로그인1
ปฐมนิเทศ
กว่าจะเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นอกจากสมัครเรียนเพื่อเข้าสอบให้มีรายชื่อติดในสาขาที่ชอบ คงเป็นการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่!
ไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยฯ อื่น หรือสาขาอื่น ๆ จะเป็นเหมือนกับคณะที่ฉัน ‘พะพาย’ หรือ ‘นางสาวพลายผกา อินทรนิณ’ เลือกหรือเปล่า เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธาที่ฉันเลือกลงเรียนนั้น จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศแบบค้างคืน
... 1 คืน 2 วัน
เป็นการจัดกิจกรรมที่มีทั้งคณะอาจารย์ประจำสาขาและรุ่นพี่ประจำสาขาที่เข้าร่วม
“ตัดสินใจเรียนสาขาโยธาฯ หนูคิดดีแล้วใช่มั้ย”
“ไม่เปลี่ยนใจแน่นอนค่ะ”
“มันจะไม่เหนื่อยเอาเหรอลูก บางทีหนูไม่ต้องเดินตามรอยธุรกิจฯ ที่บ้านก็ได้นะ”
ฉันละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมองสีหน้าของผู้เป็นมารดา หลังจากได้ยินน้ำเสียงคล้ายกังวลถ่ายทอดผ่านคำพูดที่เหมือนจะห้ามแต่ก็ไม่ห้ามเมื่อครู่
“แม่คะ...” ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก กลอกตาขึ้นบนด้วยความเหนื่อยหน่าย “เราพูดเรื่องนี้กันตั้งแต่หนูกำลังจะจบ ม.ปลาย แม่มีหนูแค่คนเดียว ถ้าหนูไม่ทำต่อแล้วใครจะทำถ้าพ่อกับแม่แก่ตัวไป”
“ก็จ้างคนอื่นมาบริหารก็ได้”
“น้ำพัก น้ำแรง ความเหน็ดเหนื่อยที่พ่อกับแม่สร้างมาล่ะ ไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะทำมันพังเรอะ”
“แล้วหนูไม่คิดว่าหนูจะทำมันพังเหรอ?”
ฉันเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเจอคำถามนี้ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดคำถามแนวนี้ในหัวสมองเลยสักนิด เพราะพ่อเอาแต่พูดกรอกหูว่า ‘โตขึ้นต้องสานต่อธุรกิจครอบครัวนะลูก ถ้าหนูไม่ทำแล้วใครจะทำ’ ฉันจึงมั่นใจเสียเต็มประดาและเดินหน้าเต็มกำลังเกี่ยวกับสายงานก่อสร้าง
“ขนาดใช้เครื่องคิดเลขคิดราคาผักง่าย ๆ ตามท้องตลาด หนูยังคิดผิดเลยลูก”
“แม่อ่า...” ฉันทำเสียงยาวยืด ส่งสายตามองค้อนผู้เป็นแม่ที่หันหน้ามามองด้วยความเขินอาย “นั่นมันผ่านมาหลายปีแล้วนะคะ”
“แต่ยังไงแม่ก็อยากให้หนูลองคิดดูอีกทีนะ”
“แม่ไม่เชื่อใจหนูเหรอ?”
ฉันตั้งคำถามกลับบ้าง จนท่านต้องสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนออกมาเบา ๆ ราวกับกำลังเหนื่อยใจที่จะคุยเรื่องนี้กับฉันต่อ
“โอเค งั้นแม่จะเคารพการตัดสินใจของหนู ทำมันให้เต็มที่นะลูก ถึงแล้วล่ะ...เตรียมข้าวของให้ครบ อย่าลืมอะไรนะ”
“ค่ะ”
ฉันตรวจดูความเรียบร้อยระหว่างที่แม่ลงไปจัดเตรียมกระเป๋าสัมภาระไว้ให้ เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะลืมของอะไรจึงเปิดประตูรถออกแล้วก้าวขาลงจากรถทันที จากนาฬิกาที่ขึ้นบอกตัวเลขตอนนี้ฉันเหลือเวลาเดินไปยังอาคารกิจกรรมที่ระบุไว้ในใบประกาศเพียง 20 นาทีเท่านั้น
“ขับรถกลับระวังด้วยนะคะ บาย”
ฉันระบายยิ้มกว้างพร้อมโบกมือลาแม่ที่นั่งส่งยิ้มอยู่ในรถ ก่อนจะลากกระเป๋าสัมภาระเข้าไปภายในอาคารด้วยความรู้สึกตื่นเต้น การที่ต้องแยกจากเพื่อนในวัยมัธยมเพื่อเดินบนเส้นทางอนาคตของตัวเอง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ต้องเรียนรู้และเก็บประสบการณ์ ฉันเลือกที่จะเรียนคณะที่เพื่อน ๆ เขาโบกมือบ๊ายบายเมื่อเอ่ยปากชวน
ไม่รู้ว่าจะกลัวลำบากไปทำไม เรียนโยธาเพื่อไปคุมงานไม่ได้ไปเป็นกรรมกรเสียหน่อย!
