Lahat ng Kabanata ng อาเขยจอมเถื่อน: Kabanata 1 - Kabanata 10

100 Kabanata

บทที่ 1

หญิงสาวสวยสะคราญด้วยวัยเพียง 21 ปี มีเรือนร่างเพรียวระหงในชุดรัดกุมทะมัดทะแมงด้วยเสื้อเชิ้ตสีหวานเก็บชายสอดใต้เอวกางเกงยีนสีเข้มรัดรูปร่างอวบอรชร สวมรองเท้าบูธครึ่งแข้งมีหมวกหนังปีกกว้างแบบหมวกคาวบอยครอบทับศีรษะทุยสวยที่ถักผมเป็นเปียเดี่ยวไม่ให้หลุดลุ่ยลงมาเกะกะใบหน้า เธอมุดช่องว่างของรั้วไม้ที่เกิดจากการผุพังบวกกับฝีมือของตนเองในวัยเด็กเข้ามาในไร่องุ่นกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ติดกันอย่างชำนาญ พลับพลึง โรจนศุภเกียรติ ทายาทเพียงคนเดียวของไร่รุ่งโรจน์ ซึ่งเป็นไร่องุ่นที่อยู่ติดกันกับไร่อิงฟ้าที่เธอกำลังยืนอยู่ เธอลอดรั้วเข้ามาแล้วหันไปมองไร่ของตนก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ไปตามเส้นทางภายในไร่อิงฟ้า ร่างระหงวิ่งฝ่าเปลวแดดไปถึงบ้านไม้ซุงหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเตี้ยๆ รายล้อมไปด้วยดงดอกกุหลาบหลากสีสัน เธอหยุดเพื่อสูดความหอมของกลิ่นกุหลาบนับพันดอก กุหลาบพวกนี้จะส่งกลิ่นหอมค้างอยู่บนต้นจนร่วงโรยไปเอง มีคนงานคอยดูแลอย่างสม่ำเสมอทุกวันตามความต้องการของเจ้าของ ดรัณ พัชรอัมรินทร์ หรือพ่อเลี้ยงดรัณ ผู้เป็นเจ้าของไร่องุ่นอิงฟ้าและยังเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งขอ
Magbasa pa

บทที่ 2

พ่อเลี้ยงดรัณในวัย 35 มองหญิงสาวร่างบางอรชรที่กำลังสนุกสนานกับลูกฟิตบอล เขาหวงและอยากไล่เธอไปให้ไกลจากฟิตบอลของอิงฟ้า ทว่า...เขากลับถอนสายตาไปจากเธอไม่ได้ ร่างอรชรอิ่มเอิบที่ทอดโค้งอยู่บนฟิตบอลเผยให้เห็นสัดส่วนความเป็นสาวแทบทุกสัดส่วน อกอวบพุ่งชันดันเสื้อเชิ้ตที่แนบตึงไปกับเรือนร่าง สะโพกงอนเบียดแนบกับความนุ่มหยุ่นของลูกบอลสีสวย และยิ่งไปกว่านั้นสายตาคมกล้าดำสนิทราวนิลเนื้อดีก็ยังจับจ้องจุดที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด จุดที่มีเนื้อนุ่มเบียดกันชิดนูนเด่นดันเป้ากางเกงยีนรัดรูปออกมาชัดเจน คนเย็นชาและใจร้ายอย่างดรัณต้องกลืนน้ำลายลงคอบ่อยๆ จนรู้สึกว่าน้ำบ่อน้อยมีไม่พอดับความแห้งผากที่เกิดขึ้นมาฉับพลัน ลำคอของเขาแห้งผากเป็นผุยผงจนอยากหันหน้าหนีแล้วพาตัวเองไปให้พ้นจากตรงนี้ แต่เขาทำไม่ได้ ขามันก้าวไม่ออกเหมือนถูกมัดตรึงให้อยู่กับที่ กระทั่ง... “อารัณ!! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” พลับพลึงสปริงตัวขึ้นก็เห็นดรัณมองจ้องเธอไม่วางตา เธอจัดเสื้อผ้าเข้าที่แล้วเดินเข้ามาใกล้ “กลับมามองเธอทำสิ่งที่ฉันไม่ชอบอยู่นานแล้ว” ดรัณบอกเสียงเย็นเยียบเข้าไปถึงใจพลับพล
Magbasa pa

