LOGIN"หนาวขนาดนี้... ให้ผมช่วย 'ทำให้อุ่น' ไหมครับคุณหนู" "บะ... บ้า นายเป็นแค่บอดี้การ์ดนะ อ๊ะ!" "บอดี้การ์ดที่กำลังจะเป็น 'สามี' ของคุณหนูไงครับ!"
View Moreณ ปอป่านบ้านสวนฟาร์ม...
แดดยามสายทอดตัวลงมากระทบผืนดินกว้างใหญ่ ทว่าไม่อาจส่องสว่างเข้าไปถึงหัวใจที่หม่นหมองของ 'คุณประทีป' ได้เลย ชายวัยห้าสิบห้าผู้เป็นประมุขของบ้านยืนทอดสายตามองกรอบรูปไม้อันใหญ่ที่แขวนประดับ บนผนังห้องทำงาน มันเป็นภาพครอบครัวเมื่อครังยังพร้อมหน้าพร้อมตา... สุพรรษา ภรรยาผู้เป็นที่รักอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยวัยสองขวบ แก้มยุ้ยส่งยิมกว้างมาให้กล้อง
เวลานั้นประทีปยังหนุ่มแน่น สุขภาพแข็งแรง ไม่ได้เหนื่อยหอบง่ายดายเพียงแค่เดินขึ้นบันไดอย่างในทุกวันนี้ ตอนนั้นเขากับภรรยาเพิ่งหอบหิ้วความฝันกลับมาจากอเมริกา สุพรรษาได้รับมรดกเป็นที่ดินผืนงาม จำนวนยี่สิบเจ็ดไร่ในอ่างขางจากบิดามารดา ทั้งสองจึงร่วมแรงร่วมใจกันเนรมิตผืนดินว่างเปล่าให้กลายเป็น
“บ้านสวนฟาร์ม” อันร่มรื่นแต่ตอนนี้ ทุกอย่างกำลังจะละลายหายไปราวกับสายหมอก
ก๊อก!... ก๊อก!... ก๊อก! เสียงเคาะประตูดึงร่างที่จมดิ่งอยู่กับอดีตให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ ประทีปยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ ไล่ความ ตึงเครียด ก่อนจะหันไปทางประตู
"นายท่านคะ... นายท่าน" เสียงของป้าจำเนียน แม่บ้านเก่าแก่ดังลอดเข้ามา
"มีอะไรหรือจำเนียน?"
"หัวหน้าคนงานมาขอพบค่ะ" ประทีปถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลมหายใจนันหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาทั้งลูกไว้บนบ่า
"ให้เข้ามาสิ" บานประตูไม้เปิดออก พร้อมกับร่างของชายสองคนที่เดินนอบน้อมเข้ามา
'ศักดา' ชายวัยสี่สิบกว่าผู้เป็น หัวหน้าคนงาน และ 'ศักดิ์ชาย' หลานชายที่ควบตำแหน่งผู้ช่วย
"สวัสดีครับนายท่าน" ศักดายกมือไหว้ ท่าทางดูซื่อสัตย์ ทว่าแววตากลับล่อกแล่ก
"เชญนั่งสิ มากันพร้อมหน้าแบบนี้ คงมีเรื่องด่วนมากสินะ?"
ประทีปเอ่ยถามเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ
"ครับคุณท่าน... คือเรื่องราคาผักน่ะครับ" ศักดาทำสีหน้าหนักใจ
"พ่อค้าคนกลางที่มารับของหน้าไร่ แล้วก็พวกร้านอาหารในเมือง เขาขอกดราคาลงอีกครับ บอกว่าถ้าเราไม่ลดให้ เขาจะไปรับจากไร่อื่นแทน"
ประทีปขมวดคิ้วมุ่น
"ทุกวันนี้เราก็แทบจะขายราคาทุนอยู่แล้วนะ ศักดา แทบจะให้เปล่ากันอยู่แล้ว!"
