ขอจีบได้ไหมถ้าหัวใจยังว่าง (NC 18+)

ขอจีบได้ไหมถ้าหัวใจยังว่าง (NC 18+)

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2025-08-16
โดย:  กาแฟหอมกรุ่นจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel18goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
77บท
4.0Kviews
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

นิยายเรื่องนี้เค้าโครงเดิมจากเรื่อง สายรักสายรหัส ใครมีสายรักสายรหัสอยู่แล้ว โปรดอ่านตัวอย่างก่อนซื้อนะคะ สายรักสายรหัส มีเนื้อหาประมาณ 3หมื่นคำ เรื่องนี้มีเนื้อหา 7หมื่นคำ ************************** เขาคือประธานนิสิตคนดัง เขาคือคนผู้ชายที่อยากได้เป็นพ่อของลูก อ่อยมาเป็นปีทำไมพี่ไม่สนใจหนู ถ้าพี่ยังไม่มีใคร...ขอหนูจีบได้ไหมคะ ************ นิยายเรื่องนี้เค้าโครงเดิมจากเรื่องสายรักสายรหัส ********** นิยายใน ซีรีส์ 1.ลุงรหัสที่รัก 2.ขอจีบได้ไหมถ้าใจยังว่าง 3.สาววิศวะกับหนุ่มบริหาร 4.เมียบังเอิญ 5.รักร้ายนายข้างบ้าน 6.รักร้ายยัยรุ่นพี่ 7.เพื่อนนอนไร้สถานะ 8.เพื่อนนอนสถานะแฟนเก่า 9.สถานะแค่รู้สึกดี 10.เมื่อรักอยู่แค่บนเตียง ******************

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

คำโปรย

ค่ำคืนฤดูเหมันต์ ได้ยินเสียงลมพายุหิมะพัดกระหน่ำดังหวีดหวิว คลอด้วยเสียงม่านหน้าต่างถูกลมตีดังพึ่บพั่บ

จี้หานอีหรี่ตาลง ปลายนิ้วอันเย็นเฉียบเลิกม่านที่ตากลมจนแข็งกระด้างขึ้น สายตามองฝ่าความมืดมิดในคืนหิมะตกหนักออกไปไกล แม้เสียงเกือกม้าที่ควบตะบึงมาจะปะปนไปกับเสียงพายุหิมะฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่นางก็ยังได้ยิน

พลันมีเสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากด้านหลังว่า "พี่สะใภ้ ท่านพี่จะมารับพวกเราหรือไม่"

จี้หานอีปล่อยม่านลง ไม่ได้ตอบคำ เพียงหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า

นางรู้ดี เขาต้องมาแน่

ไม่ว่าพายุหิมะจะรุนแรงเพียงใด เขาก็ต้องมา

วันนี้ เดิมทีนางไม่ได้คิดติดตามหลี่หมิงโหรวมาที่เรือนน้ำพุร้อนเลย แต่เขากลับกล่าวว่า "หานอี เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของหมิงโหรว หมิงโหรวมีโรคหนาวเข้าแทรก เจ้าควรต้องดูแลนาง"

ยามเขาเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงช่างเย็นชานัก ทั้งยังจัดแจงทุกอย่างไว้เสร็จสรรพคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

เพียงแต่ขณะเดินทางกลับ หิมะตกหนักปิดกั้นถนน ล้อไม้แตกหัก จึงมีรถม้าจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง

สารถีขี่ม้ากลับไปส่งข่าว นี่ก็ผ่านไปเกือบสองชั่วยามแล้ว อีกประเดี๋ยวคงกลับมา

เสียงเกือกม้าที่ดังขึ้นเดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลในค่ำคืนแห่งพายุหิมะนั้นไม่ต่างไปจากเสียงกลองรัวกระหน่ำ ยิ่งใกล้เข้ามาก็ยิ่งร้อนรน กระทั่งเจ้าม้าส่งเสียงร้องกึกก้อง นอกรถม้าจึงมีเสียงทุ้มละมุนแฝงด้วยความกังวลเรียกหา "หมิงโหรว"

ทันใดนั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น มือใหญ่เรียวยาวข้างหนึ่งยื่นเข้ามา

จี้หานอีหลุบตาลงมองมือข้างนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้ยื่นมาเพื่อรับนาง

ข้างกายได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหลี่หมิงโหรวดังขึ้น ช่างฟังดูทั้งอ่อนแอและน่าทะนุถนอมนัก "ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว"

หลี่หมิงโหรวจรดปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มลงบนฝ่ามือเรียวยาวข้างนั้น บางทีอาจเพราะหวาดกลัวเกินไป ร่างอรชรในชุดสีชมพูจึงโถมเข้าใส่อีกฝ่ายคล้ายผีเสื้อตัวน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในค่ำคืนหิมะนั้นช่างไม่ต่างไปจากทิวทัศน์แห่งวสันตฤดูที่อบอุ่นยาวนาน ชวนให้ผู้คนพลอยลุ่มหลงไม่รู้ตัว