“ว้าย! โทษที ๆ ฉันไม่ทันระวัง!”
เพราะความไม่ระวังมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทำให้ร่างของฉันที่กำลังสาวเท้าฉับ ๆ เข้าไปภายในอาคารล้มพับลงไปกองกับพื้นราวกับคนไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อโดนใครบางคนเดินเข้ามาชนเข้าให้อย่างจัง ซึ่งเธอคนนั้นไม่ได้ปล่อยปละรีบพุ่งเข้ามาช่วยพยุงร่างของฉันให้ลุกขึ้นจากพื้นทันที
“เธอเป็นอะไรมากมั้ย เจ็บตรงไหนมากหรือเปล่า”
ฉันเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้าของหญิงสาวที่ช่วยพยุงขณะที่จัดกระโปรงทรงพีทให้เข้าที่ เมื่อเห็นว่าเธอมีสีหน้ารู้สึกผิดพร้อมแววตาสั่นระริกราวกับคนกำลังจะร้องไห้
“ฉันไม่เป็นอะไร ไม่เจ็บตรงไหนเลย”
“จริงเหรอ แต่ฉันชนเธอแรงมาก ๆ เลยนะ ไปหาหมอมั้ย?”
“ไม่ต้อง”
“แต่เธอ..”
“เธอเป็นนักศึกษาสาขานี้หรือเปล่า?” ฉันชี้นิ้วไปที่ป้ายชื่อสาขาที่ติดอยู่ทางเข้าอาคาร พอเห็นว่าเธอพยักหน้ารับระรัวแต่แววตาก็ยังไม่คลายความกังวลจึงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาพลันพูดด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย “อีก 10 นาทีจะถึงเวลาปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ เธอกำลังจะทำให้เราทั้งคู่เข้าร่วมกิจกรรมสาย”
“งั้นรีบเข้าไปข้างในกันดีกว่า เธอรู้มั้ยว่าเขาทำกิจกรรมกันที่ห้องไหน”
ฉันส่ายหน้า เอื้อมมือออกไปรับกระเป๋าสัมภาระที่เธอคนนั้นยื่นมาให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก้าวขาเดินเข้าไปภายในอาคารโดยมีคนที่เดินชนเดินตามกันเข้ามาติด ๆ
“เธอชื่ออะไรเหรอ?”
“พะพาย”
“ฉันมะลินะ”
‘มะลิ’ ในที่นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้หญิงที่ชนฉันจนล้มก้นคะมำ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในอาคารจนถึงตอนนี้เธอยังไม่หยุดพูดเลยสักคำ ชวนฉันพูดสารพัดอย่างราวกับรู้จักกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน และตบท้ายด้วยการถามไถ่ชื่ออย่างที่เห็นนี่แหละ
“มะลิ วรรณา กระจ่างแก้ว ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนกับพะพายนะ”
“แนะนำซะเต็มยศเลยนะ ไม่บอกอายุด้วยเลยล่ะ”
“ได้นะ ฉันยินดี” มะลิยิ้มกว้างทำท่าเหมือนกำลังจะพูดออกมาจนต้องรีบเอ่ยห้ามให้ไว
