เข้าสู่ระบบช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตฟ้าพราวมากมาย ทั้งร้ายและดี แต่น่าขำตรงที่เรื่องร้ายและเรื่องดีนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน วันที่รู้ว่าต้องแต่งงานกับภูริดลด้วยเหตุผลน้ำเน่า ฟ้าพราวคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แต่เมื่อได้มาอยู่กับเขาในฐานะสามีภรรยา เปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เธอจึงได้พบว่า สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอก็คือ การได้แต่งงานกับภูริดล
“ดึกแล้ว ออกมาทำไม” ภูริดลเดินเข้ามาสวมกอดภรรยาจากทางด้านหลัง คนที่ยืนดูดาวอยู่จึงทิ้งน้ำหนักตัวพิงอกกว้างของสามี ความอบอุ่นจากเลือดภายในกายส่งผ่านถึงกันและกันผ่านผ้าเนื้อบางของชุดนอน
“ออกมาดูดาวค่ะ ดาวที่นี่สวยมาก”
“ดูมาสามปีแล้ว ยังไม่เบื่ออีกเหรอ” พอพูดคำว่า ‘สามปี’ ออกมาแล้ว ภูริดลก็ฉุกคิดถึงเรื่องการเดิมพันขึ้นมาอีกครั้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแกล้งลืมมันไป แต่สุดท้ายเขาก็หนีมันไม่พ้นและต้องเผชิญหน้ากับมันในไม่ช้านี้
“ไม่ค่ะ ฟ้าชอบ”
ภูริดลกระชับอ้อมกอด แนบแก้มสากระคายลงบนเรือนผมนุ่มของภรรยา “เคยคิดมั้ยว่า ถ้าเมื่อสามปีที่แล้วไม่ต้องแต่งงาน ชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง”
“ตอนแรกฟ้าแพลนไว้ว่าจะไปเรียนต่อโทที่เมกา ถ้าได้ทำตามแผน ตอนนี้ก็คงเรียนจบแล้ว”
“ยังอยากไปเรียนต่ออยู่มั้ย”
“แต่งงานแล้วจะไปได้ยังไง”
“มีผัวแล้วเขาไม่ให้เรียนเหรอ” คำถามกวนประสาททำลายบรรยากาศโรแมนติกพังยับเยิน “ถ้ายังอยากเรียนอยู่ จะไปก็ได้นะ”
“ฟ้าไม่มีเงินไปเรียนหรอกค่ะ”
“โกหก”
“จริงจริ๊ง” ฟ้าพราวทำเสียงสูง
“เงินที่ขายวังได้ ท่านพ่อแบ่งให้ตั้งเยอะ” เขารู้ว่าเงินก้อนนั้นยังอยู่ครบ เพราะเขาไม่ให้เธอใช้ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเธอตั้งแต่แต่งงานเขาเป็นคนดูแลทั้งหมด “แต่ถึงฟ้าจะไม่มีเงิน พี่ก็ส่งเมียเรียนได้”
ร่างเล็กพลิกตัวอยู่ในอ้อมกอดของสามี หันมามองสบตาเขาด้วยความไม่เข้าใจ “พี่ดินไม่อยากให้ฟ้าอยู่ด้วยแล้วเหรอ”
“ฟ้าทำอะไรเพื่อท่านพ่อ เพื่อพี่มาเยอะแล้ว พี่อยากให้ฟ้าทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง”
“แต่ตอนที่ไปเยี่ยมเจ้หลิวคลอดแอลลี่ พี่ดินพูดเหมือนอยากมีลูกแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วเหรอคะ”
“พี่คิดว่าตัวเองน่าจะพร้อมแล้วละ แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เหมาะสม รอให้ทุกอย่างลงตัวมากกว่านี้ก่อนดีกว่าแล้วค่อยมี พี่ไม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วต้องเจอกับปัญหาบ้าบอคอแตกของผู้ใหญ่”
“ยังจะมีปัญหาอะไรอีกเหรอคะ”