จี้หานอีเห็นนิ้วมือเรียวยาวซึ่งวางอยู่บนแผ่นหลังของผู้สวมอาภรณ์สีชมพูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะโอบกอดคนในอ้อมแขนแนบแน่นขึ้นในความเงียบ

หลังจากนั้น เสื้อคลุมขนจิ้งจอกหนานุ่มตัวหนึ่งก็ถูกคลี่คลุมลงบนไหล่อันบอบบางงดงามคู่นั้น

จี้หานอีถอนสายตากลับมา จับจ้องมองไปที่ม่านด้านข้าง

ผ้าม่านปลิวไสวตามแรงลมของพายุหิมะ เกล็ดหิมะสาดซัดเข้ามาตกกระทบลงบนแก้มของนาง แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บอีกแล้ว

นางทำเพียงซ่อนมือที่แข็งเกร็งไว้ในส่วนลึกของแขนเสื้อ

หลี่หมิงโหรวร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยอวี้เหิงอยู่นาน ก่อนจะยอมสงบลงภายใต้การปลอบโยนอันอบอุ่นของชายหนุ่ม จากนั้น นางก็ถูกเขาอุ้มลงจากรถม้าไป

จี้หานอีได้ยินเสียงซึ่งยังคงสั่นเครือของหลี่หมิงโหรวดังขึ้นนอกรถม้าว่า "แล้วพี่สะใภ้เล่าเจ้าคะ"

คำพูดต่อมาของชายหนุ่มถูกกลืนหายไปในพายุหิมะ จี้หานอีฟังไม่ได้ยิน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น

นางเพียงกระชับเสื้อคลุมบนร่าง ขณะมองดูโคมแก้วหลิวหลีในรถม้าถูกสายลมพัดพาให้สั่นไหวอย่างเงียบงัน ทอดเป็นเส้นเงาแตกสลายลงบนร่างของนาง

ไม่นานนัก ผืนผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาสูงศักดิ์ซึ่งดูห่างเหินปรากฏขึ้นตรงหน้า และเขาก็กล่าวประโยคแรกกับนางในค่ำคืนนี้ "รถม้าที่จะมารับพวกเจ้าติดหิมะเดินทางมาไม่ได้ ข้าทำได้เพียงขี่ม้าล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น"

"หมิงโหรวกลัวความหนาวเย็นมาแต่ไหนแต่ไร คราวนี้นางตกใจจนขวัญเสีย บนหลังม้านั่งได้เพียงคนเดียว ประเดี๋ยวข้าจะพานางกลับไปส่งก่อน"

"รบกวนเจ้ารออีกสักหน่อย รถม้าคงรีบมารับในอีกไม่ช้า"

จี้หานอีพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ไม่ไต่ถามสิ่งใด เพียงรับคำว่า "ได้เจ้าค่ะ"

ใบหน้าของชายหนุ่มดูวูบไหวไม่ชัดเจนภายใต้แสงโคมสลัวราง เขามองใบหน้าที่เรียบเฉยของจี้หานอี จากนั้นจึงเห็นว่านางนั่งขดตัวหนาวสั่น ผิวพรรณซีดขาว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินไปจึงชะงักกึก

เขามองนางอีกครั้ง เพื่ออธิบายเพิ่มหนึ่งประโยค "ตอนข้ามานำเสื้อคลุมขนจิ้งจอกมาได้เพียงตัวเดียว เจ้าเป็นพี่สะใภ้นาง คงต้องให้เจ้าอดทนแล้ว"

ถ้อยคำทำนองนี้จี้หานอีได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนหลังแต่งกับเขา คล้ายว่าการที่นางแต่งกับเขานั้น ก็สมควรได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงถามเขาไปแล้วว่า ผู้ใดคือภรรยาของท่านกันแน่?

แต่ถ้าถามไป เซี่ยอวี้เหิงย่อมต้องมองนางด้วยสายตาเย็นชายิ่งกว่าเดิม

เขาจะไม่พูด ไม่แม้แต่จะอธิบายเพิ่มเติมสักครึ่งคำ แต่เขาจะใช้สายตาซึ่งเสมือนลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงจิตใจนางไม่ให้เหลือชิ้นดี ทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเสียสติไร้เหตุผล

จี้หานอีในยามนี้เหนื่อยล้าเกินกว่าจะเอ่ยถาม ในเมื่อถามไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่พานางกลับไปด้วยอยู่ดี ภรรยาเช่นนาง ไม่เคยมีความสำคัญในใจเขาอยู่แล้ว

นางเหนื่อยเสียจนคร้านจะพูดจา จึงทำได้เพียงพยักหน้า "รีบไปเถิดเจ้าค่ะ หมิงโหรวยังรอท่านอยู่บนหลังม้า"