“ไม่ต้อง ๆ ฉันพูดเล่น ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“ส่วนฉันชื่อ กาย กายแก้ว เว้นสุวรรณ” ฉันกับมะลิหันหน้าไปมองเจ้าของเสียงด้วยความฉงนแบบพร้อมเพรียง เมื่อเห็นว่าเราทั้งคู่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมานอกจากรอยยิ้มแหย ผู้ชายที่ชื่อกายแก้วจึงขยับปากพูดต่อ “อยากเป็นเพื่อนด้วยอีกคน ได้ป่ะ”
“ได้สิ ๆ เป็นเพื่อนกัน รู้จักกันไว้เยอะ ๆ จะได้ไม่เหงาใช่มั้ยพะพาย”
ฉันหัวเราะออกมาแบบไม่เต็มใจนัก เพราะอยู่ ๆ มะลิก็เล่นมัดมือชกทั้งที่ไม่ได้ถามความคิดเห็นเลย แต่อย่างไรก็เถอะ! อยู่สาขาเดียวกันก็ต้องเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ยังต้องพบปะเจอหน้ากันอีกตั้ง 4 ปี
“แฮะ ๆ โอเค เป็นเพื่อนกัน”
“เอาล่ะเด็ก ๆ หยุดพูดกันก่อน”
นักศึกษาที่นั่งอยู่ประจำที่นั่งร่วมยี่สิบชีวิตเงียบเสียงลงเหมือนถูกกดปิดสวิตช์ เมื่อเสียงจากสาวใหญ่ที่ดูมีอายุมากแล้วดังขึ้นบริเวณด้านหน้าห้อง และเมื่อเห็นว่านักศึกษาทุกคนต่างสงบลงแล้วจึงเริ่มพูดต่อ
“สวัสดีนักศึกษาใหม่ทุกคนและขอต้อนรับเข้าสู่สาขาวิศวกรรมโยธา อาจารย์ชื่อว่า ‘ซาร่า ธัญชนก มั่งมี’ เป็นหัวหน้าสาขาที่พวกเธอเลือกเรียน ส่วนคนนี้..” อาจารย์เจ้าของตำแหน่งหัวหน้าแผนกผายมือไปยังผู้ชายอีกคนที่ยืนระบายยิ้มอ่อนอยู่ข้าง ๆ ด้วยชุดสูทสุดเนี้ยบ “อาจารย์ยา ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่วันนี้ยันจบการศึกษา”
“สวัสดีครับ ผมชื่อยา ปรึกษาได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเงินครับ”
“แหมะ! อาจารย์ดันรู้ทันนักศึกษาอีกแหละ ฮ่า ๆ” เสียงแซวจากหนึ่งในนักศึกษาดังขึ้นหลังจากที่อาจารย์ยาพูดจบ เรียกสายตาจากทุกคนในห้องให้หันไปมองได้เป็นอย่างดีเลยเชียว
“อาจารย์จะเริ่มอธิบายถึงขั้นตอนกิจกรรมของสาขาเราเลยนะคะ อันที่จริงกิจกรรมปฐมนิเทศจะจัดขึ้นแบบเช้าเย็นกลับ แต่สำหรับปีนี้พิเศษหน่อย..”
แอด...
“ขออนุญาตครับ”
ทันทีที่ประตูเปิดออกหัวใจของฉันกระตุกวูบเกิดเป็นความรู้สึกชาวาบไปทั่วทั้งร่าง เมื่อสายตาของฉันปะทะเข้ากับนัยน์ตาสีสนิมขณะที่ยืนแสดงสีหน้าเรียบเฉยอยู่ทางเข้าห้องกิจกรรม เขาคนนั้นคือคนเดียวกันกับที่ได้เจอบนเนินช้างศึก ชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีสนิมที่ไม่อาจลบภาพเขาออกจากความทรงจำได้ แม้จะผ่านมานานเกือบ 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม
“ครับ นักศึกษาสาขาโยธาหรือเปล่า?”
