เข้าสู่ระบบรถเอสยูวีสีดำคันเก่าแล่นฝ่าความมืดมาบนถนนทางเข้าไร่สายเล็ก ภายในรถเงียบกริบ ภูริดลซึ่งเป็นคนขับรถไม่ปริปากพูดอะไรสักคำตั้งแต่ออกจากบ้านของนทีและน้ำมณี
“พี่ดินกับคุณพ่อทะเลาะอะไรกันอีกหรือเปล่า ตอนนั่งกินข้าวไม่ยอมมองหน้ากันเลย” ฟ้าพราวถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าสามีของเธอกลับตอบมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่มีอะไร”
“ไม่จริง หน้าพี่ดินฟ้องว่ากำลังมีเรื่องกลุ้มใจ”
“บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ”
“ไหนว่าจะไม่โกหกกันไงคะ”
“โอเค” ภูริดลแพ้ทางภรรยาอีกตามเคย “พี่มีเรื่องกลุ้มใจจริง แต่ไม่บอกว่าเรื่องอะไร ไม่ต้องมาถามเซ้าซี้ จบนะ”
“ที่ถามเพราะเป็นห่วง แต่ถ้าไม่อยากบอกก็ตามใจ กลุ้มใจไปคนเดียวก็แล้วกัน” โดนแบบนี้เป็นใครก็อดน้อยใจไม่ได้ ฟ้าพราวนิ่งเงียบแต่ในหัวไม่หยุดคิด “หรือว่าพี่ดินเครียดเรื่องที่นิ้งกำลังจะกลับมาอย่างที่คุณแม่บอกจริงๆ”
“คุณแม่บอกกอะไร” ภูริดลถามเสียงห้วนกลบเกลื่อนความรู้สึกภายในที่กำลังสับสนวุ่นวายใจ
“คุณแม่บอกว่าพี่ดินสัญญากับนิ้งไว้ว่าจะให้ของขวัญวันเรียนจบ เป็นของขวัญที่นิ้งอยากได้มาก แต่พี่ดินคงกังวลว่าจะให้ไม่ได้”
ภูริดลกำพวงมาลัยรถแน่น เผลอเหยียบคันเร่งเกือบมิด ฟ้าพราวต้องแตะต้นแขนของเขาเพื่อเตือนให้ขับช้าลงหน่อย
“ถ้าให้ฟ้าเดา ก็คงเป็นตำแหน่งประธานโรงแรมที่คุณพ่ออยากยกให้พี่ดิน เพราะคุณแม่เคยบอกว่านิ้งอยากได้มาก”
“ต่อไปนี้เลิกกินปลาเลยนะ” สามีพูดโพล่งออกมาอย่างไม่สัมพันธ์กับเรื่องที่กำลังคุยกันเลยสักนิด
“เกี่ยวอะไร”
“ฉลาดเกินไปแล้ว”
“อ๋อ...อยากมีเมียโง่” ฟ้าพราวยอกย้อน ภูริดลไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะต่อปากต่อคำด้วย
“ความจริงเรื่องนี้มันง่ายนิดเดียวเองนะคะ”
“ง่ายเหรอ” คนที่กำลังขับรถผ่านประตูบ้านเข้าไปในจอดในโรงจอดรถหัวเราหึๆ ในลำคอ “ลองบอกมาสิว่าจะทำยังไง”
“พี่ดินก็รับตำแหน่งมาก่อน แล้วค่อยสละตำแหน่งให้นิ้งทีหลังไงคะ”
ภูริดลดีดหน้าผากภรรยาไปหนึ่งที “ถ้ามันง่ายขนาดนั้นพี่จะเครียดทำไม”
“อ้าว...ทำแบบนี้ไม่ได้เหรอคะ” ฟ้าพราวถามเสียงอ่อยพลางเอามือลูบหน้าผาก
“คุณพ่อดักทางไว้แล้ว ว่าห้ามทำแบบนั้น ถ้าทำ ถือว่าโกง แล้วนิ้งก็จะไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับโรงแรมอีกเลย ส่วนพี่ก็จะโดนลงโทษให้ไปเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรม พี่ไม่มีปัญหาที่จะไปยกกระเป๋า แต่ถ้านิ้งไม่ได้บริหารโรงแรม นิ้งจะเสียใจมาก”
“ยากจริงด้วย ถ้างั้นจะทำยังไงดี” ฟ้าพราวคิดไม่ตก
ชายหนุ่มเอียงตัวหันหน้าเข้าหาภรรยา สบตาเธอผ่านแสงสลัวในโรงจอดรถด้วยแววตาลึกซึ้ง ทว่าเธอคงจะไม่ได้สังเกตเพราะมัวแต่ครุ่นคิดหาทางแก้ปัญหาจนหน้ายุ่ง “พี่ต้องเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปแลกกับตำแหน่งมาให้นิ้ง”
“อะไรคะที่มีค่ากับพี่ดินมากขนาดนั้น”