หลังพูดประโยคนี้จบ จี้หานอีก็เห็นหัวคิ้วของเซี่ยอวี้เหิงขมวดมุ่น ขณะมองนางด้วยสายตาหลายความรู้สึก

จี้หานอีหลับตาลง ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะไม่มีอะไรให้พูดแล้วเท่านั้น

เซี่ยอวี้เหิงเม้มริมฝีปาก ไม่ได้พูดคำใดอีก เพียงปรายตามองจี้หานอีแวบหนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยม่านลง

ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกรถม้า ก่อนที่เสียงนั้นจะเลือนหายไปในพายุหิมะอย่างรวดเร็ว

พลัน เสียงเศร้าสร้อยของสาวใช้นามหรงชุนก็ดังขึ้นข้างกาย "นายท่านทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี่คนเดียว ไม่คิดเป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ"

จี้หานอีค่อย ๆ เอนกายพิงไปทางหรงชุนผู้อยู่ด้านข้าง นางซบลงบนไหล่ของสาวใช้ พลางหลุบตาลงมองถ่านไฟในเตาน้อยปลายเท้าซึ่งเหลือเพียงแสงไฟริบหรี่

หลังระบายลมหายใจอันเย็นเยียบคำรบหนึ่ง นางก็รู้สึกว่าตนชักจะเริ่มชอบความโดดเดี่ยวเช่นนี้เสียแล้ว

นางหลับตาลงในความเงียบก่อนกระซิบ "หรงชุน เดี๋ยวข้าขอนอนสักงีบ"

ชั่วขณะที่หลับตาลง นางก็มองเห็นตนเองเมื่อสามปีก่อน

นั่นคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง นางรออยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลเซี่ยอยู่นาน กระทั่งเซี่ยอวี้เหิงปรากฏตัว

ในมือนางกำหนังสือหมั้นหมายกระชับแน่นขณะวิ่งเข้าไปหา ในใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า แต่กลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งยามเงยหน้ามองเขา "ข้าคือบุตรสาวสกุลจี้"

"ข้ามาเพื่อจะถามท่านว่า สัญญาหมั้นหมายของพวกเรายังมีผลอยู่หรือไม่?"

จี้หานอีในยามนั้นถึงวัยปักปิ่นแล้ว และนั่นก็นับเป็นความใจกล้าเพียงครั้งเดียวในชีวิตของนาง

ในตอนนั้น นางตื่นเต้นเสียจนฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบเช่นไร

เวลานั้น บิดานางถูกจับเข้าคุก จวนสกุลจี้เองก็โดนยึดทรัพย์ ยามต้นไม้ล้มลิงค่างต่างหนีหาย จวนสกุลจี้ซึ่งเคยมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย กลับเหลือเพียงผู้คนที่คอยซ้ำเติมยามตกต่ำเท่านั้น

แม้นางกับมารดาจะได้รับความเมตตาละเว้นโทษ ไม่ต้องติดร่างแหตามไปด้วย แต่ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับท่านตาซึ่งตกอับไปแล้ว และหากเซี่ยอวี้เหิงจะกลับคำไม่แต่งงานด้วย ก็คงไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้

นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ กาลเวลาย่อมแปรเปลี่ยนทุกสิ่ง

แม้แต่ตัวจี้หานอีเอง ในครั้งนั้นก็เตรียมใจไว้แล้วว่า หากเซี่ยอวี้เหิงกลับคำ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นหมายทิ้งเสียตรงนั้น

เพราะเซี่ยอวี้เหิงขณะนั้นมีชื่อเสียงในเมืองหลวงพอสมควร ถือเป็นขุนนางตั้งแต่อายุน้อย บุรุษผู้สง่างามดั่งดวงจันทร์กระจ่าง ย่อมมีหญิงสาวตระกูลผู้ดีนับไม่ถ้วนในเมืองหลวงหมายปองอยากแต่งกับเขา

เขาไม่ได้ขาดแคลนคู่ครองที่ดีกว่านางเลย

นางถึงขั้นเตรียมพูดว่า หากเขาไม่เต็มใจ นางก็จะฉีกหนังสือหมั้นทิ้ง ถือเสียว่าไม่เคยมีสัญญานี้ และนางก็ไม่คิดโทษเขาด้วย

แต่เซี่ยอวี้เหิงกลับเอ่ยปากตอบรับ

จี้หานอีลืมไปแล้วว่าเวลานั้นเซี่ยอวี้เหิงมีสีหน้าเช่นไร นางจำได้เพียงเสียงของเขา มันทั้งทุ้มละมุนและเนิบช้า ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกองไฟกลางหิมะในวันฤดูใบไม้ร่วงที่ยังไร้ความอบอุ่น เขากล่าวว่า "ในเมื่อเป็นคำสั่งของบิดามารดา สัญญาหมั้นย่อมต้องมีผล"