“ครับ ผมมาปฐมนิเทศ”
“สายตั้งแต่วันแรกเลยนะคะนักศึกษา เข้ามาสิคะ กำลังจะเริ่มกิจกรรมแล้วค่ะ”
นักศึกษาชายเจ้าของนัยน์ตาสีสนิมโค้งหัวลงเล็กน้อยหลังจากได้รับอนุญาต เขากวาดสายตามองไปโดยรอบเพื่อมองหาที่ว่างและหยุดลงตำแหน่งที่ฉันกับมะลินั่งอยู่ สองสายตาสอดประสานทำให้หัวใจของฉันเต้นระรัวผิดปกติขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
...กำลังตื่นเต้นอะไรอยู่กันแน่นะ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย
“ไอ้ฉาย...ทางนี้” และก็เป็นกายแก้วที่นั่งอยู่ข้างกันกับมะลิ เขาโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณให้นักศึกษาคนนั้นเดินเข้ามาทิ้งตัวลงข้าง ๆ พลางกระซิบกระซาบเมื่อเขาพาร่างเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ กับกาย “กูเตือนมึงแล้วใช่มั้ย ว่าไม่ให้ดื่มหนัก”
“ใครจะไปคิดว่าเหล้าต้มที่มึงเอามาจะมีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดนั้น”
“ได้ข่าวว่ากูเตือนมึงไปแล้วนะ แต่เรื่องนั้นช่างมันไปก่อน ทำความรู้จักเพื่อนใหม่กันดีกว่า คนนี้ชื่อมะลิ” กายหันหน้าไปหามะลิที่ระบายยิ้มทักทายก่อนจะเลื่อนสายตามามองที่ฉัน “ส่วนคนนั้นชื่อพะพาย”
“สวัสดี” ฉันระบายยิ้มกว้าง เผื่อว่าเขาจะจำได้บ้าง
“เพื่อนฉันเอง เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กชื่อเดือนฉาย”
เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหรือ ‘เดือนฉาย’ คลี่ยิ้มออกมาบางเบาราวกับต้องการทักทายให้มันจบ ๆ ไปตามมารยาทเท่านั้น ก่อนที่เขาจะฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะในเวลาต่อมาแบบไร้เรี่ยวแรงสุดขีด
“อย่าถือสามันเลยนะ เมื่อคืนมันดื่มหนักไปหน่อยน่ะ”
“เข้าใจ ๆ”
ฉันกับมะลิพยักหน้ารับหงึกหงักพร้อมกัน แล้วกลับไปสนใจอาจารย์ซาร่าที่เริ่มพูดถึงกิจกรรมในวันนี้ให้นักศึกษาทั้งหมดได้รับทราบ แม้ว่าจะมีรายละเอียดระบุเอาไว้ในเอกสารที่แจกให้นักศึกษาแล้วก็ตาม ก่อนหน้านี้ฉันเคยกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่
เอาเข้าจริง ๆ เมื่อเจอสถานการณ์จริงมันไม่มีเรื่องไหนที่น่ากังวลเลยสักนิด
จนถึงตอนนี้เวลาเลยผ่านมาถึงช่วงค่ำของวัน ซึ่งอาจารย์และรุ่นพี่ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับน้อง ๆ ปี 1 ก็ได้แยกย้ายไปเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในช่วงเย็น ซึ่งกิจกรรมของช่วงเย็นมีชื่อว่า ‘กระชับมิตรละลายพฤติกรรม’
“ทำอะไรอยู่จ๊ะ อาบน้ำเตรียมตัวเสร็จแล้วหรือยัง” เสียงเจื้อยแจ้วจากมะลิที่นั่งจัดของเข้ากระเป๋า เรียกความสนใจจากฉันให้เงยหน้าไปมองเธอที่กำลังระบายยิ้มกว้างมองมา
“อ่านรายละเอียดในแผนการน่ะ อาบเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“เราไปกันเลยมั้ย หิวข้าวแล้ว”
“อือ ขอเก็บของเข้ากระเป๋าแป๊บหนึ่งนะ”
มะลิเลิกสนใจฉันและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นรอไปพลาง ๆ ส่วนฉันที่ยังเก็บของไม่เสร็จก็กุลีกุจอจัดการธุระให้เสร็จโดยเร็วที่สุด อย่างที่รู้ปฐมนิเทศแบบค้างคืนในมหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกมากนัก แน่นอนว่าการนอนก็ต้องนอนแบบห้องรวม เพียงแค่แบ่งแยกชายหญิง
ในสาขาวิศวกรรมโยธาของเรามีผู้หญิงสมัครเข้าเรียนแค่ 7 คนเท่านั้น ส่วนอีก 15 คนล้วนมีแต่ชายแท้
“พะพาย”
“หืม?”
“เธอไปที่ห้องกิจกรรมก่อนเลยนะ ฉันเจ็บท้องน่ะ ไม่ไหวแล้ว”
มะลิทำหน้าเหยเกระหว่างที่ใช้มือลูบหน้าท้องไปมา ก็พอจะเดาได้ว่าอาการเช่นนี้หมายความว่ายังไง พอเห็นดังนั้นฉันจึงพยักหน้ารับหงึกหงักและออกเดินไปรอที่ห้องกิจกรรมทันที ทว่า...
