอร์มองภาพทิวทัศน์ฤดูหนาวระหว่างทางด้วยความตื่นเต้น เธอไม่เคยรู้เลยว่าสถานที่ข้างนอกเมืองพัลเลเน่จะสวยงามมากขนาดนี้
หิมะโปรยปรายปกคลุมต้นสนใหญ่ ขาวโพลนไปทั่วทั้งภูเขาเหมือนปุยเมฆจนนึกอยากกระโดดลงไปนอนเล่นแล้วปั้นตุ๊กตาหิมะ
หากเธอแข็งแรงกว่านี้สักหน่อยคงทำอะไรตามใจไปนานแล้ว เวลานี้จึงนึกเสียดายเล็กน้อยเอาไว้ฤดูหนาวปีหน้าค่อยเอ่ยชวนนาธาเนียลเล่นลากเลื่อนเหมือนเด็กน้อยสักครั้งในชีวิต
การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำใหม่ ๆ มากมาย เธอนึกขอบคุณเขาอยู่เสมอที่ยังคงรักษาสัญญา แม้ตอนนั้นจะยังเยาว์วัยมากจนอาจลืมคำมั่นไปแล้วก็ตาม
เขาเห็นเธอเอาแต่สนใจภาพด้านนอกรถม้าจึงเอนศีรษะพิงไหล่เธอพลางสอดแขนรอบเอวกอดแนบกาย
“คุณไม่สนใจผมเลยเหรอครับ” น้ำเสียงนั้นฟังดูน้อยใจเล็กน้อยแต่เป็นเพียงเพื่อหยอกเล่นเท่านั้น กระนั้น หญิงสาวกลับลนลานรีบบอกเขาไปเพราะไม่อยากให้เข้าใจผิด
“เปล่านะคะ ฉันแค่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ขอโทษนะคะ นาธาเนียล” แววตาใสซื่อราวกับสำนึกผิดจ้องคนข้างกาย ดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ยังคงทำให้เขาตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถ้าคุณอยากจะขอโทษจริง ๆ หอมแก้มผมได้ไหมครับ” เขายื่นข้อเสนอออกไปคิดว่าหญิงสาวคงจะรีรอเขินอายแต่เพราะกลัวว่าเขาอาจน้อยใจจึงรีบโผเข้าหาแล้วหอมแก้มอย่างที่เขาบอก พลันพูดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “อย่าโกรธฉันเลยนะคะ”
“ผมจะกล้าโกรธคุณได้ยังไง ผมรักคุณมากขนาดไหนรู้ไหมครับ”
“แต่เมื่อกี้…”
“ผมแค่อยากให้คุณสนใจผมมากกว่าภาพข้างนอกรถม้า อยากให้คุณหอมแก้มแล้วก็กอดผมเท่านั้นเอง” นาธาเนียลไม่ปิดบังความในใจ รู้ว่าเวลานี้อยากได้อะไรคนตรงหน้าคงเต็มใจทำให้หมด
ชายหนุ่มยังคงออดอ้อนให้เธอทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามใจตลอดหนึ่งเดือนที่ทั้งคู่ฮันนีมูนในเมืองดิโมนา ผ่านวันและคืนไปด้วยกันอย่างเชื่องช้า สร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันในฐานะสามีภรรยาและสาบานต่อหน้ารูปปั้นโบสถ์อันเลื่องชื่อว่าจะรักและดูแลกันตลอดไป
ทว่า ยิ่งได้ใช้ชีวิตกับเธอมากขึ้นเท่าไหร่ ความสงสัยเรื่องบางอย่างในใจของเขากลับเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
ก่อนหน้านี้เอเลนอร์ถูกคนทำร้ายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ คนในตระกูลเคานต์เอเวอร์เลตเป็นห่วงเธอมากนักเพราะอาการร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียความทรงจำ
ในช่วงนั้น เขากำลังเดินทางกลับจากเมืองชายแดนจึงไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ได้ยินเพียงคำบอกเล่าของเคานต์เอเวอร์เลตเท่านั้น
เขากล่าวว่าถ้าเธอพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเรื่องในอดีตเมื่อใด เอเลนอร์จะเป็นลมหมดสติไปทุกครั้ง ดังนั้นหมอที่ทำการรักษาจึงให้คำแนะนำว่าการรื้อฟื้นคงไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปเพราะอาจทำให้เธอจดจำวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตได้