"เช่นนั้นข้าน้อยจะให้ท่านแม่ไปพูดคุยเรื่องฤกษ์แต่งที่จวนนะเจ้าคะ"

ชั่วขณะนั้น จี้หานอีคิดว่าตนเองได้พบเจอกับคู่ครองที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว

คู่ครองผู้เป็นเสมือนกองไฟกลางหิมะ ย่อมต้องดีต่อนางดังเช่นที่บิดาดีต่อมารดาของนางเป็นแน่

นางคิดว่าตนเองจะได้มีบ้านอีกครั้ง

แต่แล้วคู่ครองที่นางวาดหวัง กลับแต่งนางเพียงเพราะต้องการรักษาชื่อเสียง ส่วนในใจเขานั้นมีผู้อื่นอยู่แล้ว

ภายใต้หิมะขาวโพลน นางหมุนตัวกลับด้วยความพิศวงคล้ายเพิ่งตื่นจากความฝันตื่นหนึ่ง ก่อนสบตากับดวงตาที่ผิดหวังคู่นั้นในความฝันยามดึก "เจ้าจงดูให้ชัด นี่คือสามีที่เจ้าเลือกเอง"

ลมหนาวบาดผิวระลอกหนึ่งพัดผ่านผ้าม่านหนาหนัก ปลุกคนในห้วงฝันให้ตื่นขึ้นมา

จี้หานอีลืมตาโพลง มองดูถ่านไฟที่มอดดับไปนานแล้ว

นิ้วมือแข็งเกร็งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะไปเขี่ยมันอีก

นางหวนนึกถึงปีนั้นที่ตนเองอายุสิบสี่ ขณะไปเยี่ยมบิดาในคุกเป็นครั้งสุดท้าย บิดายังคงกุมมือนางไว้ด้วยความเมตตาพร้อมกล่าวอย่างแช่มช้าว่า "หานอี เจ้าอย่าได้ร้องไห้ไปเลย โลกนี้ไม่มีถูกผิดที่แท้จริงฉันใด ก็ไม่มีดีเลวที่แน่นอนฉันนั้น"

"ก็เหมือนดั่งราชสำนักที่มีขึ้นมีลง ผู้ชนะไม่แน่ว่าจะชนะตลอดไป และผู้แพ้เองก็ย่อมมีความหวังกลับมายิ่งใหญ่ได้เช่นกัน"

"เจ้าอย่าได้คิดเคียดแค้น อย่าได้คิดห่วงหา และอย่าได้คิดยึดติด"

"ปล่อยวางอดีต และจงก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ"