“โทษที ไม่ทันระวังน่ะ” เพราะมัวแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ทำให้ไม่ทันระวังชนเข้ากับหน้าอกของใครบางคนเข้าอย่างจัง
“เห็น เพราะมัวแต่มองโทรศัพท์เลยไม่มองทาง”
“เอ๊ะ!” โทรศัพท์ถูกลดระดับลง และรีบส่งสายตามองคนร่างสูงตรงหน้าด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น “ก็ใช่อย่างที่บอกนั่นแหละ ว่าแต่มาทำอะไรตรงนี้ไม่ไปรวมกับคนอื่นๆ ที่ห้องกิจกรรมหรือไง”
เดือนฉายกระตุกคิ้วขวาหลังจากได้ยินคำถามพลันล้วงมือทั้งสองข้างเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีสบาย “ไอ้กายมันใช้ให้มารอพวกเธอสองคน”
“อ๋อ...แล้วทำไมต้องรอ ไปก่อนเลยก็ได้นะ”
“รู้สึกถูกชะตามั้ง เลยอยากเดินมารอ”
ฉันเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าของเดือนฉายที่ยืนแสดงสีหน้าเบื่อโลกสุดๆ ก่อนจะกระตุกหัวไหล่ขึ้นทั้งสองข้างแล้วหันหลังเดินออกจากบริเวณหน้าห้องพักหญิงไปทันทีโดยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น
ซึ่งสีหน้าของเขามันไม่ได้สอดคล้องกับประโยคที่เขาพูดออกมาเมื่อครู่เลยสักนิด ส่วนฉันที่ยังไม่เข้าใจท่าทางของเพื่อนร่วมชั้นได้แต่ยืนอ้าปากค้างกลางอากาศอยู่ตรงนั้นด้วยความงุนงง
“อ้าว...”
ตอนที่ 9มีรุ่นพี่เข้ามาจีบ ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นมีอยู่จริง! สีหน้า แววตา และคำพูดของเดือนฉายในคืนนั้นยังติดตรึง ถ้าไม่มีประโยคต่อท้ายที่ทำเอาคนฟังถึงกับกุมขมับคงคล้อยตามไปถึงไหนต่อไหน “ปฏิเสธเพื่อนเพราะจะไปกับผู้ น่าหมั่นไส้ว่ะ” มะลิจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงกระเซ้าเย้ยแหย่ “ว่าแต่ไปรู้จักกันตอนไหนวะ?” “เขาทักไอจีมา บอกว่าอยากทำความรู้จัก” “แล้วมึงก็ยอมคุยกับเขาง่าย ๆ เลยเหรอ” “ก็ไม่เชิง” ละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่าน เม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่นทอดสายตามองใบหน้ากายอย่างเอือม ๆ “เกือบ ๆ อาทิตย์ถึงยอมเปิดใจคุยน่ะ” “เล่นตัวเอาเรื่อง” “แน่นอน” “สรุปตกลงคบกันแล้ว?” บุคคลที่เอนหลังเอาขาพาดโต๊ะส่งเสียงขึ้นมา พลางหยิบหนังสือที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกทอดสายตามองมาที่ฉันด้วยความว่างเปล่า “ยัง แค่คุย ๆ แล้วก็พึ่งนัดเจอกันคืนนี้แหละ” “ระวังบ้างก็ดี ไม่ใช่ใครทักหาและชวนไปไหนก็จะไปกับเขาเลย” หนังสือเล่มหนาเตอะถูกวางทับบนใบหน้าดังเดิม ส
ตอนที่ 8เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ต้นเดือนมีนาแรกเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ในอดีตอาจจะใช่! แต่ไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่เริ่มเข้าหน้าร้อนตั้งแต่ปลายมกราคม หรืออาจจะเรียกว่าฤดูร้อนตลอดทั้งปีเพราะสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เราทั้งหมดตกลงสถานที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงปิดเทอม คือหมู่บ้านในหุบเขาที่มีจุดเด่นคือเหมืองหินติดชายแดนไทย-พม่า มีสภาพภูมิอากาศที่เย็นยะเยือกอยู่ตลอดปี แน่นอนว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแต่เพราะเพื่อน ๆ ต่างลงความเห็นฉันจึงไม่ได้ติดขัดเพราะบรรยากาศในหุบเขาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระยะทางเกือบ 400 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร เดินทางผ่านเทือกเขาลำห้วยเพื่อพิชิตโค้งอันน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นความฝันและความตื่นเต้นของนักบิดสายลุยหลายคน ...แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน! รถยนต์มีกันทุกคนแต่เลือกขับมอเตอร์ไซค์เพื่อความตื่นเต้นและเร้าใจ “สีหน้าไอ้พายไม่สู้ดีเลย ไหวป่าววะ” กายเดินเข้ามาดูอาการของฉันที่นั่งสูดยาดมตราโป๊ยเซียนอยู่ม้านั่งทางเข้าห้องพัก “ไหวมั้ย เดี๋ยวจ่ายเงินค่าห้องเสร็จมึงนอนพักก่อนก็ได้นะ”
ตอนที่ 7ผีห่าซาตานเข้าสิง ทุกคนอึ้ง กรรมการอึ้ง เมื่อเดือนฉายพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยระหว่างที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ฉันอ้าปากค้างเกือบหนึ่งนาทีเต็ม และพอเรียกสติกลับมาได้จึงยื่นแก้วของตัวเองไปตรงหน้า “มึงเอาจริงเหรอ” “เออ”“โอเค มึงบอกแบบนั้น กูก็ไม่อยากขัดศรัทธา ดีล!” กริ๊ง เสียงแก้วกระทบแก้วเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฉันกับเดือนฉายได้ทำสัญญากันขึ้น เกี่ยวกับการเป็นแฟนปลอม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้กลายมาเป็นบทสนทนาของเราทั้งสี่คนได้อย่างไร “แล้วเราจะรออะไรอยู่ล่ะค้าบ โชนแก้ววววว” ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล ต่างคนต่างยกแก้วขึ้นกระดกราวกับเครื่องดื่มที่อยู่ในแก้วนั้นไร้ซึ่งแอลกอฮอล์ กระดกดื่มราวกับน้ำเปล่าที่ต้องดื่มกินหลังจากที่กินข้าวเสร็จ ยิ่งดึกบรรยากาศที่ร้านยิ่งครึกครื้น นักท่องราตรีที่หลุดออกจากอีกร้านก็เริ่มทยอยเข้ามา ณ ร้านนั่งชิวแห่งนี้เนื่องจากเปิดถึงตี 4 โปรแรกผ่านไป โปรสองสาม สี่และห้าก็ผ่านมาเรื่อย ๆ กระทั่งรู้สึกว่าลิ้นเริ่มจะหวาน พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง “มึง
ตอนที่ 6จำไม่ได้เหรอ?นานนับเดือนกว่าเดือนฉายจะโผล่หัวมาที่มหา’ลัย ให้เพื่อน ๆ และอาจารย์ในคณะได้เห็นหน้า จนเพื่อนบางคนในห้องคิดว่าเขาลาออกไปแล้ว แถมอาจารย์ที่เข้าสอนแต่ละวิชายังถามหาจนขี้เกียจตอบคำถาม…เพราะหายเข้ากลีบเมฆแบบไร้ร่องรอย“อ้าวเพื่อน…มึงยังมีชีวิตอยู่เหรอวะ”เสียงทักทายจาก ‘มะเดี่ยว’ เพื่อนร่วมชั้นเจ้าของสีผิวสีดำทมิฬ ชนิดที่คนอย่างฉันที่ไม่ค่อยมีสีผิวขาวนวลมากนัก ไปยืนเทียบข้างยังเหมือนกับช็อกโกแลตกับนมได้เลยทีเดียว เดือนฉายไม่ได้ตอบกลับมีเพียงริมฝีปากที่หยักยิ้มพร้อมมือที่ชูขึ้นมาทักทาย“กูก็นึกว่าลาออกไปแล้ว หายไปแบบไม่บอกไม่กล่าว” ตามมาด้วยสอง หัวหน้าห้องที่เดินเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายียวนตามแบบฉบับของหนุ่มอารมณ์ดี“กูก็อยากจะลาออกอยู่เหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจเรียน”“มึงก็พูดไป เรียน ๆ ไปเดี๋ยวก็จบเว้ย”“เออ”สองตบไหล่ของเดือนฉายเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มให้พวกเราทั้งสามคนที่นั่งทบทวนโจทย์สำหรับสอบปลายภาคอยู่ จากนั้นก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ของตัวเองที่อยู่ถัดไปประมาณคืบนึง“หยุด!” ปากของกายอ้าค้างกลางอากาศในระหว่างที่กำลังจะขยับปากพูดอะไรบางอย่างกับเดือนฉาย “ก