บทที่ 3

แม่เลี้ยงกาญจนาถึงกับส่ายหน้าเมื่อพูดถึงบุตรสาวคนสวยเพียงคนเดียวของตน พลับพลึงไม่ใช่เด็กดื้ออย่างที่พูดหรอก เพียงแต่เธอมักจะทำอะไรโดยขาดความไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน ทำโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง นึกจะทำก็ทำ ทว่าพลับพลึงก็เป็นเด็กฉลาด ออกจะฉลาดแกมโกงเสียด้วยซ้ำในบางครั้ง ความซุกซนก็ต้องมีบ้างตามประสาเด็กสาวแรกรุ่น วัย 21 ปี สำหรับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงแล้วยังถือว่าเด็กอยู่มาก เป็นเด็กวัยรุ่นที่มักจะทำอะไรตามอำเภอใจ เรียกร้องเอาแต่ใจให้ได้ทุกอย่างที่ต้องการเมื่อ 5 ปีก่อน พลับพลึงขอเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งเป็นโรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วน เธอเป็นเด็กเรียนเก่ง สามารถเรียนจบเพื่อจะต่อในระดับชั้นอุดมศึกษาในเวลาเพียง 2 ปี หลังจากนั้นเธอก็ขออนุญาตไปเรียนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และอยู่หอพักจนกระทั่งสำเร็จการศึกษา เธอตั้งใจเรียนเหมือนจะรีบเรียนให้จบด้วยคะแนนดีเยี่ยม เพียง 3 ปีกว่า เธอก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อเรียนจบ พลับพลึงก็กลับมาช่วยงานที่บ้านโดยบอกว่า ขอช่วยงานในไร่ให้สนุกเต็มที่ก่อนจะหางานทำที่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เธอเรียนจบศิลปะศาสตร์เอกวิชามัณฑนศิลป์ เมื่อจบออกมาก็ตั้งใจจะเป็นมัณฑนากรสาวซ
Magbasa pa

บทที่ 4

พลับพลึง!!ร่างสูงใหญ่แต่ปราดเปรียวของคนหน้าเข้มดุไว้หนวดงามเข้ากับหน้าเดินลิ่วไปยังรถกระบะ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เหมาะสำหรับขับในไร่ให้ฝุ่นตลบ กระชากประตูเปิดแล้วดีดตัวขึ้นไปก่อนเหยียบคันเร่งออกตัวจนล้อฟรี“ไร่แตกก็คราวนี้” นายแดงพึมพำส่ายหน้าอย่างรู้ถึงชะตาของสาวน้อย“คุณหนูครับ แดดแรงขนาดนี้ผมว่าไปยืนหลบใต้เงาไม้ดีกว่าครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” แสงแดดจ้าในตอนบ่ายทำให้หัวหน้าคนงานในไร่อิงฟ้าอย่างวีกิจต้องเตือนสาวน้อยอย่างเป็นห่วง“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่กิจ พลับทำได้ งานแค่นี้สบายมาก” งานแค่นี้ของพลับพลึงก็คือช่วยคนงานทับกิ่งขยายพันธุ์องุ่นในแปลงใหม่“ถึงคุณหนูจะสวมหมวก แต่ที่แปลงนี้มันร้อนมากนะครับ ถ้าจะช่วยจริงๆ ผมจะพาไปแปลงที่ใกล้จะออกผลดีไหมครับ” วีกิจหมายถึงแปลงองุ่นที่กำลังเลื้อยบนค้างเป็นหลังคาให้คนไปหลบแดดได้ดี“ที่นั่นไม่ยุ่งเหมือนที่นี่แล้ว พี่กิจไม่ต้องห่วงพลับหรอกค่ะ อยู่เฉยๆ ก็น่าเบื่อ ไร่ของพลับก็ไม่มีอะไรให้ทำเพราะองุ่นใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ไม่ต้องดูแลมากเท่าไหร่ คนงานของคุณพ่อก็ตั้งแยะ พลับมาช่วยพี่กิจดีกว่า งานตรงนี้เร่งกว่าไม่ใช่หรือคะ” พลับพลึงอธิบาย เป็นคำอธิบา
Magbasa pa