จี้หานอีมองดูหิมะนอกหน้าต่างรถม้า

นางพลันตาสว่าง คงต้องยุติความสัมพันธ์อันหยุดนิ่งในฤดูเหมันต์ที่แสนหนาวเหน็บนี้ลงเสียที นางถึงจะสามารถทำตามที่ท่านพ่อบอก ก้าวเดินไปข้างหน้าได้ตลอดไป
แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
77
คำโปรย
นิยายเรื่องนี้เค้าโครงเดิมจากเรื่อง สายรักสายรหัสใครมีสายรักสายรหัสอยู่แล้ว โปรดอ่านตัวอย่างก่อนซื้อนะคะสายรักสายรหัส มีเนื้อหาประมาณ 3หมื่นคำ เรื่องนี้มีเนื้อหา 7หมื่นคำ**************************เขาคือประธานนิสิตคนดังเขาคือคนผู้ชายที่อยากได้เป็นพ่อของลูกอ่อยมาเป็นปีทำไมพี่ไม่สนใจหนูถ้าพี่ยังไม่มีใคร...ขอหนูจีบได้ไหมคะ************นิยายเรื่องนี้เค้าโครงเดิมจากเรื่องสายรักสายรหัส**********นิยายใน ซีรีส์1.ลุงรหัสที่รัก2.ขอจีบได้ไหมถ้าใจยังว่าง3.สาววิศวะกับหนุ่มบริหาร4.เมียบังเอิญ5.รักร้ายนายข้างบ้าน6.รักร้ายยัยรุ่นพี่7.เพื่อนนอนไร้สถานะ8.เพื่อนนอนสถานะแฟนเก่า9.สถานะแค่รู้สึกดี10.เมื่อรักอยู่แค่บนเตียง******************ชญาดา หรือหนูนาย ที่ใคร ๆ ก็คิดว่าฉันเป็นผู้ชายเพราะชื่อเล่น ‘นาย’ นี่แหละ ด้วยความที่แม่อยากให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน เลยตั้งใจจะตั้งชื่อว่าเจ้านาย แต่พอกาลเวลาผ่านไป คำว่า ‘เจ้า’ ไม่รู้ตกหล่นไปอยู่ไหน เหลือแค่นาย น้องนาย หนูนายฉันเพิ่งเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ไม่นาน และช่วงนี้เรายังอยู่ในช่วงกิจกรรมรับน้องกิจกรรมที่บอกเลยว่าเหนื่อยมากเหนื่อยแล
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 1
ชญาดา หรือหนูนาย ที่ใคร ๆ ก็คิดว่าฉันเป็นผู้ชายเพราะชื่อเล่น ‘นาย’ นี่แหละ ด้วยความที่แม่อยากให้ลูกเป็นเจ้าคนนายคน เลยตั้งใจจะตั้งชื่อว่าเจ้านาย แต่พอกาลเวลาผ่านไป คำว่า ‘เจ้า’ ไม่รู้ตกหล่นไปอยู่ไหน เหลือแค่นาย น้องนาย หนูนายฉันเพิ่งเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ไม่นาน และช่วงนี้เรายังอยู่ในช่วงกิจกรรมรับน้องกิจกรรมที่บอกเลยว่าเหนื่อยมากเหนื่อยแล้วชอบไหมชอบมาก เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะได้เห็นพี่ว้ากหล่อน่ะสิ โดยเฉพาะเขาคนนั้นพี่เต็งหนึ่ง...เขาคือพี่ว้ากสุดหล่อ ฉันยังจำความรู้สึกแรกที่เจอเขาได้ คำว่าใจสั่นเป็นอย่างนี้สินะ คนอะไรล้อหล่อ หล่อตั้งแต่หัวจดเท้า หน้าดุ ๆ นั่นเวลาว้ากแต่ละทีนี่‘หนูยอมแล้วค่ะ พี่จะทำอะไรหนูก็ได้ หนูยอมทุกอย่างแล้ว’พี่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย หน้าเขายังไม่ได้มองมาที่ฉันด้วยซ้ำ แต่ฉันยอมเขาตั้งแต่ประตูมหาวิทยาลัยแล้วนอกจากหน้าตาที่ดียิ่งกว่าชิงเทวดามาเกิด ประวัติของพี่แกก็ยิ่งดีงาม ถามว่าทำไมฉันรู้ประวัติพี่เขาน่ะเหรอ อย่าเรียกว่าต้องสืบเลย พี่เขาดังมากกกกเพราะฉะนั้นประวัติเขาหาง่ายยิ่งกว่าห้องเรียนบางวิชาเสียอีกรูปหล่อ พ่อรวย เรียนเก่ง คงไม่เกินจริงเลยสั
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