ตอนที่ 5เซอร์ไพรส์“จะพาไปไหน”“มีของขวัญจะให้แฟนน่ะ แต่ของชิ้นใหญ่ ถือใส่มอเตอร์ไซค์คงไม่ไหวคนเดียว”“อ๋อ~” ฉันทำเสียงยาวพลางพยักหน้ารับเรื่อง “งั้นไปเลยมั้ย มึงนัดเขาไว้กี่โมง”“ไม่ได้นัด กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์น่ะ วันนี้ครบรอบ 2 ปี”“ว้าว” น้ำเสียงตื่นเต้นบวกกับแววตาพราวระยับที่ฉันแสดงออก ทำให้ใบหูของเดือนฉายขึ้นสีแดงระเรื่อ “ยินดีด้วยนะ อ้อ! เกือบลืม เอากูไปเป็นเพื่อนแทนที่จะเป็นเพื่อนผู้ชาย แฟนมึงจะไม่ว่าเอาเรอะ”ข้อนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล ร้อยทั้งร้อยไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากให้แฟนตัวเองสนิทกับเพื่อนผู้หญิงหนักหรอก และยิ่งเห็นไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ ยิ่งจะทำให้เข้าใจผิดไปใหญ่“ไม่หรอก เพราะปกติกูก็มีแต่เพื่อนผู้หญิง เพื่อนชายก็มีแค่ไอ้กายที่สนิท”“มึงเป็นตุ๊ดป่ะเนี่ย!”“ตุ๊ดบ้านป้ามึงสิคบผู้หญิง”แรงมากกกกกก! แต่ก็จริงอย่างที่เดือนฉายว่าเดือนฉายกลอกสายตามองอย่างเอือมระอาและออกเดินกลับไปยังทางที่เราจากมา โดยไม่ได้สนใจฉันที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ราวกับเป็นอากาศ ดังนั้นจึงรีบสาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเขาไปติด ๆ“โทษที ๆ ก็เห็นบอกว่ามีแต่เพื่อนหญิง”มีเพียงหางตาที่ปรายมามองพร้อมสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ
ตอนที่ 4วิ่งหนีอะไรบางอย่างเจ้าของเสียงราบเรียบเมื่อครู่ยืนเอาหัวไหล่พิงกำแพงพลางกอดอกอยู่ตรงประตูทางเข้ามหา’ลัย รู้สึกแปลกใจอยู่ในทีที่อยู่ ๆ เดือนฉายก็โผล่มาทั้งที่หมดคาบเรียนแล้ว“มาทำไม?” มะลิทักขึ้นก่อน เมื่อเดือนฉายเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ“ว่าจะมาเรียน แต่ลืมไปว่าวันนี้มีเรียนแค่ช่วงเช้า” เจ้าของนัยน์ตาสีสนิมหันหน้าไปตอบมะลิ แล้วเลื่อนสายตาเข้ามาจ้องหน้าฉันที่ส่งสายตามองเขาอยู่เช่นกัน “ไป กลับห้อง”“เดี๋ยวก่อนพาย!”ตอนนี้แขนของฉันถูกยื้อยุดฉุดกระชากด้วยฝีมือของชายหนุ่มสองคน ราวกับว่าพวกเขาเห็นฉันเป็นเชือกชักเย่อยังไงยังงั้น“โอ๊ย!” ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเปล่งเสียงตะโกนขึ้นกลางอากาศ สะบัดแขนทั้งสองข้างให้หลุดออกจากการยื้อกระชาก “เจ็บนะเว้ย! แขนคนไม่ใช่เชือกชักเย่อ”“แต่พาย”“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! แล้วก็พอได้แล้วโค้ก พายว่าพายพูดชัดตั้งแต่วันนั้นแล้วนะ เราเลิกกันแล้ว แล้วโค้กก็เปิดตัวคบกับคนใหม่ไปแล้วด้วย ยังจะต้องการอะไรจากพายอีก! พอได้แล้ว!” ฉันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ยังระงับอารมณ์ฉุนเฉียวเอาไว้พลันสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่ยืนรออยู่ “ไปพวกมึง กลับ!”







