LOGINพูดไปก็เท่านั้น นางดื่มด่ำผลไม้วิญญาณจนกลับมารับรู้กลิ่น นางเฝ้ามองนัยน์ตาสีชาดที่แสนเย็นชาทอประกายอ่อนโยนลง ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นบ้าง
โดยปกติแล้วนางมักได้กลิ่นหอมอบอวลของดอกปี่อั้น[1] จากนีเทียนต้าเซิน บุปผาสีชาดชนิดนี้งอกเงยอย่างงดงามในปรภูมิ นางได้กลิ่นฉุนสุราจากท่านลุง บ้างมีกลิ่นแท่งเหล็ก กลิ่นต้นข้าวและดินโคลนเหมือนชาวนา ขึ้นอยู่กับว่าภพชาติก่อนท่านลุงเป็นอะไร
สำหรับนางแล้วถึงเทพมรณาจะเคร่งครัดกฎระเบียบ แสดงทีท่ารำคาญนางเวลาที่นางพูดจาไม่รู้เรื่องรู้ราว นางเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญ บุรุษเทพผู้นี้มิได้ไร้เมตตาธรรม เขามีกลิ่นกายหอมหวาน แถมรูปงามนัก...
“ไม่เคยมีใครปฏิบัติดีต่อข้า หากข้าปรารถนาสิ่งใด ข้าจะต้องลักลอบออกจากเรือนไปหามันด้วยตัวเอง” พูดจบ นางในร่างผีเสื้อกลับเป็นสตรีเช่นเดิม ใบหน้าสดสวยแย้มยิ้ม ยืนข้างกายเทพมรณา “อ้อ... ลืมไป ข้ามีท่านฮู่โหมวเป็นมิตรสหาย เป็นพี่ใหญ่ของข้า เขาเกือบได้เป็นสามีข้า”
“จิ้งจอกเงินเป็นเหตุให้เจ้าต้องตาย”
“ท่านฮู่โหมวไม่ได้ตั้งใจ... ทำให้ข้าตาย” นางดูลังเลใจในคำพูดนั้น บุรุษเทพเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
“หมายความว่าเจ้าอยากเป็นภริยาจิ้งจอก?”
“ฮะ... อะไรนะ? ท่านนี่ถามประหลาด ถ้าหากว่าข้าอยากเป็นภริยาจิ้งจอก ข้าจะกระโดดเข้ากองควันพญามัจจุราชทำไมเล่า ท่านฮู่โหมวน่ะเป็นได้เพียงมิตรสหายของข้า ต่อให้ข้าต้องไปเป็นภริยาของเขา ใจข้าก็ปรารถนาจะเป็นเพียงมิตรสหาย”
“ไยเจ้าจึงพูดมันขึ้นมา?”
“ข้าหมายถึงฮู่โหมวไม่คิดจะทำร้ายข้า”
“เช่นนั้นเจ้ายิ่งไม่ควรกระโจนกายเข้ากองควันมัจจุราช”
“ก็ข้า... ข้า...” นางอึกอัก นิ่งอึ้งไป ไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไร นางพบเขาในห้องนอนคราแรก ใจเร็วด่วนได้ตามเขามารับทัณฑ์ทรมานทุกเช้าค่ำ โง่เง่าสิ้นดี!
“อื้ม... จิ้งจอกเงิน... ผู้น่าสงสาร ท่านฮู่โหมวของเจ้า...”