“เจสสิก้าจ้า...เจสสิก้าคนสวย” ฉันต้องเรียกชื่อใหม่ของนางให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นอาจโดนตบอย่างที่นางขู่ไว้ “เออดี อย่าให้ต้องพูดซ้ำ ไม่งั้นแม่ตบปากแตก”เห็นไหมเพื่อน ๆ อีจันมันร้าย อย่าให้มันรู้เชียวนะว่าฉันแอบเรียกนางว่าอีจัน ก็นะ คนมันติดชื่อเก่า จะให้เปลี่ยนปุ๊บปั๊บทำได้ที่ไหนกันเล่า แต่ก็นั่นแหละ นางขู่ไว้ ฉันได้แต่บ่นและบอกกับตัวเองไว้ตลอดว่าท่องไว้ เจสสิก้า เจสสิก้า “โหดอะ” เจสสิก้า หรือนังจัน มันคือเพื่อนในสาขานี้แหละ ใจนางเป็นหญิง กายนางก็เกือบหญิง ถ้าไม่มีส่วนเกินที่เป็นพวงออกมา พวงสวรรค์ที่นิยายอีโรติกชอบเรียกกันนั่นแหละ แต่นางอยากเอาออกเหลือเกิน ต่อไปจะได้ไม่ต้องแต๊บว่างั้น สรุปคือนางเป็นสาวสองที่สวยไม่แพ้ผู้หญิงเลยค่ะ ถ้าเดินไปด้วยกัน คนอาจจะมองนางมากกว่ามองฉันเสียอีก ทั้งที่ฉันก็สวยนะ ไม่ได้หลงตัวเอง เพราะมีคนบอกหลายคนแล้วว่าสวย สวยจริง ๆ นะไม่ได้พูดเล่น “เออ ๆ ...นังเจส มึงดูคำใบ้กูซิ” ฉันเรียกเพื่อนให้ช่วยดูคำใบ้ของพี่รหัส วันนี้เราต้องไปตามหาสายรหัส ทำไมต้องให้ตามหาด้วยนะ บอก ๆ ให้จบ ๆ ไป จะได้มีเวลา
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
แล้วเพื่อนรักฉัน นางก็เดินไปนั่งบาร์ตรงโน้นเพราะรีบหาที่ว่างนั่นแหละ “คุณลูกค้ารับอะไรดีครับ” ฉันรู้ในทันทีว่าทำไมคนก่อนหน้าถึงได้สั่งช้า ก็คนหล่อตรงหน้านี่ไง เขาถามว่าอะไรนะ น้องนายหูดับไปแล้วค่ะ“ลูกค้าครับ”“เอาอะไรก็ได้ที่เข้มกว่าเอสเพรสโซค่ะ” ฉันตั้งสติได้ก็สั่งอะไรที่เป็นโคดลับของพี่รหัส“คุณลูกค้า ไม่มีอะไรที่เข้มกว่าเอสเพรสโซแล้วครับ” เออ..ไม่มีอะไรเข้มกว่าเอสเพรสโซแล้ว หรือว่าไม่ใช่ที่นี่ พี่รหัสฉันอาจไม่ได้อยู่ที่นี่ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมนูเพราะไม่อยากให้คนที่ต่อคิวด้านหลังรอนานมากกว่านี้ ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “ไอ้โง่! เข้มกว่าเอสเพรสโซก็เอสเพรสโซดับเบิลช็อตไง” คนพูดคือหนุ่มหล่อ สูงขาว ถ้าวัดระดับความหล่อยกให้เป็นที่สองรองจากพี่เต็งหนึ่งแล้วกัน“ใช่เหรอวะไอ้พัทธุ์” พี่คนที่รับออร์เดอร์ดูไม่ค่อยแน่ใจ คงกลัวเพื่อนอำนั่นเอง“เออใช่ ไม่เชื่อมึงลองถามน้องเขาดู” พี่คนชื่อพัทธุ์บอกให้เพื่อนหันมาถามฉันอีกครั้ง ว่าที่เข้มกว่าเอสเพรสโซ ใช่เอสเพรสโซดับเบิลช็อตหรือเปล่า“ใช่ไหมครับลูกค้า”“ใช่ค่ะ” เอ่อ ที่ต้องตอบว่าใช่คืออายไง ไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะกาแฟที่รอนานทำให้เราสองคนเลื
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
กิจกรรมต่อมาคือการประกวดดาวมหาวิทยาลัย บอกเลยว่าเป็นกิจกรรมที่ผมชอบมาก เพราะของสวย ๆ งาม ๆ สด ๆ ใหม่ ๆ เต็มไปหมดถามว่าผมเจ้าชู้ไหม บอกตามตรงว่าไม่ แค่ไม่กล้าปฏิเสธคนที่เสนอมาเท่านั้นเอง เป็นคนจิตใจดี รักน้อง รักทุกคนนั่นแหละครับ หรือสมัยนี้เขาเรียกอะไรนะ ‘ทั่วถึง’ ใช่ไหม “ไอ้ฟ้า มึงถึงไหนแล้ววะ” ผมกรอกเสียงไปตามสายถามไอ้เพื่อนรักที่ป่านนี้ยังมาไม่ถึง ‘ใกล้แล้ว มึงจะรีบทำไม’ ให้มันได้อย่างนี้สิ ถามมาได้ว่ารีบทำไม “ไอ้ฟ้า ไปส่องดาวนะ มึงไม่รีบ พรุ่งนี้ค่อยมา แต่ตอนนี้กูรีบ มึงรีบเลย อย่าให้เพื่อนต้องโมโห” ไม่อยากจะบ่นเพื่อนเป็นคนแก่หรอกนะ แต่ตอนนี้ใจมันอยู่หน้าเวทีแล้วตื่นเต้น ‘เออ รู้แล้ว ทำไมมึงคันขนาดนั้น ถ้าคันมากก็เข้าห้องน้ำไปเกาก่อน’ ผมกำลังจะอ้าปากด่ามันต่อ แต่ไอ้เพื่อนเวรดันวางสายไปก่อน ให้มันได้อย่างนี้สิ ไอ้ฟ้าเป็นใครน่ะเหรอ ไอ้ฟ้าหรือสายฟ้า คือเพื่อนตั้งแต่เรียนมัธยม ตอนนี้มันเรียนบริหาร ไอ้เพื่อนผมมันออกแนวมาดนิ่ง หล่อบาดใจเลยแหละ เรียกว่าอะไรดี คุณชายไฮโซ Old money ได้ไหมนะ ที่รวยมาตั้งแต่เกิด รวยมาตั้งแต่รุ่นพ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