บทที่ 5

“อะ...อารัณว่าพลับก่อนนะ ผีบ้ามันเข้าสิงอารัณ พลับเลย...เลย...” “ออกไปให้พ้นหน้าฉัน แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไป!!!” สาวน้อยน้ำตาไหล เธอรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปสุดขั้วเพราะอะไร แต่ทำไมกับเธอเขาถึงต้องรังเกียจ เขาจะเกลียดผู้หญิงทุกคนในโลกเลยหรือไง เกลียดแบบไร้เหตุผลสิ้นดี นี่น่ะหรือคนที่เธอเคยวางเขาไว้บนหิ้ง คนที่เธอรักและเชิดชูมาตลอด เขาที่เป็นเจ้าของหัวใจทั้งสี่ห้องของเธอ “ยังไม่ไปอีก” ดรัณกระชากแขนพลับพลึงเหวี่ยงร่างน้อยเหมือนขยะไร้ค่า “ไป!!” วีกิจเองได้แต่อ้าปากค้าง เขาก็ไม่คิดว่าอารมณ์โกรธของพ่อเลี้ยงจะรุนแรงเพียงนี้ ถึงจะโหดเหี้ยมมาหลายปีก็ยังไม่เคยเห็นทำร้ายร่างกายผู้หญิง แล้วทำไม... อดีตของดรัณคนทั้งจังหวัดคงรู้กันทั่ว ความเจ็บปวดที่ทำให้คนดีๆ มีแต่คนยกย่องสรรเสริญต้องเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือดูจะมีอนุภาพมากกว่าที่ใครๆ คาดคิด กับสาวน้อยที่เขารักดั่งหลานก็ยังไม่ละเว้น น่าสงสารคุณหนูพลับพลึง “พ่อเลี้ยงครับ อย่าทำคุณหนูเลยครับ” วีกิจเอ่ยปากเมื่อดรัณทำท่าเหมือนจะเข้าไปซ้ำ “นาย
Magbasa pa

บทที่ 6

‘อะไรกันสองคนนี่ เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ตีกัน รัณก็เหอะ ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้ แค่หลานขอให้ถ่ายรูปให้หน่อยแค่นี้มีปัญหาหรือคะ พลับจ๋า เดี๋ยวอาอิงถ่ายให้เองแล้วกันนะ’ ‘ไม่ต้องหรอกจ้ะ ผมก็แค่แกล้งยัยพลับเล่นเฉยๆ เรารักกันจะตายไป เนอะพลับเนอะ’ เด็กหญิงพลับพลึงถูกดึงไปกอดแล้วยังหอมแก้มอิ่มแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาดหน้าตาเฉย คนหอมก็ไม่คิดอะไรมากไปกว่าเอ็นดู ส่วนคนถูกหอมก็หน้าเหยเกแล้วผลักคนตัวโตสุดแรง ‘โอ๊ย!! อารัณไม่อยากถ่ายรูปให้พลับ แล้วยังจะมาขโมยหอมแก้มพลับอีกเหรอ อาอิงเอาอารัณคืนไป อารัณจะหอมแก้มอาอิงคนเดียวเท่านั้น ยี้!!! คนจมูกเหม็น’ ภาพความหลังครั้งเก่าดรัณไม่เคยลืม ยังจำได้เลยว่ากว่าเขาจะจับพลับพลึงมาถ่ายรูปได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก ยัยเด็กจอมยวนนี่ถึงขนาดปีนต้นไม้ซุ่มอยู่ ถ้ากิ่งไม้นั่นไม่ลั่นเปรี๊ยะจนคนตัวเล็กเผลอปล่อยมือแล้วตกลงมาใส่ร่างเขาจังๆ เขาก็คงยังตามหาเจ้าหล่อนให้วุ่น ริมฝีปากหยักหนาใต้หนวดเรียวเกือบจะยิ้มแต่แล้วมันก็จางหายเป็นขบเม้มกันไว้ดุจเดิม ดรัณเดินออกมาจากตรงนั้น ตรงไปยังเปลเด็กแบบที่มีรั้วแล้วมุ้งกันยุง เปลสีชมพูเพราะ
Magbasa pa