ลมหายใจยมทูตแผ่วเบาลง ด้วยนึกเวทนาจิ้งจอกเงินผู้มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อนาง แต่ก็ทรยศนางได้เพื่อตระกูลจิ้งจอก เพื่ออำนาจและความเป็นใหญ่ในเมืองปีศาจ
นีเทียนต้าเซินมองเห็นความทรงจำมากมายนับหลายพันปีของผีเสื้อน้อย ราวกับว่าเขากำลังมองผ่านดวงตาไร้เดียงสาของนาง แม้ไม่ทันได้ดูทั้งหมดของทั้งชีวิตนาง ด้วยความที่นางยังมีชีวิต มิอาจต้านทานดวงตาพิพากษาได้นาน
ในค่ำคืนหนึ่งใต้จันทราสีชาดกลมโต สองสายตาสบประสาน หนึ่งคู่นัยน์ตาสีชาดและนัยน์ตาสีอำพัน ปีกทั้งสามของนางขยับในเวหา ชนเข้ากับปลายหางทั้งเจ็ดหางที่ทรงพลัง ฮู่โหมวเป็นปีศาจรูปงาม กลิ่นอายหยินลอยฟุ้งรอบกาย
‘เจ้าจะแต่งงานกับข้าไหม? ถิงถิง เจ้ามาเป็นเจ้าสาวข้าสิ’
‘ท่านบ้าไปแล้วรึไง! ข้าเป็นผีเสื้อ ท่านเป็นจิ้งจอก จะแต่งงานกันได้ยังไง ท่านรู้ไหม? ท่านต้องไปแต่งงานกับจิ้งจอก’
‘ข้าอยากแต่งงานกับเจ้าจริง ๆ ไม่เอาน่า ข้าสนใจที่ไหนว่าเจ้าเป็นผีเสื้อ ข้าจะไปสู่ขอเจ้ามาเป็นภรรยา’
เสียงหัวเราะดังก้องกังวานในภพภูมิปีศาจ คลับคล้ายคลับคลากับบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้
‘เสียทีข้าเคยคิดว่าเจ้าอัปลักษณ์ ในเมื่อเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ เจ้าเป็นผู้เสียสละตน ไม่ชั่วร้ายเหมือนปีศาจตนไหน ๆ’
เทพมรณาถอนหายใจเป็นไอควันสีชาด เขาเฝ้ามองปีศาจน้อยกลับไปดื่มด่ำผลไม้ทีละลูกด้วยแววตาเปล่งประกาย ผลไม้ในมือนางหายไปแล้วงอกเงยขึ้นมาใหม่ ท้องนภากว้างปรากฏเมล็ดพันธุ์ร่วงหล่น เวหาอันอ่อนหวานงดงามรายล้อมรอบกายนาง
การมองผ่านภาพตรงหน้าเป็นเรื่องชินชา ความงามของอิสตรีล้วนเป็นโลกมายา โดยเฉพาะปีศาจราตรี ล้วนมีรูปลักษณ์ของหญิงงามล่มเมือง
ถิงถิงขยับปีกลงมาจากต้นไม้ใหญ่ทอประกายงดงาม หยุดยืนข้างอาภรณ์สีนิล “ข้าได้ยินมาว่าความรักของเทพนั้นบริสุทธิ์ ไร้ความหวงแหนและราคะ มีเพียงความรักใคร่ ปรารถนาดีต่ออีกฝ่าย หวังให้คู่ชีวิตได้รับเพียงความสุข... เป็นความจริงหรือไม่?”
“ข้าไม่รู้”
“ท่านเป็นเทพ”
“ก็ไม่เชิง” เอ่ยแล้วผ่อนลมหายใจอีกครา นีเทียนต้าเซินอดทนต่อปากต่อคำกับนางต่อไป นางกระโดดขึ้นต้นไม้สูงตระหง่านด้วยปลายเท้าข้างเดียว ไม่รู้ด้วยอารมณ์ไหน อยู่ดี ๆ นางส่งเสียงโวยวาย
“ท่านควรต้องสงสารข้าสิ ข้าเนี่ย! เป็นปีศาจผีเสื้อที่น่าสมเพช ข้าแสนต่ำต้อย ไร้วาสนา ใครมันจะมาดวงซวยเท่าข้า ทำไมท่านไปสงสารปีศาจจิ้งจอกเล่า กรี๊ดด!”
ตุบ!
ผืนหญ้าเขียวขจีฟูฟ่องทันทีที่กระทบเวทหยินเข้าอย่างจัง สตรีในอาภรณ์งดงามนอนคว่ำหน้า ในอ้อมแขนของนางเต็มไปด้วยผลไม้ลูกกลม ๆ สีแดงสด ลูกหนึ่งยังอยู่ในปาก นีเทียนต้าเซินหลุบตาลงมองนาง
“นับตั้งแต่ข้าเป็นเทพ ก็ยังไม่เคยเห็นผีเสื้อตกต้นไม้ ปีกเจ้ามีตั้งสามคู่ รวมเป็นหก เจ้ามีพลังเวทเต็มกาย หาใช่มนุษย์เดินดินไม่ เจ้าปีศาจผีเสื้อตนนี้ ช่างน่าสงสาร...”
นีเทียนต้าเซินกลั้นใจเอ่ยว่า ‘น่าสงสาร’ ทั้งที่จริงแล้วนางน่ะน่าสมเพช
ถิงถิงเงยหน้าเกรอะกรังเศษหญ้า เรือนผมดำขลับกระเซอะกระเซิง นางกัดฟันว่าตัวเองโง่เง่าเท่าไรถึงได้ตกต้นไม้ ทั้งที่นางก็มีปีก...
ซ้ำร้ายกว่าคือเทพผู้มีเมตตาธรรมก็ไม่ได้ช่วยเหลือนาง เขามองนางหล่นจากต้นไม้หน้าตาเฉยเมย!
[1] 彼岸 ดอกปี่อั้น สัญลักษณ์แห่งความตายและการพลัดพราก อีกฟากฝั่ง - 彼 ปี่ แปลว่า อีกหนึ่งนั้น 岸 อั้น แปลว่า ชายฝั่ง
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