"โธ่ นายครับ ยุคนี้เศรษฐกิจมันฝืดเคือง โควิดเล่นงานจนร้านอาหารปิดตัวกันไปก็มาก คนแทบไม่ออกจากบ้านเพราะกลัวเชื้อโรค ร้านอาหารขายของไม่ได้ห้างก็ไม่มีกำลังซื้อเพราะตกงานกันหมด ถ้าเราไม่ยอมลดราคา ผักเราก็เน่าคาไร่นะครับนาย"
ศักดิ์ชายชวยพูดเสริม เหตุผลร้อยแปดถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างสารพัดประทีปหลับตาลงอย่างอ่อนล้า อาการเจ็บแปลบที่หน้าอกซ้ายแล่นริวขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นทาบเขาไม่ มีเรี่ยวแรงพอจะไปลงพื้นที่ตรวจสอบหรือต่อรองกับใครได้อีกแล้ว โรคลิ้นหัวใจรัวกกำลังสูบเอาพลังชีวิติของเขาไปแทบจะหมดสิ้น
"เอาเถอะ..." น้ำเสียงนั้นฟังดูปลงตกระคนสิ้นหวัง
"พวกนายจัดการตามความเหมาะสมก็แล้วกัน ขายให้มันพอได้เงินมาหมุนจ่ายค่าแรงคนงานก็พอ อย่าให้พวกเขาต้องอดอยากล่ะ"
"ครับนาย... พวกผมจะจัดการให้ดีที่สุดครับ"
ศักดารับคำเสียงหนักแน่น ก่อนจะพากันเดินออกจากห้องไปทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดสนิท รอยยิมเยาะหยันก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสองอาหลาน ศักดิ์ชาย หันไปกระซิบกับผู้เป็นหลาน
"ที่นี้มึงรู้หรือยังไอ้ชาย... ว่าเจ้าของไร่ที่แท้จริงน่ะ คือใคร" ศักดาหัวเราะหึๆในลำคอ
"ครับ ทราบแล้วครับ... 'นายใหญ่' ของผม"
ทังสองหัวเราะร่วนประสานเสียงกันอย่างได้ใจ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากลับไปยังแผนกของตน ทิ้งบาดแผลลึกไว้เบื้องหลัง ภายในห้องทำงานอันเงียบงัน ประทีปกดปุ่มอินเตอร์คอมเรียกแม่บ้านเก่าแก่ที่อยู่รับใชกันมาตั้งแต่เขาเพิ่งเข้ามาลงหลักปักฐานที่ไร่นี้
"จำเนียน... เข้ามาหาฉันหน่อยสิ"
"ค่ะนายท่าน" เพียงไม่นาน หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมก็เดินเข้ามา ประทีปเปิดลิ้นชกโต๊ทำงาน หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินออกมา อย่างทะนุถนอม ภายในนันคือนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูรุ่นคลาสสิก สมบัติชนสุดท้ายที่มี ค่าที่สุดในชวิตของเขา เพราะมันคือของขวัญวันครบรอบแต่งงานที่สุพรรษาซื้อให้ชายวัยกลางคนลูบหน้าปัดนาฬิกาเบาๆ ก่อนจะตัดใจยื่นมันส่งให้ป้าจำเนียน
"พรุ่งนี้... จำเนียนเอานี่ไปจัดการให้ฉันทีนะ" ป้าจำเนียนเบิกตากว้าง มองกล่องนาฬิกาสลับกับใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นนาย
"นายท่าน! แต่นี่มัน...""เอาไปเถอะ น่าจะพอแลกเป็นเงินได้หลายตังค์อยู่ ได้มาแล้วก็เอาไปซื้อของสดของแห้งเข้าบ้าน กันส่วนหนึ่งไว้จ่ายค่าน้ำค่าไฟ..."
ประทีปเว้นจังหวะ เสียงสันเครือ
"ที่เหลือ... ก็เอาไปแบ่งกันนะ ให้รำพึงกับสมสีด้วยแล้วฝากบอกสองคนนั้นด้วยว่า ฉันขอโทษจริงๆที่ไม่สามารถจ้างพวกเธอได้อีกต่อไปแล้วฟาร์มของเราไปต่อไม่ไหวแล้วล่ะ" คำพูดนั้นราวกับกับฟ้าผ่าลงมากลางกะบาลของป้าจำเนียน น้ำตาร่างเผาะลงอย่างกลันไม่อยู่ รีบดันกล่องนาฬิกากลับไปหานายจ้าง
"ไม่ค่ะนายท่าน! จำเนียนกัยรำพึงและสมสี! พวกเราไม่เอาค่าแรงก็ได้ นาฬิกาเรือน นี้คุณผู้หญิงตังใจซื้อให้นายท่าน นายท่านเก็บไว้เถอะนะคะ "
"ไม่ได้หรอกจำเนียน..."