“ปัญหาใหญ่...ใหญ่มาก...ใหญ่มากที่สุด” ภูริดลแกล้งพูดเล่นทั้งที่ความจริงกลุ้มมาก ตอนนี้เขาเหมือนมีระเบิดเวลาติดอยู่กับตัว ซึ่งมันใกล้จะถึงจุดระเบิดเต็มทีแล้ว
ระยะหลังฟ้าพราวมาขลุกอยู่กับน้ำมณีเกือบทุกวันเพราะกำลังแอบซุ่มทำโปรเจคอะไรบางอย่างกันอยู่ โดยตอนเช้าน้ำมณีจะส่งรถมารับ ค่ำๆ หลังเสร็จงานในไร่ ภูริดลก็จะไปรับกลับ ทำให้ภูริดลมีโอกาสได้พบกับนทีบ่อยขึ้น อีกทั้งยังยอมนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวเย็นกับพ่อด้วยดี การที่ได้เจอหน้ากันบ่อยขึ้น ได้คุยกันมากขึ้น ทำให้ระยะห่างระหว่างพ่อกับลูกชายค่อยๆ แคบลง แต่แล้ววันนี้ก็มีเรื่องให้ทั้งคู่ต้องดีดตัวไปอยู่คนละมุมตามเดิม
ระหว่างรอเวลาอาหารเย็น ภูริดลกับนทีนั่งคุยกันอยู่ในห้องดูหนัง การ์ตูนเรื่องโปรดในวัยเด็กของภูริดลถูกเปิดเอาไว้ ทว่าสองพ่อลูกไม่มีใครสนใจภาพเคลื่อนไหวในจอสี่เหลี่ยม
“แกกับคุณหญิงดูเข้ากันได้ดีขึ้นแล้วนะ” นทีเปรยขึ้น
“ก็ไม่แย่” แม้อะไรๆ จะดีขึ้น แต่ปากของภูริดลยังเสียเหมือนเดิม
“บอกแล้วว่าฉันดูคนไม่ผิด แกเตรียมรับความพ่ายแพ้อีกครั้งไว้ได้เลย” นทียิ้มอย่างผู้มีชัย
ภูริดลระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ทั้งอ่อนใจ ทั้งเบื่อหน่าย “ทำไมคุณพ่อชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก”
“ฉันทำอะไร”
“เรื่องเดิมพันของเรานี่ไง”
นทีขยับตัวหันหน้าเข้าหาลูกชาย “ฉันไม่เห็นว่ามันจะยากตรงไหน เพราะผลตัดสินมันก็มีแค่สองทาง คือแพ้กับชนะ ถ้าคราวนี้แกแพ้ อย่ามาดื้อแพ่งไม่ยอมรับตำแหน่งอีกก็แล้วกัน”
“คุณพ่อก็คิดแต่ในมุมของตัวเอง เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เคยสนใจความรู้สึกขอบใครเลย”
“ถ้าไม่สนใจความรู้สึกของแก ฉันจะทำแบบนี้ทำไม”
“นี่คือสนใจแล้วเหรอครับ”
“ฉันทำทุกอย่างเพื่อแก อยากให้แกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อยากให้ใครมาดูถูกแก เวลาที่เห็นแกโดนดูถูกเหยียดหยามเรื่องแม่แท้ๆ ของแก รู้มั้ยว่าคนเป็นพ่ออย่างฉันเจ็บยิ่งกว่า เพราะอย่างนี้ ฉันถึงพยายามผลักแกให้ขึ้นไปอยู่บนที่ที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้” นทีระบายออกมาอย่างอัดอั้น
ภูริดลอึ้ง คำพูดที่พ่อระบายออกมาเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน ทว่ามันกลับตรงกับสิ่งที่หรรษาเคยบอก “ถ้านั่นคือความรู้สึกในมุมของคุณพ่อ แล้วคุณพ่ออยากฟังความรู้สึกในมุมของผมบ้างมั้ย”
“ว่ามา”
“อีกไม่กี่วันนิ้งก็จะกลับมาแล้ว ส่วนฟ้ากับผมก็เข้ากันได้ดี ฟ้าไม่มีทางไปจากผมง่ายๆ แน่ ถ้าผมจะเอาชนะคุณพ่อเพื่อเอาตำแหน่งประธานโรงแรมไปให้นิ้ง ผมต้องทำร้ายจิตใจฟ้าอย่างแสนสาหัสเพื่อให้เธอไปจากผม แต่ถ้าผมเลือกฟ้า ผมก็ต้องผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับน้อง สุดท้าย ไม่ว่าจะเลือกใคร คนที่เจ็บที่สุดก็คือผม”