วันนั้น เซซิเลีย เอเวอร์เลต น้องสาวแม่เดียวกันกับเธอถูกคนร้ายคนเดียวกันแทงที่ท้องจนเสียชีวิต อาจจะเป็นสาเหตุที่เธอไม่อยากจดจำเรื่องเลวร้ายนั้นเพราะเธอรักน้องสาวคนนี้มาก
กระนั้น คนที่สูญเสียความทรงจำไปกลับจำเรื่องราวของเขาได้เป็นอย่างดี นิสัย การพูด ท่าทาง ความคิดของเธอกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจนนึกว่าคนตรงหน้าเขาในเวลานี้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนรักของตัวเอง
“นาธาเนียล กำลังคิดอะไรอยู่คะ ฉันเรียกคุณตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว” เอเลนอร์รินน้ำชาให้เขาเหมือนอย่างเคย ท่าทางนอบน้อมของเธอยิ่งทำให้เขาแปลกใจ
ไม่ใช่ว่าการกระทำที่เธอมีต่อเขาจะไม่ดีหรืออย่างไร แต่มันกวนใจเขามากเกินไปเพราะหากเป็นเอเลนอร์ที่เขารู้จักคงจะคิดเห็นและกระทำอีกแบบหนึ่งมากกว่า มิหนำซ้ำคนร้ายตัวจริงยังลอยนวลเขาไม่อาจปล่อยให้เป็นอย่างนั้นได้
นาธาเนียลจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งหาลอร์ดวินสตัน ผู้ช่วยงานของเขาให้ตามหาคนร้ายที่หลบหนีไปและสืบเรื่องราวเพิ่มเติมอย่างลับ ๆ
หลังกลับมาดวาลินน์ได้ไม่ถึงห้าวันพลันได้ข่าวคราวจากผู้ช่วยว่าสามารถจับกุมคนที่ลอบทำร้ายบุตรสาวทั้งสองคนของตระกูลเคานต์เอเวอร์เลตได้แล้ว
คำสารภาพของเคานต์เอ็ดมันด์ ไวแอตต์ คนร้ายในคดีนี้กลับทำให้เขาตะลึงงันไม่คาดฝัน ความจริงที่ว่าเสียดแทงหัวใจไม่มีชิ้นดีเพราะคนที่ถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายนั้นไม่ใช่เซซิเลียแต่ว่าเป็นเอเลนอร์ เอวอร์เลตผู้หญิงที่เขารัก
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เอเลนอร์ที่อยู่ข้างเขา แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่
คำพูดของเธอทำให้เขาแสยะยิ้ม ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลไม่เป็นมิตรเลยแม้แต่น้อยราวกับถูกกระตุ้น ความคิดในใจถาโถมเข้าหานาธาเนียล เธอกล้าดียังไงจะหย่ากับฉัน เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าเธอต้องทุกข์ทรมานข้าง ๆ ฉันไปตลอดชีวิตเมื่อเห็นเขาไม่ตอบจึงพูดออกมาอีกครั้ง “ฉันจะหย่ากับคุณค่ะ”“เธอไม่มีสิทธิ์และฉันก็ไม่อนุญาตให้เธอไปไหนทั้งนั้น” เขาพูดข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อยากอยู่กับฉันไม่ใช่หรือไง ทำไมตอนนี้ถึงคิดหนีไปอย่างนั้นล่ะ”“นาธาเนียล” เซซิเลียเรียกเขาเสียงแข็งเพื่ออีกฝ่ายจะได้สติบ้าง “ฉันอยู่ที่นี่ต่อไป คนที่ทรมานก็คือคุณ ฉันไม่อยากให้เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะฉะนั้น หย่ากับฉันเถอะนะคะ แล้วฉันจะไม่มาให้คุณเห็นหน้าอีก”เธอพูดไปแบบนั้นเพราะทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เขามักจะหงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่เสมอ เมื่อเห็นแบบนั้นบ่อย ๆ เข้าเซซิเลียจึงนึกสงสารเพราะคิดว่าต้นเหตุล้วนมาจากเธอ“เสแสร้งทำเป็นห่วงกันอย่างนั้นเหรอ เธอมันร้ายกาจ จำใส่ใจเอาไว้ว่าฉันไม่มีทางหย่ากับเธอ ต่อให้ฉันต้อ