"เงินเดือนที่นายท่านเคยให้ จำเนียนเก็บหอมรอมริบไว้ไม่ได้ใชอะไรเลย มีมากโขอยู่นะคะ จำเนียนจะเอาเงินส่วนนี้มาใช้จ่ายในเรือนก่อนนายท่านอย่าคิดมากเลยนะคะ พักผ่อนเถอะค่ะ " ประทีปส่ายหน้าชาๆ
"เงินก้อนนัน จำเนียนเก็บไว้เถอะ อายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บมันก็ถามหา เวลาต้องไป หาหมอมันต้องใชเงินทั้งนั้นนะ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะนายท่าน ป่วยเจ็บขึ้นมา จำเนียนก็ไปโรงพยาบาลรัฐบาลได้ เสียไม่กี่บาทหรอกค่ะ นาฬิกาเรือนนี้... นายท่านเก็บไว้นะคะ เผื่อวันข้างหน้าฉุกเฉินจริงๆ ค่อยเอาไปแปลงเป็นเงินก็ยังไม่สาย"
ป้าจำเนียนยืนกรานหนักแน่นจนประทีปต้องยอมจำนน เขารับกล่องนาฬิกากลับมาวางไว้บนโต๊ะดังเดิม "ขอบใจมากนะจำเนียน... ขอบใจจริงๆ ที่ไม่ทิ้งกัน... ออกไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ สักพัก"
"ค่ะนายท่าน" แม่บ้านเก่าแก่รับคำเสียงสะอื้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เมื่อบานประตูพับปิดลง ประทีปก็ถอดแว่นสายตาออก ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่เปียกชุมไปด้วยหยาดน้ำตา ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย เขาปกปองสมบัติของภรรยาไว้ไม่ได้ และยังทำให้ลูกน้องเก่าแก่ต้องพลอยลำบอกไปด้วย
กริ๊งงงงงง! เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานแผดเสียงร้องขึ้นทำลายความเงียบ คุณประทีปสะดุ้งเล็กน้อย ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะรับดีหรือไม่ เบอร์สายตรงนี้มีคนรู้น้อยมาก... หรือว่าจะเป็น 'หนูป่าน' ลูกสาวสุดที่รักที่กำลังเรียนอยู่ลอนดอน? คิดได้ดังนัน มือที่สั่นเทาก็รีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู
"ฮัลโหล..."
"Hello, is that Mr. Prateep?" (สวัสดีครับ นันคุณประทีปใช่ ไหม)
"Yes, I’m..." (ใชครับ ผมเอง)
ปลายสายเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจสุดขีด สำเนียงภาษาไทยแปร่งๆ สไตล์ ชาวต่างชาติรัวใส่หูประทีปเป็นชุด
"โอ้มายก๊อด! เพื่อนรัก! ฉันตามหานายมาเป็นปีๆ เลยรู้ไหม! นี่ถ้าฉันไม่บังเอิญไปส่ง 'คุณอุ้ยอ้าย' ภรรยาสุดที่รักของฉันที่ห้องเสื้อกนกนาถ คงไม่มีทางได้เบอร์นายมาแน่ๆ!"
ดวงตาฝ้าฟางของประทีปเบิกกว้างขึ้น หัวใจที่เต้นอ่อนแรงพลันสูบฉีดแรงขึ้นมา
"ไมเคิล! ไมเคิลใชไหม... นายจริงๆ หรือนัน่! ฉันดีใจเหลือเกิน นานหลายปีมากเลยนะที่เราขาดการติดต่อกันไป"
"ใช! ฉันเองเพื่อน! ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พรุ่งนี้ฉันจะบุกไปหานายที่ไร่เตรียมตัวไว้ เลย! อ้อ... ฉันกับคุณอุ้ยอ้าย ขอแสดงความเสียใจเรื่อง สุพรรษาด้วยนะเพื่อน"
น้ำเสียงของไมเคิลอ่อนลงเมื่อพูดถึงภรรยาของเพื่อนรักที่จากไป ประทีปยิมบางๆ อย่างขมขื่น
"ขอบใจมากไมเคิล... ขอบใจจริงๆ"
"เห็นคุณกนกนาถบอกว่านายสุขภาพไม่ค่อยดีด้วยใชไหม ? พรุ่งนี้ฉันจะไปค้างด้วย แล้วจะลากคอยนายไปหาหมอให้ได้เลยคอยดู!"