หัวใจของนทีกระตุกเหมือนถูกไฟช็อต เขาไม่เคยมองในมุมของภูริดลมาก่อน และยิ่งไปกว่านั้น เขาละเลยความรู้สึกของคะนิ้งด้วย
“พูดแบบนี้ ต้องการอะไร”
“ผมแค่อยากให้คุณพ่อรู้ว่า ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ที่คุณพ่ออยากมอบให้ผม ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ แล้วมันก็กำลังจะกลายเป็นโซ่ที่ล่ามผมไว้กับความรู้สึกผิดต่อผู้หญิงที่ผมรักคนใดคนหนึ่งไปตลอดชีวิต”
“อยากให้ฉันยกเลิกการเดิมพันงั้นเหรอ”
“ผมรู้ เรื่องเสียหน้าแบบนั้น คุณพ่อไม่ยอมทำเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ผมจะเป็นคนปิดเกมนี้เอง”
“แกจะปิดยังไง”
“เมื่อถึงเวลา คุณพ่อก็จะรู้”
ภูริดลกับนทีประสานสายตากัน ต่างคนต่างนิ่งเงียบ แววตาของภูริดลในวันนี้ ไม่ใช่แววตาแข็งกร้าวอย่างคนดื้อรั้นหัวแข็งเหมือนวันวาน ทว่าเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าว ซึ่งคนเป็นพ่อเห็นแล้วเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนเหล็กแหลมนับร้อยพันทิ่มแทงที่หัวใจ
“หนูฟ้าคุยเรื่องที่จะทำร้านชากับดินหรือยัง” น้ำมณีถาม ขณะที่สอนฟ้าพราวปรุงรสน้ำข้าวซอย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูโปรดของภูริดล
“ตอนแรกฟ้าว่าจะคุย แต่อยู่ๆ พี่ดินก็มาพูดเหมือนอยากให้ฟ้าไปเรียนต่อที่เมกา ฟ้าก็เลยเบรกไว้ก่อนค่ะ”
“ยังไงกันลูกคนนี้” น้ำมณีแปลกใจ “ปกติติดเมียจะตาย ทำไมถึงอยากให้ไปเรียนตั้งไกล กว่าจะจบก็สองปีเลยนะ อยู่ห่างกันนานขนาดนั้นจะดีเหรอ”
“ความจริงถ้าอยากให้ฟ้าเรียนต่อ ให้เรียนที่ไทยก็ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ดินถึงอยากให้ฟ้าไปอยู่ไกลๆ” ฟ้าพราวถอนใจเบาๆ “ชอบคิดเอง เออเอง ตัดสินใจเองอยู่เรื่อย แล้วพักนี้ก็ชอบนั่งคิดอะไรคนเดียวหน้าตาเคร่งเครียด พอถามก็บอกว่าไม่มีอะไร ทั้งที่เห็นอยู่ว่าต้องมีอะไรแน่ๆ”
น้ำมณียกหม้อน้ำข้าวซอยลงจากเตาพลางครุ่นคิด “หรือว่าดินจะเครียดเรื่องที่นิ้งกำลังจะกลับมา”
“สองคนนี้ไม่ถูกกันเหรอคะ”
“เปล่าจ้ะ” น้ำมณีรีบบอก “พี่น้องคู่นี้รักกันจะตาย”
“ถ้างั้นพี่ดินจะเครียดทำไมละคะ”
“ดินสัญญากับนิ้งไว้ ว่าถ้าเรียนจบกลับมาดินจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่ เป็นของขวัญที่นิ้งอยากได้มาก ดินคงกังวลว่าจะให้น้องไม่ได้ตามที่รับปาก” น้ำมณีมองออกว่าภูริดลรักฟ้าพราวมาก น้ำหนักในการตัดสินใจเลือกน่าจะเทไปทางฟ้าพราวมากกว่า
แต่ภูริดลก็คือภูริดล ไม่มีใครคาดเดาความคิดของเขาได้
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