บทที่ 7

“ถ้าไม่ติดว่าต้องอวดสาว กูจะไม่เอาคันนี้ออกมาแน่” นฤดลถึงกับไอค่อกแค่กก่อนจะลุกออกจากรถเท้าสะเอวมองฝุ่นลูกรังสีแดงจับรถจนหนา จะปิดประทุนก็กลัวไม่เท่ห์จำต้องหาผ้ามาเช็ดออก ลำบากแต่ต้องทนหากคิดจะวางเหยื่อให้ปลาติดเบ็ด เสียงฝีเท้าม้าตะลุยฝุ่นจนฟุ้งตรงลิ่วมาหา นฤดลสบถหยาบคายแล้วค่อยเบิกตากว้างเมื่อม้าสีขาววิ่งเข้ามาใกล้เห็นจ๊อกกี้สาวที่ควบห้อตะบึงเข้ามาใกล้ๆ “น้องพลับพลึงนี่หว่า” พลับพลึงควบม้ามาหยุดตรงหน้านฤดลด้วยความสงสัย และเพราะอยู่ในฐานะเจ้าของไร่จึงกระโดดลงจากหลังเจ้าสโนไวท์เพื่อทักทายแขกผู้มาเยือน (โดยไม่ได้รับเชิญ) “สวัสดีค่ะพี่ดล มาหาคุณแม่หรือคุณพ่อคะ” ท่วงท่าสง่างามในยามอยู่บนหลังม้ายังไม่สวยงามเท่าท่าที่เธอสปริงตัวลงจากหลังม้า ร่างระหงในชุดทะมัดทะแมงเหมือนที่เคยเห็น ต่างกันตรงวันนี้พลับพลึงสวมกางเกงขี่ม้าแทนกางเกงยีน รัดแน่นไปทุกส่วนสัดเหลือเกินแม่เจ้าโว้ย! “พี่มาหาน้องพลับล่ะจ้ะ ไม่รู้ว่าน้องพลับออกไปขี่ม้า ไม่อย่างงั้นพี่จะได้ขี่ม้ามา เผื่อว่าเราจะออกไปขี่ม้าด้วยกัน” ที่จริงนฤดลขี
Magbasa pa

บทที่ 8

“เอ่อ...ถ้างั้น...” เสี่ยเจ้าของผับเหมือนจะนึกได้ว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มรูปงามเงินหนาเลิกสนใจผู้หญิงมาหลายปีแล้ว ข่าวน่ะทำไมจะไม่ได้ยิน แต่คิดว่าถ้าหาสาวที่ถูกใจให้ได้คงไม่ปฏิเสธ ทว่าชายหนุ่มมาดแมนเต็มพิกัดคนนี้อาจจะสิ้นไร้สมรรถภาพทางเพศไปแล้วก็ได้ เศร้าจนนกเขาเลิกขัน!! “ผมขอนั่งคนเดียวดีกว่าครับ หรือถ้าไม่ควรนั่งคนเดียว ผมขอ...” ดรัณทำมือทำไม้ตรงไปยังประตูทางออก “โอ๊ะ!!! เชิญครับเชิญ นั่งจิบเหล้าคนเดียวก็ไม่เลวหรอกครับ ถ้างั้นตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปรับแขกคนอื่นก่อน" ดรัณส่ายหน้าแล้วกระดิกนิ้วเรียกบาร์เทนเดอร์ “ขอวิสกี้ออนเดอะร็อค” เพียงอึดใจเดียวเหล้าวิสกี้รสนุ่มราดบนก้อนน้ำแข็งไร้สิ่งเจือปนก็อยู่ตรงหน้า ดรัณรอครู่เดียวให้ความร้อนของเหล้านอกผสมกับความเย็นของน้ำแข็งจนลงตัว แล้วสาดลงกระเพาะอาหารให้ร้อนวูบวาบไปทั่วลำคอ เครื่องดื่มชนิดนี้ถ้าคอไม่แข็งจริงไม่ควรลองเพราะมันก็คือเหล้าเพรียวๆ ไม่มีส่วนผสมของโซดาหรือน้ำเปล่า พ่อเลี้ยงหนุ่มคลึงแก้วในมือเล่นขณะสมองก็หวนคิดไปถึงอดีต ทุกครั้งที่อยู่ลำพังเขามักจะย้อนกลับไ
Magbasa pa