ประทีปหัวเราะเบาๆ ให้กับความโผงผางของเพื่อน
"เฮ้อ...สุขภาพของคนเป็นโรคลิ้นหัวใจรัว มันก็ไม่ได้ ดีนักหรอกเพื่อนเอ๊ย เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย"
"เฮ้! อย่าเพิ่งท้อสิเพื่อน พรุ่งนี้ค่อยคุยกันยาวๆ เราเจอกันแล้ว นายไม่ต้องห่วงนะ ปัญหาทุกอย่างจะ ต้องมีทางออก พักผ่อนซะไอ้เพื่อนยาก
Good night!"
"Good night, Michael..."
ประทีปวางหูโทรศัพท์ลง รอยยิมจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรกใน รอบหลายเดือน อย่างน้อย ในวันที่มืดมนที่สุด ก็ยังมีแสงสว่างเล็กๆ จากเพื่อนเก่าสาดส่องเข้ามา
ชายหนุ่มคำรามลั่นในลำคอ กระแทกกายเข้าออกอย่างบ้าคลั่งอีกเพียงไม่กี่ครั้ง ร่างของปอป่านก็กระตุกเกร็ง เม้มปากแน่นพร้อมกับปลดปล่อยหยาดน้ำหวานออกมาชโลมอาบความเป็นชาย เลโอเองก็ตอกอัดความปรารถนาเข้าไปจนสุดโคน ปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตอุ่นวาบฉีดพ่นเข้าไปในกายสาวทุกหยาดหยดร่างสูงทิ้งตัวลงนอนทาบทับร่างบางอย่างหมดเรี่ยวแรง หอบหายใจแฮกอยู่กับซอกคอหอมกรุ่น เขากดจูบเบาๆ ที่ขมับชื้นเหงื่อ ค่อยๆ ถอนกายออกแล้วดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดก่ายไว้ในอ้อมแขนอย่างหวงแหน"การรักษาของหมอเลโอ... ทำให้ข้อเท้าหายปวดหรือยังครับ?"ชายหนุ่มกระซิบถามเสียงกลั้วหัวเราะ ปอป่านซุกหน้าลงกับอกแกร่ง ทุบเบาๆ ที่กล้ามเนื้อหน้าท้องของเขา"ข้อเท้าหายปวดแล้ว... แต่ระบมไปทั้งตัวแทน! นายนี่มันหื่นกามที่สุดเลยไอ้บอดี้การ์ดบ้า!" เลโอหัวเราะร่วน กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น"ผมเป็นบอดี้การ์ดของคุณหนู... และกำลังจะเป็น 'สามี' ที่ถูกต้องตามกฎหมายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ด้วย เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยนะครับ เพราะสามีคนนี้... จะขอรักษาร่างกายให้คุณหนูทุกคืนเลย"กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่
บานประตูไม้สักของห้องนอนใหญ่ถูกเปิดออกและปิดลงด้วยฝีเท้าของร่างสูง เลโอใช้แผ่นหลังดันประตูให้ปิดสนิทพร้อมกับกดล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ชายหนุ่มตวัดวงแขนอุ้มร่างนุ่มนิ่มที่เอาแต่ซุกหน้ามุดลาดไหล่เขามาตลอดทางเดิน วางลงบนเตียงคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตาอย่างแสนจะทะนุถนอมทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนุ่ม ปอป่านก็รีบพลิกตัวหนี หญิงสาวคว้าหมอนใบโตมากอดบังหน้าอกตัวเองไว้ ใบหน้าหวานที่เคยซีดเซียวจากพิษไข้ บัดนี้กลับแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอ"คนบ้า... ไอ้ฝรั่งจอมลวงโลก! ปล่อยให้ฉันหลงคิดมาตลอดว่านายเป็นแค่ลูกจ้าง เป็นบอดี้การ์ดตกอับที่ต้องมาคอยรับคำสั่งฉัน" ปอป่านบ่นอุบอิบ ไม่กล้าเงยหน้าสบตากับทายาทมหาเศรษฐีตัวจริงที่กำลังยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างเตียง เลโอหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก พับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง มือหนาเอื้อมไปดึงหมอนใบโตออกจากอ้อมกอดของหญิงสาว โยนมันทิ้งไปที่ปลายเตียงอย่างไม่ไยดี แล้วรวบตัวเจ้านายสาวจอมพยศเข้ามากอดไว้หลวมๆ"ผมขอโทษครับป่าน... ที่ต้องปิดบังความจริง