“พี่หนึ่ง นี่ยายนาย น้องรหัสผม หรือหลานรหัสพี่อะ” ไอ้พัทธุ์พาน้องนายมาแนะนำ แม่งเอ๊ย! แม่ง! น้องนายสวยกินคน สวยตาแตกมาก“นี่เฮียฟ้า เพื่อนพี่หนึ่ง ลุงรหัสเรา”ไอ้ห่าพัทธุ์ มึงจะย้ำทำไมนักหนาเรื่องเป็นหลานเป็นลุงกันเนี่ย อายุห่างกันไม่กี่ปี ทำเอากูแก่เชียว“สวัสดีค่ะ พี่หนึ่ง พี่ฟ้า”ลมหายใจผมสะดุดทันทีตอนได้ยินเสียงน้อง บนเวทีว่าสวยแล้ว เห็นใกล้ ๆ ยิ่งสวยเข้าไปอีก เวลาพูดยิ่งน่ารักแม่ง โคตรสวย อยากได้!“ไอ้พี่หนึ่ง!”“มึงจะตะคอกกูทำไม ไอ้พัทธุ์” ผมตกใจกับเสียงตะคอกของมัน คงเพราะผมมัวแต่อึ้งไม่ยอมรับไหว้น้องเขานั่นเอง ก็น้องอย่างสวย กูอยากได้ ไอ้คนข้างในกูร้องว่าอยากได้ ๆ อยู่นั่นแหละ“สวัสดีครับ...เอ่อ” ผมรับไหว้น้องอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ปล่อยไก่ทั้งเล้าแล้วมั้งเนี่ย ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเขินใครได้เลย ผู้หญิงสวยสำหรับผมก็สวยแหละ แต่ใช่ว่าจะไม่เคยเจอเคยสัมผัสคนสวยซะเมื่อไหร่แต่เธอคนนี้แตกต่าง คงเพราะในตาเธอมีแววดื้อรั้นที่ผมอยากค้นหา ว่าตัวจริงของสาวน้อยตรงหน้านี้เป็นยังไงกันแน่“พี่หนึ่ง...น้ำชาตามหาตั้งนาน นึกว่าไม่มาซะอีก ไปกันเถอะค่ะ” เดี๋ยวนะ น้ำชามาจากไหน แล้วมาตามหาผมทำไมก่อน แต่เ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
สามเดือนผ่านไป ฉันยังกินแห้วเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือแทบไม่ได้เจอหน้าเขา ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน เหมือนเวลาของเราสองคนช่างสวนทางกัน ท่านกามเทพเจ้าขา ท่านพรหมลิขิตเจ้าเอย ช่วยนังนายคนนี้ด้วยไม่ได้หรือเจ้าคะ...‘น้องฮักเขาเจ้า’ “พี่พัทธุ์สวัสดีค่ะ พี่หนึ่งสวัสดีค่ะ” จังหวะดีมากวันนี้ พี่พัทธุ์กำลังนั่งคุยกับลุงรหัสสุดหยิ่งของฉัน “ว่าไงนาย” พี่พัทธุ์ทักทายฉัน ส่วนพ่อของลูกในอนาคตแค่พยักหน้าให้ เป็นกิ้งก่าหรือไง มาผงกหัวอยู่ได้ “คือวันนี้วันเกิดเจสน่ะค่ะ เลยอยากชวนพี่สองคนไปด้วยกัน” เจ้าของวันเกิดอย่างนังเจสกำลังทำหน้างง ฉันยิ้มให้เพื่อน พร้อมทั้งสะกดจิตเพื่อนไปด้วย ‘มึงเกิดวันนี้ เกิดวันนี้เท่านั้น’ แต่เพราะความตอแหล เอ๊ย! ความฉลาดสิ เพื่อนเจสเป็นคนฉลาด “ไปด้วยกันนะคะ เนี่ยเจสกับนายไม่มีเพื่อนไปฉลองเลยค่ะ เราสองคนอยากไปกินชาบู”นั่นไง คุณเพื่อนสุดประเสริฐ สัญญาด้วยเกียรติของสตรีศรีเมืองเหนือ ว่าเพื่อนนายคนนี้จะส่งเสริมเพื่อนเจสเมื่อเพื่อนอยากมีผัว “ไปสิ พี่หนึ่งไปด้วยกัน”เริ่ดค่ะพี่พัทธุ์ เหมาะแล้วที่เป็นพี
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
บทที่ 5 อยากได้ หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหกจริง ๆ จากรุ่นน้องปีหนึ่งเฟรชชี ตอนนี้ฉันกลายเป็นรุ่นพี่ปีสองแล้ว ทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องอ่อยผู้ชายคนเดิมที่ยังไม่ใกล้เคียงคำว่า ใจอ่อน วันเปิดเทอมวันแรก ฉันกับเจสสิก้านั่งกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินตรงลานเกียร์ จุดประสงค์แรกคืออยากเจอผู้ชายที่ฉันไม่ได้เจอหน้ามาเลยเกือบสองเดือนตลอดการปิดเทอม อีกจุดประสงค์คือพาเจสสิก้าเพื่อนรักมาส่องรุ่นน้องปีหนึ่ง จะว่าไปก็มีแต่รุ่นน้องหน้าตาน่ารักทั้งนั้นเลย