เช้าวันต่อมาสาวใช้ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าหญิงสารเลวคนนี้จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานให้สาสมกับสิ่งที่เธอทำกับเจ้านายและคนรักของเขาเซซิเลีย คือชื่อที่ถูกเรียกขานอีกครั้งนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในเมื่อเคานต์ เดอ ลีแวร์ไม่ว่ากล่าวอะไร พวกเธอจึงกลั่นแกล้งหญิงสาวให้ประสบความลำบากทีละนิด คอยระวังยั้งมือไม่ให้มากจนเกินไปเพราะกลัวว่าเธอจะตายจากไปเสียก่อนที่จะชดใช้ความผิด“นาธาเนียล” เซซิเลียยังคงเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงดังเดิมราวกับว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เกิดขึ้น แต่อีกฝ่ายกลับแสยะยิ้มให้ด้วยสายตาเย็นชา“เรียกทำไมนักหนา คิดว่าฉันเป็นสามีของเธอจริง ๆ หรือไง” ชายหนุ่มสบถน้ำเสียงไม่สบอารมณ์แต่เช้า“คุณฟังฉันก่อนได้ไหมคะ ฉันไม่รู้ว่าคุณเข้าใจผิดไปตั้งแต่ตอนไหน แต่ว่าฉันไม่เคยพูดโกหกอะไรกับคุณเลยนะ” เซซิเลียพยายามโน้มน้าวใจให้เขายอมหยุดฟังเธอบ้าง อย่างน้อยให้เธอได้แก้ไขความเข้าใจผิดสักเล็กน้อยก็ยังดี“กล้าพูดมาได้ว่าไม่เคยโกหก เธอแกล้งเป็นเอเลนอร์อยู่นี่ไง คิดว่าฉันไม่รู้เ
เช้าวันต่อมาเอเลนอร์เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าร่างกายเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยจึงค่อย ๆ ลืมตามองดูรอบห้องที่ยังไร้เงาของนาธาเนียล คิดไปเองว่าสิ่งที่เธอได้ยินตอนไม่ได้สตินั้นเป็นเพียงฝันร้ายทว่า เอมี่กลับยืนยันว่าเขากลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน“นายท่านมีงานด่วนต้องตรวจตราเลยรีบออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ค่ะ แต่นายท่านบอกว่าจะรีบกลับมาถ้าเสร็จธุระแล้ว” เธอพยายามบอกคนตรงหน้าที่ใจไม่ดีสักเท่าไหร่ แววตาอีกฝ่ายสลดลงเพราะคิดว่าอย่างน้อยควรจะปลุกเธอแล้วบอกให้รู้สักนิดก็ยังดีคำปลอบประโลมเล็กน้อยหรือการอยู่เคียงข้างกันในเวลานี้ดูเป็นคำขอที่มากเกินไปอย่างนั้นเหรอ“ฉันคงจัดการทุกอย่างเองไม่ได้ ฝากด้วยนะเอมี่” เธอฝากเรื่องอาหารมื้อเย็นให้สาวใช้รับผิดชอบ สายตาเหม่อมองไปนอกห้องก่อนลุกเดินไปยังห้องนอนของนาธาเนียลกลิ่นสบู่หอมอ่อน ๆ ที่เขาชอบใช้ยังคงอบอวล เธอคิดถึงเขามากเหลือเกินจนคิดไปว่า “เขาโกรธที่ฉันแท้งเหรอ เอมี่”สาวใช้ตกใจรีบปฏิเสธทันควัน “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ อย่าได้คิดโทษตัวเองเลย
ก่อนเดินทางออกจากดวาลินน์ นาธาเนียลเข้าไปเยี่ยมหลุมฝังศพของเอเลนอร์ในสุสาน วางดอกกุหลาบช่อใหญ่ที่เธอชอบข้างป้ายชื่อที่เขียนไว้ว่าREST IN PEACECECILIA EVERLET911 - 932ชายหนุ่มเศร้าใจยิ่งนักที่เวลานี้ไม่อาจทำอะไรให้เธอได้เลย แม้แต่ป้ายยังเป็นชื่อของคนอื่น เขาจึงให้สัญญาว่าจะไม่ยอมให้หญิงคนนั้นถูกโทษประหารแล้วตายจากไปอย่างง่ายดายเพราะเธอจะต้องได้สัมผัสกับความทุกข์แสนสาหัสตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ให้สาสมคฤหาสน์ตระกูลอาเบอร์ลีนดัชเชสอาเบอร์ลีนและเลดี้เมเบลเข้ามาช่วยเอเลนอร์เตรียมสัมภาระตั้งแต่เช้าตรู่ จัดหาข้าวของจำเป็น สมุนไพร ยารักษาอาการของเธอไว้ให้พร้อมเพราะกลัวว่าเธอจะลำบาก“ท่านแม่ ทำไมจู่ ๆ นาธาเนียลถึงได้เปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้คะ หรือว่ามีการเคลื่อนไหวของพวกเชื้อพระวงศ์ที่เราไม่รู้” เลดี้เมเบลเอ่ยถามเธอด้วยความสงสัยเพราะก่อนหน้านี้ยังพูดกันเสียดิบดีว่าจะอยู่ดวาลินน์ต่อเพราะเป็นห่วงสุขภาพของภรรยา“&hellip