บทที่ 9

“งานนี้มีเหยื่อสาวเสร็จหมาป่าเจ้าเล่ห์อีกแล้ว” หมอปกรณ์เปรยกับเพื่อนรักหลังจากปรายหางตามองลูกชายเจ้าของไร่โกวิท ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งชื่อเสียงในด้านดีและด้านเลว กำลังคิดจะทำระยำตำบอนกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นคงน่าสงสารมากถ้าเธอไม่เต็มใจ “ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเรานี่หว่า” ดรัณบอกปัด เขาไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซงหรือข้องแวะกับใครทั้งนั้น ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ใครจะว่าเขาเย็นชา ใจร้าย ไม่มีสำนึกของความเป็นสุภาพบุรุษยังไงก็ช่าง เขาไม่แคร์หรอก เพราะทุกวันนี้เขาก็ถูกขนานนามว่าพ่อเลี้ยงจอมเถื่อนอยู่แล้วนี่ “แกจะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยนางสมันน้อยหรือไงวะ ถ้าหล่อนไม่เต็มใจก็น่าสงสารอยู่นะเว้ย” “มันไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันไม่อยากยุ่งเรื่องของชาวบ้าน” “น่าสงสารผู้หญิงคนนั้นจัง แต่ก็อย่างว่านะ จะเข้าไปแส่หาเรื่องทำไม หรือไม่บางทีเจ้าหล่อนอาจจะยินยอมพร้อมใจก็เป็นได้” ดรัณโคลงหัวแล้วดื่มวิสกี้ออนเดอะร็อคของตนต่อไป นฤดลวางแก้วไวน์สีสวยลงบนโต๊ะตรงหน้าสาวน้อย พลับพลึงเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ เขาเห
Magbasa pa

บทที่ 10

“คุณหมอ...” พลับพลึงเริ่มมึนหัวหนักขึ้น “มากับอารัณเหรอคะ” เสียงของเธอเริ่มติดขัด และปกรณ์ก็แน่ใจว่ายากำลังออกฤทธิ์ ไม่ว่ายานั่นจะเป็นยาอะไรก็ตาม เขาจะต้องหาทางช่วยหญิงสาว “ครับ คุณหนูพลับเหมือนจะเมาแล้ว ผมว่ากลับบ้านดีกว่าไหมครับ” “ถ้าน้องพลับอยากกลับบ้าน ผมจะไปส่งเองเพราะผมพาเธอมา คุณหมออย่ายุ่ง” หมอสัตว์ขมวดคิ้ว เมื่อนฤดลส่งสายตาเป็นเชิงบอกว่าอย่างยุ่งเรื่องชาวบ้าน แล้วเกี่ยวเอวพลับพลึงเดินออกไปจากฟลอร์เต้นรำ ปกรณ์ขอตัวกับหญิงสาวในอ้อมแขนแล้วรีบไปบอกดรัณ “เฮ้ยไอ้พ่อเลี้ยง เกิดเรื่องแล้วว่ะ” “อะไรของแกวะไอ้หมอ” ดรัณกำลังเพลิดเพลินอยู่กับรสชาติของวิสกี้ออนเดอะร็อค ผสมกับความคิดที่เริ่มลอยไปถึงใครบางคนที่กลายเป็นอดีต “ผู้หญิงคนที่นายนฤดลวางยา ฉันรู้แล้วว่าเป็นใคร” “นี่แกยังไม่เลิกคิดจะยุ่งเรื่องคนอื่นอีกหรือวะ ตอนนี้ฉันไม่อยากชักปืนใส่หน้าใครว่ะ ขอโทษนะเพื่อน” ดรัณปฏิเสธแล้วหันไปสนใจกับเครื่องดื่มสุดโปรดต่อ “แต่คนนี้แกต้องยุ่ง เพราะหล่อนคือพลับพลึง ลูกสาวพ่อเลี้ยงรุ่งโรจน์ หลานสาวของอิงฟ้า”
Magbasa pa
PREV
123456
...
10
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status