แต่ก็แค่น่ารัก ไม่ใช่คนที่ฉันถูกใจ “เลิกเหอะมึง หนึ่งปีแล้ว ถ้าเขาชอบมึง เขาคงชอบไปนานละ ไม่ใช่ขายอ้อยทั้งสวนขนาดนี้เขายังไม่สนใจ” ตอกย้ำจังนะ แทนที่จะปลอบใจเพื่อน เลิกคบมันเลยดีไหม เพื่อนชั่วอย่างนังเจสเนี่ย “แกไม่เคยได้ยินหรือไง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” “เคยได้ยิน แต่ไม่เคยเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องความรัก คนเราจะชอบจะรัก มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายาม มันขึ้นอยู่กับความใช่” เจ็บไปอีกนังนาย ไม่น่าถามมันเลย เกิดจะเป็นคนมีหลักการเสียอย่างนั้น “ทำไมทีดาวดวงอื่นเขายังกิ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
“เฮียหนึ่ง ขอโทษครับ” “เล่นห่าอะไรไม่รู้จักดู ถ้าโดนคนอื่นแล้วจะทำยังไง”ฉันเห็นรอยเปื้อนตรงหลังเขา เป็นรอยรองเท้า คนที่กำลังไหว้พี่หนึ่งไม่หยุดคือรุ่นพี่ปีสาม วิศวกรรมนั่นเอง แต่ไม่รู้สาขาอะไร ฉันไม่ค่อยคุ้นหน้า “ขอโทษนะน้องที่ทำให้ตกใจ” พี่ผู้ชายที่วิ่งหน้าตาตื่นมาด้วยรองเท้าข้างเดียว ดูก็รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ “ไม่เป็นไรค่ะ นายไม่ได้เป็นอะไรแต่...พี่หนึ่ง” ฉันเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายตัวโตข้างกาย ก็เป็นแบบนี้ไง แล้วต่อไปฉันจะไม่หวั่นไหวกับคนคนนี้ได้ยังไง ก็เขาหล่อ ใจดี แถมยังเท่ระเบิด “พี่ไม่เป็นไร ปัดเสื้อให้หน่อย” เขาว่าพร้อมทั้งหันด้านหลังมาให้ฉันเพื่อปัดเศษฝุ่นออกจากเสื้อช็อปสีแดงเลือดหมู “ขอโทษอีกครั้งนะครับพี่” “ระวังด้วย ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บเพราะความมักง่ายของมึง ไม่อย่างนั้นมึงโดนดีแน่” โดนดีที่ว่า พวกรุ่นพี่อาจโดนซ่อม หรือไม่ก็อาจร้ายแรงถึงพักการเรียน “ขอโทษอีกครั้งครับเฮียหนึ่ง ขอโทษทุกคนด้วยนะครับที่ทำให้ตกใจ” พี่เขาขอโทษขอโพยพวกฉันใหญ่ สุดท้ายก็เป็นพี่ตะวันที่เข้าไปตบบ่าพี่เขาและบอกว่าครั้งหน้าให้ระว
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
“ทำไมกินไม่ได้ มีเจ้าของ?” มันมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ พวกผมจะไม่ยุ่งกับคนมีเจ้าของ ถ้าเป็นคนโสด อยากได้ก็จีบ แต่กับยายหลานรหัสผมนี่ต้องจัดเข้ากลุ่มไหนนะ เธอไม่มีแฟน และดูท่าทางเธอก็สนใจผม “อืม...” ผมคิดหาคำตอบว่าจะบอกอย่างไรดี “คนนั้นไหม หลานรหัสมึง” สมเป็นมัน ไอ้สายฟ้า ฉลาดเป็นกรด “มึงดูออกขนาดนั้นว่ากูอยากได้?” “หน้าตามึงออกอาการตั้งแต่น้องเขาเป็นดาว ยังไม่เลิกอยากได้อีกเหรอวะ นั่นน้องสายรหัสมึงนะ เดี๋ยวก็มีปัญหาหรอก อีกอย่างมึงบอกไอ้พัทธุ์ขอไว้ไม่ใช่เหรอ” ก็เพราะมันขอไว้นี่ไง ผมถึงได้พยายามตัดใจ เอาตัวออกห่างมาตั้งหนึ่งปีเต็ม “มึงเคยแบบเปิดตู้เย็นแล้วมีเค้กน่ากิน ๆ แต่ดันมีป้ายติดไว้ ‘ห้ามกิน’ ไหม กูเห็นแล้วยิ่งอยากกิน” “มึงมันโรคจิตไง ของต้องห้ามคือของต้องห้าม เกิดมึงกินแล้วดันเป็นยาพิษกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำยังไง คนยิ่งสนิท เวลาจะเลิกยิ่งยากนะมึง” คำเตือนของไอ้ฟ้าทำผมได้สติ ผมจะคิดถึงตอนกินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอย่าลืมคิดถึงตอนอยากคายด้วยสิไม่อยากฟาดแล้วก็ได้วะ จะได้ไม่มีปัญหา “เออ นั่นสิ”
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status