"งะ... งานแต่งงาน!?"ปอป่านเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มองหน้าผู้ใหญ่ทั้งสามสลับกันไปมาด้วยความตกตะลึง "แต่งงานอะไรกันคะ ป่านยังไม่มีแฟนเลยนะคะคุณพ่อ! แล้วทำไมจู่ ๆ ถึง...""ก็เพราะยังไม่มีน่ะสิ พ่อกับลุงไมเคิลถึงได้จัดการหาคนที่เหมาะสมไว้ให้แล้วไงล่ะลูก" ประทีปแสร้งตีหน้าขรึมและจริงจัง "หนูต้องแต่งงานกับลูกชายคนเดียวของลุงไมเคิลนี่เป็นข้อตกลงที่เราผู้ใหญ่คุยกันไว้ ตั้งแต่ตอนที่ลุงเขาให้เงินยี่สิบล้านมาช่วยพยุงฟาร์มเราแล้ว ถือเป็นการแต่งงานเพื่อล้างหนี้ และดองสองครอบครัวเข้าด้วยกัน"ปอป่านรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน หูอื้อไปชั่วขณะ... แต่งงานเพื่อใช้หนี้? คลุมถุงชนกับลูกชายมหาเศรษฐีที่เธอไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าเนี่ยนะ!? หญิงสาวหันขวับไปมอง 'บอดี้การ์ดหนุ่ม' ที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้องโดยอัตโนมัติ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและตัดพ้ออย่างปิดไม่มิด ทว่าเลโอกลับยืนนิ่ง สบตาเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก"ถ้า..." ปอป่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี "ถ้าคุณพ่อกับคุณลุงไม่ได้จะบังคับกันจนเกินไป... ป่านคงต้องขอบอกตรงๆ ว่า ป่านไม่
บรรยากาศยามเย็นบริเวณหมู่บ้านจัดสรรขนาดเล็กท้ายตลาดอำเภอฝาง ค่อนข้างเงียบเหงาและห่างไกลจากผู้คน บ้านพักชั้นเดียวหลังคาสังกะสีที่ถูกเช่าไว้เป็นแหล่งกบดานชั่วคราว ปิดไฟมืดสนิทราวกับไม่มีคนอาศัยอยู่ ทว่าภายในห้องนั่งเล่นแคบ ๆ ศักดาและศักดิ์ชายกำลังนั่งกระดกเหล้าขาวเข้าปากด้วยความเครียดจัดกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมถูกยัดลวก ๆ วางเตรียมพร้อมไว้บนโซฟา"น้า... ติดต่อไอ้หวังได้หรือยัง รถมันจะมารับพวกเราข้ามชายแดนกี่โมง ผมร้อนใจจะแย่อยู่แล้วนะ" ศักดิ์ชายเดินวนไปวนมา ขยี้ผมตัวเองอย่างบ้าคลั่ง"มึงจะเดินให้มันได้อะไรขึ้นมาวะไอ้ชาย! นั่งลง!" ศักดาตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์"ไอ้หวังมันบอกว่ารอให้มืดกว่านี้อีกหน่อย ตอนนี้ด่านตรวจของพวกทหารพรานมันเข้มงวด... แม่งเอ๊ย! ไม่คิดเลยว่าอีนังเด็กปอป่านมันจะรอดจากลูกซองกูไปได้ แถมยังเอาตำรวจมาไล่บี้พวกเราอีก!" "ผมบอกแล้วไงว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้ฝรั่งบอดีการ์ดนั่น ท่าทางมันไม่ธรรมดาตั้งแต่แรกแล้ว!" "มึงหุบปากไปเลย..."วี้หว่อ... วี้หว่อ... วี้หว่อ เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันแผดเสียงดังแหวกความเงียบของหมู่บ้านเข้ามาใกล้ แ