เอ็ดมันด์ ไวแอตต์ วัยสิบแปดปีเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเคานต์ไวแอตต์ที่ล่วงลับไป ได้รับมรดกตกทอดและบรรดาศักดิ์ในเมืองรอบนอกของดวาลินน์ต่อจากผู้เป็นบิดา ร่ำรวยเงินทองจนสามารถใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยได้อย่างไม่แยแสสิ่งใดเขากลับหลงใหลในหญิงสาวดวงตาสีม่วงลาเวนเดอร์ราวกับถูกมนต์เสน่ห์ของเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น หมายมั่นว่าจะต้องแต่งงานกับเธอให้ได้ “เซซิเลียของผม ทำไมคุณถึงไม่ตอบตกลงสักที คุณมีอะไรปิดบังกันแน่”ในค่ำคืนเงียบสงบช่วงต้นฤดูหนาว เขาบุกเข้ามาหาหญิงสาวในเขตสวนคฤหาสน์เพื่อถามไถ่เหตุผลและเรื่องราวค้างคาใจ หากแต่อีกฝ่ายไม่ตอบสิ่งใดปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า “ฉันไม่ใช่เซซิเลีย ฉันคือเอเลนอร์ต่างหาก เคานต์ไวแอตต์คงสับสนจำผิดคนแล้ว”“ไม่จริง” เขาเชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากกว่าเพราะตลอดเวลาที่แอบคบกัน ชายหนุ่มไม่เคยเห็นหน้าคนชื่อเอเลนอร์แม้แต่ครั้งเดียว ทั้งยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพี่สาวคนรักเลยสักครั้ง “ทำไมต้องโกหกผม คุณกล้าพูดไหมว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับองค์ชายมาเวอริค”“…” หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่เขาพูดมา
เช้าวันต่อมาเอเลนอร์นอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่เขามองดูคนตรงหน้าพลางกระชับอ้อมแขนโอบรอบให้แน่นขึ้น หลงใหลในตัวเธอโดยไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนใจเขาได้ชายหนุ่มเคยมีใบหน้าและรูปร่างงดงาม เรือนผมสีเทา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเปล่งประกาย แต่เพราะสงครามแต่ละครั้งหนักหนาสาหัสจึงทิ้งร่องรอยคมดาบเอาไว้นับไม่ถ้วนดวงตาข้างหนึ่งถูกคมดาบในสงครามปราบกบฏครั้งสุดท้ายกลายเป็นแผลผ่าเหนือคิ้วดวงตาข้างขวาลากยาวลงมาถึงกลางแก้ม นัยน์ตาข้างนั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาและบอดสนิท เขาไม่กล้ามาพบเธอด้วยรูปลักษณ์เช่นนั้น คิดว่าคงจะน่าเกลียดในสายตาหญิงสาวที่มีบุรุษชนชั้นสูงต่อแถวรออยู่มากมายแต่กระนั้น เอเลนอร์กลับยิ้มให้เขาเหมือนในวันวาน ปฏิบัติกับเขาไม่เปลี่ยนแปลงพลันคิดถึงบทสนทนาคืนที่ผ่านมาแล้วยิ่งรักเธอมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว นิ้วเรียวของคนตรงหน้าเอื้อมแตะรอยแผลเป็นยาวพาดผ่านดวงตาข้างนั้น สัมผัสรอยแผลตามลำตัวเอ่ยถามเขาว่า “นาธาเนียล ยังเจ็บอยู่ไหมคะ”“ไม่เจ็บแล้วครับ คุณไม่รังเกียจจริง ๆ เหรอ” แม้จะรู้อยู่แก่ใจ