“ฉลาดนักก็คิดเอาเอง”
“ถ้าให้เดาก็ไร่ชานี่แหละที่พี่ดินรักที่สุดตอนนี้ ใช่มั้ยคะ”
“เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ถ้าคิดเองไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้” ว่าแล้วก็หนีลงจากรถแล้วเดินลิ่วเข้าบ้านโดยไม่สนใจคนที่นั่งครุ่นคิดจนหัวคิ้วแทบชนกันอยู่ในรถแต่ก็คิดไม่ออก
“แต่คุณพ่อคงไม่อยากได้ไร่ชาพี่ดินหรอกมั้ง” ฟ้าพราวพึมพำกับตัวเอง “โอ้ย...คิดไม่ออก ไม่คิดแล้ว”
ดึกมากแล้ว หลังจากออกกำลังกายก่อนนอนเสร็จ ภูริดลก็หลับสนิท ในขณะที่ฟ้าพราวยังครุ่นคิดถึงเรื่องของการเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับเธอและอาจจะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของคะนิ้งด้วย หญิงสาวย่องลงจากเตียงแล้วรื้อค้นหาเอกสารสัญญาการเดิมพันที่คิดว่าสามีอาจจะซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งในบ้าน เธอค้นทุกซอกทุกมุมในห้องนอนจนหมดทุกที่ก็ไม่เจอ
“เอาไปซ่อนไว้ไหนนะ” ฟ้าพราวบ่นงึมงำแล้วก็คิดออก เธอย่องออกจากห้องนอนอย่างเบาที่สุด แล้วผลุบหายเข้าไปในห้องของที่รัก รื้อค้นตู้โชว์ใบที่เคยเก็บรูปถ่ายพรีเวดดิ้งของภูริดลกับกวินตรา ในที่สุดก็พบซองเอกสารสีน้ำตาล เธอรีบหยิบออกมาดู ในซองมีกระดาษอยู่หนึ่งแผ่น ฟ้าพราวค่อยๆ ดึงออกมาจากซอง เห็นที่หัวกระดาษพิมพ์ด้วยหมึกสีดำว่า ‘สัญญาเดิมพัน’ เธอดึงกระดาษแผ่นนั้นออกจากซอง ยังไม่ทันได้อ่านรายละเอียด ก็มีมือของใครบางคนมาดึงกระดาษแผ่นนั้นไปฉีกเป็นสี่ส่วน ขยำเป็นก้อนกลมแล้วกำมันไว้แน่น
“พี่ดิน!” ฟ้าพราวกลับหลังหันมามองคนที่แอบย่องมาด้านหลังอย่างเงียบเชียบ
“ดึกแล้ว ทำไมไม่นอน” ภูริดลถามเสียงเรียบ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะโกรธแต่อย่างใด
ฟ้าพราวมองสบตาสามีแล้วบอกอย่างตรงไปตรงมา “ฟ้าสงสัยเรื่องการเดิมที่มีส่วนเกี่ยข้องกับฟ้า คุณแม่เคยบอกว่าพี่ดินกับคุณพ่อทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกันไว้ ฟ้าก็เลยมาค้นดู”
“แล้วก็เจอ” ชายหนุ่มชูก้อนกระดาษที่ถูกขยำจนเหลือก้อนเล็กนิดเดียวให้ภรรยาดู
“เจอ แต่ยังไม่ทันได้อ่าน”
“สัญญาไร้สาระ ไม่ต้องอ่านหรอก” พูดจบก็เดินกลับไปที่ห้องนอน
ฟ้าพราวรีบตามไป เห็นสามีก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องน้ำ แล้วก็เอากระดาษก้อนนั้นทิ้งลงชักโครก แล้วกดน้ำทิ้ง “ทิ้งกระดาษลงชักโครกอีกแล้ว เดี๋ยวส้วมก็ตันกันพอดี”
“บ่นจริง ผีแม่บ้านเข้าสิงเหรอ” ภูริดลส่ายหน้าแล้วอุ้มภรรยาเดินไปที่เตียง “ดึกดื่นไม่ยอมนอน งั้นก็มาออกกำลังกายเรียกเหงื่อกันอีกรอบละกัน”
“ไม่เอาแล้วพี่ดิน ฟ้าเหนื่อย ง่วงแล้วด้วย” ว่าแล้วก็แกล้งหาวแล้วนอนหันหลังคลุมโปงให้สามี แต่มีหรือที่เขาจะปล่อยเธอไปง่ายๆ คนที่เพิ่งออกกำลังกายตอนหัวค่ำไปแล้วรอบหนึ่งลอกคราบตัวเองออกอย่างรวดเร็วแล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







